พฤติกรรมการ กินผิดปกติ ในกลุ่มวัยรุ่นที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1

โดย ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ

พฤติกรรมการ กินผิดปกติ ถือเป็นปัญหาซับซ้อนที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ซึ่งมีผลมาจากความรู้สึกเชิงลบเกี่ยวกับขนาดและน้ำหนักตัว รวมไปถึงพฤติกรรมที่รบกวนชีวิตประจำวัน เช่น การกินมากเกินไป อดอาหารมากเกินไป หรือพฤติกรรมการควบคุมน้ำหนักที่ไม่ดีต่อสุขภาพ เช่น การใช้ยาระบายหรือยาอดอาหาร

งานวิจัยในปัจจุบันไม่ได้ระบุชัดเจนว่ากลุ่มวัยรุ่นมีความเสี่ยงที่จะป่วยเป็นโรคการกินผิดปกติเพิ่มขึ้น แต่พฤติกรรมการกินที่ผิดปกติมักจะเกิดขึ้นกับวัยรุ่นที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 นอกจากนี้ยังมีเหตุผลบางประการ ที่ช่วยอธิบายความขัดแย้งที่ว่าทำไมอัตราวัยรุ่นเป็นโรคการกินผิดปกติถึงอยู่ในระดับต่ำ แต่อัตราพฤติกรรมการกินผิดปกติกลับเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเหตุผลเหล่านี้เกี่ยวข้องกับโรคและการรักษา

ขณะที่อัตราการป่วยเป็นโรคการกินผิดปกติในวัยรุ่นจะค่อนข้างต่ำ แต่ก็มีรายงานว่าวัยรุ่นที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 มีพฤติกรรมการกินผิดปกติที่ไม่ค่อยปรากฏให้เห็น (ไม่แสดงออกหรือไม่มีอาการที่ชัดเจน) ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับโรคเบาหวาน

ตัวอย่างของพฤติกรรมการกินผิดปกติที่ไม่ปรากฏให้เห็น ก็คือการจำกัดปริมาณอาหารที่กิน และการออกกำลังมากเกินไปเพื่อลดน้ำหนัก นอกจากอาการเหล่านี้แล้ว มักมีรายงานว่าวัยรุ่นที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 จะหยุดฉีดหรือลดปริมาณยาอินซูลินลงซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะไกลโคซูเรีย (คือมีน้ำตาลในปัสสาวะมากเกินไป) และ “น้ำตาลเป็นพิษ” ซึ่งมีความเสี่ยงต่อสุขภาพของวัยรุ่นที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน การลดหรือหยุดฉีดอินซูลินจะขัดขวางไม่ให้เกิดการเผาผลาญอาหารที่พวกเขากินเข้าไป ไม่เหมือนกับวัยรุ่นที่ไม่ได้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ซึ่งร่างกายจะผลิตอินซูลินโดยอัตโนมัติ เพื่อตอบสนองต่ออาหารที่กินเข้าไป

ความเสี่ยงจากพฤติกรรมการ กินผิดปกติ คืออะไร

งานวิจัยระบุว่าความเสี่ยงของการมีพฤติกรรมกินอาหารผิดปกติของวัยรุ่นที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 นั้น มีความเกี่ยวข้องกับอารมณ์และความรู้สึกที่ส่งผลต่อวัยรุ่นจำนวนมาก ยกตัวอย่างเช่น ความรู้สึกหดหู่ อยากผอม เคยควบคุมอาหารมาก่อน มีความคาดหวังในเรื่องการรักษาไว้สูง และเป็นชาวคอเคเซียน ซึ่งอาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับโรคเบาหวานมากนัก แต่พฤติกรรมการกินที่ผิดปกติของวัยรุ่นที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ไม่ได้เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้าเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความคิดที่อยากควบคุมระดับน้ำตาล และการไม่อยากมีน้ำหนักขึ้น ซึ่งมักจะเกิดขึ้นเมื่อทำการรักษาด้วยอินซูลิน

นอกจากนี้พฤติกรรมการรักษาโรคเบาหวานด้วยตนเอง ยังทำให้เกิดพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติด้วย ยกตัวอย่างเช่น การหมกมุ่นกับอาหาร การคอยควบคุมปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่กินเข้าไป และการเข้มงวดกับควบคุมน้ำหนัก เมื่อน้ำหนักขึ้นเป็นครั้งที่ 2 หลังจากรักษาด้วยอินซูลินสำเร็จ ในที่สุดการเป็นโรคเบาหวานก็จะส่งผลให้ผู้ป่วยต้องควบคุมความอยากอาหารในหลากหลายรูปแบบ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่วัยรุ่นป่วยเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 จะมีอัตราการเกิดพฤติกรรมการกินผิดปกติที่ไม่ปรากฎให้เห็นมากกว่าที่คาดเอาไว้

สัญญาณที่ควรระวัง

ผู้ปกครองสามารถตรวจสอบสัญญาณของพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติได้ โดยสังเกตดูภาวะซึมเศร้า รูปแบบการกิน และน้ำหนักที่เปลี่ยนไป เมื่อมีการเปลี่ยนวิธีควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด (ยกตัวอย่างเช่น น้ำหนักขึ้นเนื่องจากการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอย่างเคร่งครัด หรือน้ำหนักลดเนื่องจากละเลยการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด) โปรดสังเกตว่าการใช้อินซูลินน้อยเกินไประหว่างช่วงเวลาที่เฉพาะเจาะจง ก็อาจเป็นสัญญาณของพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติได้เช่นกัน นอกจากนี้ความสนใจในการควบคุมระดับน้ำตาลที่ลดลง ก็อาจเกิดจากความกังวลในเรื่องของน้ำหนักก็ได้

การป้องกันพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ

ผู้ปกครองของเด็กเล็กที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 สามารถช่วยพวกเขาได้ด้วยการสร้างความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างอาหารกับวิถีชีวิตที่ดีต่อสุขภาพ แทนที่จะไปหมกมุ่นกับน้ำหนักตัว ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถช่วยป้องกันพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ เมื่อเด็กเติบโตเป็นวัยรุ่นได้ สิ่งสำคัญที่ผู้ปกครองควรทำคือ เสนอทางเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพขึ้นภายในบ้าน โดยให้เด็กสามารถเลือกอาหารเพื่อสุขภาพด้วยตัวเอง และอย่าคิดว่าระดับน้ำตาลในเลือดนั้นเกี่ยวข้องกับอาหารโดยตรง ยกตัวอย่างเช่น การถามลูกว่า “ลูกเพิ่งกินอะไรเข้าไป” หลังจากพบว่าค่าน้ำตาลในเลือดสูง เพราะนั่นอาจทำให้เด็กเครียดเรื่องอาหารได้

ขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ

ถ้าคุณรู้สึกว่าลูกวัยรุ่นของคุณแสดงสัญญาณของพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ การขอความช่วยเหลือจากมืออาชีพ อย่างเช่นนักจิตวิทยา ก็จะช่วยให้ทำการประเมินผลอย่างถูกต้องได้ เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญจะคุ้นเคยกับการรักษาโรคเบาหวาน และพฤติกรรมการกินผิดปกติเป็นอย่างดี

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยหรือรักษาโรคแต่อย่างใด 

อ่านเพิ่มเติม:

แหล่งที่มา