หอบหืดจากภูมิแพ้ อาการ สาเหตุ และวิธีการรักษา

โดย ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ

อาการหอบหืดเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ และหนึ่งในสาเหตุที่พบได้บ่อยก็คือ หอบหืดจากภูมิแพ้ โดยผู้ป่วยจาภภูมิปแพ้ประมาณร้อยละ 20-25 มักเป็นหอบหืดด้วย และนี่คือรายละเอียดของโรคหอบหืดจากภูมิแพ้

หอบหืดจากภูมิแพ้คืออะไร

โรคหอบหืด หรือโรคหลอดลมอักเสบจากภูมิแพ้ (Asthma) เกิดจากปัจจัย 2 ประการได้แก่

  • ประการแรก คือ การหดตัวของหลอดลมปิดกั้นทางเดินอากาศไปยังปอด
  • ประการที่สอง คือ เยื่อภายในหลอดลมเกิดอาการบวมและขับเมือกซึ่งทำให้เกิดหลอดลมอุดกั้น

อาการแพ้เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดปัจจัยทั้งสองประการนี้ และปัจจัยเหล่านี้ทำให้ผู้ป่วยหายใจลำบาก เจ็บหน้าอก ไอเรื้อรัง และหายใจมีเสียง

ผู้ที่เป็นโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ประมาณร้อยละ 20-25 มักเป็นโรคหอบหืดด้วย ในทางกลับกัน ผู้ที่เป็นหอบหืดประมาณรอยละ 20-80 มักเป็นโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ร่วมด้วยเช่นกัน ดังนั้น จึงมีความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างโรคทั้งสองนี้ อย่างไรก็ดี ภูมิแพ้ไม่ได้เป็นสาเหตุประการเดียวของหอบหืดเท่านั้น สาเหตุอีกหนึ่งประการคือมลภาวะทางอากาศ

อาการของหอบหืดจากภูมิแพ้

ทั้งภูมิแพ้และหอบหืดสามารถทำให้เกิดอาการต่างๆ เกี่ยวกับทางเดินหายใจเช่น อาการไอและหลอดลมอุดกั้น อย่างไรก็ดี ยังมีอาการเฉพาะสำหรับแต่ละโรคอีกด้วย

ภูมิแพ้อาจทำให้เกิดอาการดังนี้

  • น้ำตาไหลและคันตา
  • จามและน้ำมูกไหล
  • คอเป็นแผล มีผื่นขึ้น และเป็นลมพิษ

ในขณะที่หอบหืดมักไม่ทำให้เกิดอาการดังกล่าว ในทางกลับกัน ผู้ป่วยหอบหืดมักพบว่ามีอาการต่อไปนี้ได้มากที่สุด

  • แน่นหน้าอก
  • หายใจมีเสียง
  • มีอาการไอที่ทำให้หายใจลำบากในตอนกลางคืนหรือตอนเช้าตรู่

อาการอื่นๆ ของหอบหืดจากภูมิแพ้

นอกเหนือจากการเกิดไข้ละอองฟาง อาการหอบหืด และผื่นแดง ที่พบว่าเกี่ยวข้องกับโรคภูมิแพ้และหอบหืดแล้ว อาการแพ้ยังสามารถเกิดขึ้นในส่วนอื่นๆ ของร่างกาย และทำให้เกิดอาการต่างๆ กัน ตัวอย่างเช่น

  • ผื่นคัน
  • ลมพิษ
  • ปวดท้องจากอาหารไม่ย่อย
  • ผิวหนังแดง

อาการแพ้อาจเกิดขึ้นในร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือมากกว่าในเวลาเดียวกัน กล่าวคือ อาการภูมิแพ้สามารถเปลี่ยนแปลงไปได้ เมื่อเวลาผ่านไปในแต่ละคน ตัวอย่างเช่น ทารกเกิดใหม่อาจเป็นภูมิแพ้ไปและผื่นแดง หรือผู้ที่มีอายุมากขึ้นอาจมีอาการปวดคอ ไอแห้ง ปวดในช่องท้อง

การรักษาหอบหืดจากภูมิแพ้

ดังที่ทราบกันดีว่าอาการทั้งหมดของโรคภูมิแพ้และหอบหืดเกิดจากร่างกายได้รับสารก่อภูมิแพ้ซึ่งไปกระตุ้นให้ร่างกายปล่อยสารเคมีที่ทำให้เกิดอาการต่างๆ แก่ผู้ป่วย ดังนั้น วิธีที่สมเหตุสมผลที่สุดสำหรับการรักษาคือการหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้หากเป็นไปได้ โดยการสังเกตและเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมที่อาศัยอยู่

ตัวอย่างเช่น หากทราบว่าแพ้ขนแมวและขนสุนัข ก็ควรให้อยู่ให้ห่างจากสิ่งดังกล่าว หากแพ้ฝุ่น ควรทำความสะอาดบ้านและใช้แผ่นกรองอากาศชนิด HEPA แต่หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงอาการแพ้ทั้งหมดได้ ควรใช้ยาเพื่อป้องกันอาการแพ้และลดอาการต่างๆ

  • สำหรับอาการจมูกอักเสบ (rhinitis) ผู้ป่วยสามารถใช้ยาแก้แพ้ (Antihistamine) หรือยาแก้คัดจมูก (Decongestant) อย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างร่วมกัน โดยขึ้นอยู่กับว่าผู้ป่วยมีอาการคัดจมูกหรือไม่
  • ยาแก้แพ้กลุ่มดั้งเดิม เช่น ยาไดเฟนไฮดรามีน (Diphehydramine)(Benadryl) อาจก่อให้เกิดอาการข้างเคียง เช่น ง่วงซึม ทำงานลำบาก และไม่สามารถขับรถได้
  • ยาแก้แพ้รุ่นที่ 2 เช่น ยาลอราทาดีน (Loratadine) (Claritin) ยาเฟ็กโซเฟนาดีนไฮโดรคลอไรด์ (Fexofenadine Hydrochloride) (Allegra) จะไม่ทำให้เกิดอาการง่วงซึม นอกจากนี้ แพทย์ยังอาจเพิ่มสเตียรอยด์สำหรับใช้ภายนอกนอกจาการใช้สเปรย์พ่นจมูก อย่างไรก็ดี ยาแก้แพ้และยาแก้คัดจมูกทั้งหมดใช้เพียงเพื่อบรรเทาอาการต่างๆ และไม่สามารถรักษาสาเหตุของโรคได้ การกำจัดต้นเหตุอาจจำเป็นต้องใช้ภูมิคุ้มกันบำบัด (immunotherapy) หรือการฉีดสารภูมิแพ้ (allergy shots)

การปรึกษาแพทย์หรือการจำกัดการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ทั้งในผู้ป่วยหอบหืดและภูมิแพ้ถือเป็นการป้องกันและรับมือกับโรคทั้งสองอย่างได้ผล

Hello Health Group ม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

แหล่งที่มา
บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน