การลดระดับไขมันในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคหลอดเลือดหัวใจ

ทบทวนบทความโดย | โดย

Update Date 16/02/2021 . 6 mins read
Share now

โรคเบาหวานและโรคหลอดเลือดหัวใจเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพระดับต้นของโลกและเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักในการเสียชีวิต ทั้งผู้หญิงและผู้ชายเนื่องจากอัตราการเจ็บป่วยและเสียชีวิตจากโรคทั้งสองอยู่ในระดับที่สูง ผู้ป่วยควรได้รับการตรวจสุขภาพ เป็นประจำเพื่อลดและป้องกันความเสี่ยงในการเกิดโรคแทรกซ้อนหลังจากนั้น แพทย์อาจแนะนำวิธีการรักษา โรคเบาหวาน และโรคหลอดเลือดหัวใจให้ทราบ ซึ่งสามารถจำแนกเป็น 3 ประเภท ได้แก่

  1. การปรับเปลี่ยนแนวทางชีวิต ประกอบด้วยการควบคุมอาหาร การไม่ใช้ชีวิตแบบเนือยนิ่ง การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  2. การรักษาเบาหวานด้วยยา
  3. การป้องกันและรักษาโรคร่วมและโรคแทรกซ้อน เช่นโรคหลอดเลือดหัวใจ

โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary heart disease) คืออะไร

โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary heart disease หรือ Coronary artery disease) คือโรคที่เกิดขึ้นเนื่องจากมีการอุดตันในหลอดเลือดหัวใจ (Coronary arteries)

ในหลอดเลือดแดงทั่วไปนั้น เลือดจะไหลเข้าตอนที่หัวใจบีบตัวสร้างแรงดัน แต่ในหลอดเลือดหัวใจ การไหลของเลือดแตกต่างจากหลอดเลือดแดงอื่น ๆ เพราะเลือดจะไหลเข้าหลอดเลือดหัวใจได้ ตอนที่หัวใจคลายตัว เนื่องจากตอนที่หัวใจบีบตัว แรงดันที่หัวใจสูงมาก เลือดจึงไม่สามารถไหลเข้าไปได้โดยง่าย แต่ตอนหัวใจคลายตัว แรงดันที่หัวใจลดลงมาก จนเลือดแดงในหลอดเลือดแดงใหญ่ ที่เหลือแรงดันไม่มากนัก ยังจะสามารถไหลเข้าไปใน หลอดเลือดหัวใจ เพื่อนำอาหาร และออกซิเจนปริมาณสูงไปเลี้ยงหัวใจได้

อัปเดตข่าวสารสุขภาพติดตามไลน์ Hello คุณหมอ

โดยทั่วไปแล้วถ้าบริเวณผนังหลอดเลือดใดมีการอักเสบหรือเสียหายก็จะมีไขมันและแคลเซียมมาเกาะตัวที่บริเวณ ผนังหลอดเลือดนั้น ๆ ส่งผลให้หลอดเลือดบริเวณนั้นแคบตีบลง เลือดไหลผ่านไปหล่อเลี้ยงอวัยวะปลายทางได้น้อย ยิ่งกว่านั้นเลือดที่ไหลช้าลงยังทำให้เกิดเลือดแข็งตัวได้ง่ายขึ้น กลายเป็นลิ่มเลือดเกาะตัวในบริเวณนั้นได้ และถ้าหาก เกิดแรงดันเลือดสูงขึ้น ลิ่มเลือดที่เกาะนั้นถูกเซาะหลุดออกไป ก็อาจจะไปอุดตันที่บริเวณส่วนปลายถัดไปของหลอดเลือดได้

ในกรณีหลอดเลือดหัวใจแคบตีบลงเพราะเคยอักเสบหรือเสียหาย เป็นเหตุให้เกิดไขมันไปพอกหนา จนเลือดไหลไปเลี้ยงหัวใจไม่สะดวก ทำให้หัวใจขาดเลือด ขาดออกซิเจน คนไข้จะเกิดอาการแน่นหน้าอก เหมือนมีแรงมากดหรือบีบ บริเวณหน้าอกในบางคนอาจรู้สึกถึงแรงบีบนั้นที่หัวไหล่ แขน คอ กราม และหลังได้

ในกรณีที่อาการรุนแรง หลอดเลือดหัวใจเกิดตีบแคบมากจนเลือดไหลไปเลี้ยงหัวใจไม่ได้ หรือลิ่มเลือดที่เกิดขึ้นหลุดไปอุด ก็จะทำให้ไม่มีเลือดไปเลี้ยงหัวใจ เกิดเป็นภาวะหัวใจวายเฉียบพลันหากไม่สามารถรักษาได้ทัน ก็อาจส่งผลถึงชีวิต ได้ในเวลาอันรวดเร็ว

อาการของโรคหัวใจที่เกี่ยวข้องกับโรคหลอดเลือดหัวใจ

  • ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน

ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน เกิดขึ้นเมื่อการไหลเวียนของเลือดที่มีออกซิเจนไปยังหัวใจถูกขัดขวาง ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ เมื่อไขมันที่มาเกาะบริเวณหลอดเลือดแดงมีการแตกออก ส่วนของเซลล์เม็ดเลือดที่เรียกว่า เกล็ดเลือดเกาะอยู่ตรงปากบาดแผลและอาจจะรวมตัวกันจนเกิดเป็นลิ่มเลือด ถ้าลิ่มเลือดใหญ่มากพอ ลิ่มเลือดนั้นสามารถอุดตันกระแสเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจได้ และถ้าหากการอุดตันไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที กล้ามเนื้อหัวใจที่ขาดเลือดเป็นเวลานาน จะเริ่มเสียหาย เป็นวงกว้างและบางส่วนจะเสียหายถาวรเนื้อเยื่อหัวใจ ที่เคยสุขภาพดีแข็งแรงจะถูกแทนที่ด้วยเนื้อเยื่อที่ไม่สมบูรณ์ ความเสียหายของหัวใจอาจไม่ชัดเจน แต่ถ้าตรวจวัดอย่างละเอียด จะพบว่าประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจ และความทนทานต่อการขาดเลือดอีกครั้งหนึ่งจะลดลง สามารถก่อให้เกิด ปัญหารุนแรงในระยะยาวได้

  • ภาวะหัวใจล้มเหลว

ภาวะหัวใจล้มเหลว คือ ภาวะที่หัวใจไม่สามารถบีบตัวให้เลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ในร่างกายได้อย่างเพียงพอ สัญญาณและอาการที่บ่งบอกถึงโรคนี้โดยทั่วไปคือ เหนื่อยง่าย หายใจหอบ หรือเริ่มหายใจติดขัด อ่อนล้าเร็ว น้ำหนักขึ้นอย่างกะทันหัน และมีอาการบวมที่ข้อเท้า เท้า ขา ท้องและหลอดเลือดดำที่คอ อาการทั้งหมดที่กล่าวมา เกิดจากการที่หัวใจไม่สามารถระบายเลือดออกไปได้ทัน ทำให้เกิดน้ำคั่งค้าง ท่วมท้นอวัยวะต่าง ๆ เมื่ออาการเริ่มแสดงออกจะรู้สึกได้ว่ามีการหายใจหอบจากการเคลื่อนไหวตามปกติในชีวิตประจำวัน เช่น การขึ้นบันได เป็นต้น

  • ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

ในภาวะปกติ หัวใจจะเต้นประมาณ 70-100 ครั้งอย่างสม่ำเสมอ และอาจจะเต้นเร็วมากขึ้น เมื่อมีกิจกรรมหรือการออกกำลังกาย โดยไม่เกินตัวเลขค่าหนึ่ง ซึ่งขึ้นอยู่กับอายุ แต่ไม่ว่าจะเต้นเร็วหรือเต้นช้า การเต้นของหัวใจจะมีจังหวะสม่ำเสมอ

ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ คือ ภาวะที่หัวใจเต้นจังหวะไม่สม่ำเสมอ มีการหยุดเต้นเป็นบางครั้งบ่อยมาก ทำให้ผู้ป่วย รู้สึกถึงอาการใจสั่น หน้ามืด หรือหัวใจเต้นรัว จนหมดแรงก่อนหยุดเต้นไปในที่สุด ส่งผลให้เสียชีวิตในทันที ถ้าหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคแทรกซ้อน

ผลการวิจัยพบว่าโรคหลอดเลือดหัวใจเกิดขึ้นเมื่อชั้นภายในของหลอดเลือดหัวใจถูกทำลายจากปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่ ระดับคอเลสเตอรอลสูง ความดันโลหิตสูง การสูบบุหรี่ ภาวะดื้อต่ออินซูลิน การมีน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน โรคเมตาบอลิก การไม่ออกกำลังกาย อายุมาก พันธุกรรม และโรคเบาหวานก็เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยง ของการเกิด โรคหลอดเลือดหัวใจเช่นกัน

วิธีการรักษาโรคเบาหวาน

การให้ความรู้ผู้ป่วยเบาหวานเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการรักษาในแต่ละกรณี ผู้ป่วยและครอบครัวควรมีส่วนร่วมในการตั้งเป้าหมายในการลดน้ำหนัก ลดความดันโลหิต และลดระดับน้ำตาลในเลือด โดยร่วมมือกับทีมแพทย์อย่างใกล้ชิดในการวางแผนการรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวาน และครอบครัวควรได้รับความรู้และมีทักษะพื้นฐานในเรื่องต่าง ๆ อย่างเพียงพอ เพื่อให้มั่นใจว่าการรักษาจะเป็นไปอย่างเหมาะสม ดังนี้

  • เป้าหมายของการรักษารายบุคคล
  • โภชนาการตามความต้องการของร่างกายรายบุคคลและการวางแผนเกี่ยวกับอาหารแต่ละมื้อ
  • ประเภทและขอบเขตของการออกกำลังกาย
  • สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังการควบคุมด้วยอาหารและการออกกำลังกายร่วมกับยาลดระดับน้ำตาลและการฉีดอิซูลิน
  • การเปลี่ยนแปลงแนวทางการดำเนินชีวิตให้ดีขึ้น เช่น งดการสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์
  • การติดตามผลของการดูแลตนเอง
  • การรับมือกับเหตุฉุกเฉิน เช่น การเจ็บป่วย หรือ มีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
  • วิธีหลีกเลี่ยงโรคแทรกซ้อนและสังเกตอาการในระยะเริ่มต้น เช่น วิธีการดูแลเท้า

วิธีการรักษาโรคเบาหวานประกอบด้วย 3 วิธีหลัก ได้แก่

1) การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ซึ่งส่วนใหญ่แล้วประกอบไปด้วยการควบคุมอาหาร ควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย

2) การรักษาโดยใช้ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด และการฉีดอินซูลิน

3) การป้องกันโรคร่วมและโรคแทรกซ้อน

การรักษาโรคเบาหวานโดยการควบคุมอาหาร

โภชนาการนั้นเป็นเรื่องพื้นฐานของการรักษาเบาหวาน การรักษาใด ๆ จะไม่เป็นผล หรืออาจมีอันตรายถึงชีวิตได้ หากผู้ป่วยและครอบครัวขาดความเข้าใจในเรื่องโภชนาการที่ถูกต้อง

ข้อแนะนำในการรับประทานอาหารของผู้ป่วยโรคเบาหวานมีดังนี้

  • สัดส่วนของไขมันในอาหารควรมี 25-35% ของปริมาณแคลอรีทั้งหมด แต่ไขมันอิ่มตัวไม่ควรเกิน 10% ของปริมาณพลังงานทั้งหมด และไม่ควรรับประทานคอเลสเตอรอลเกิน 300 มก. ต่อวัน
  • สัดส่วนโปรตีนควรเป็น 10-15% ของพลังงานทั้งหมด (0.8-1 กรัม/น้ำหนักตัว 1 กก.) แหล่งโปรตีนควรมีความหลากหลายทั้งจากพืชและสัตว์
  • คาร์โบไฮเดรตให้ปริมาณแคลอรี 50-60% ของปริมาณอาหารทั้งหมดแม้ว่าตามปกติแล้วจะแนะนำว่า แหล่งคาร์โบไฮเดรตควรมีความหลากหลายและมีไฟเบอร์สูงแต่ควรให้ความสำคัญกับปริมาณ คาร์โบไฮเดรตทั้งหมดที่บริโภคมากกว่าแหล่งที่มาของคาร์โบไฮเดรต
  • ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคเกลือมากเกินไป โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวานที่มีความดันโลหิตสูงและเป็นโรคไต
  • ควรใช้สารให้ความหวานเทียมในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่ควรใช้สารให้ความหวานมีคุณค่าทางโภชนาการ เช่น ซอร์บิทอลและฟรุกโตส
  • ข้อควรระวังเกี่ยวกับการดื่มแอลกอฮอล์สำหรับผู้ที่ไม่เป็นเบาหวานก็ใช้กับผู้ป่วยโรคเบาหวานเช่นกัน อย่างไรก็ตามแอลกอฮอล์มีแนวโน้มที่จะเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำในผู้ที่รับประทานยาต้านเบาหวาน และผู้ที่มีความผิดปกติของไขมันและผู้ป่วยที่เป็นโรคระบบประสาท ควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ อย่างเด็ดขาด

การรักษาโรคเบาหวานด้วยยา

ยาลดระดับน้ำตาลในเลือดจะถูกใช้ในการรักษาเมื่อใช้วิธีการควบคุมอาหารอาหารร่วมกับการออกกำลังกายแล้วไม่สำเร็จ ในปัจจุบันมียาลดระดับน้ำตาลในเลือดหลายกลุ่ม เช่น ยากลุ่มไบกัวไนด์ ยากลุ่มซัลโฟนิลยูเรีย

นอกเหนือจากยาเหล่านี้แล้วผู้ป่วยโรคเบาหวานอาจจะต้องป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจด้วยยาควบคุมระดับไขมันในเลือดเช่นเดียวกัน เช่น ยากลุ่มไฟเบรท และยากลุ่มสแตติน เป็นต้น โดยในบทความนี้ เราจะกล่าวถึงกลุ่มยาสแตตินเป็นหลัก

การป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจในโรคเบาหวานโดยกลุ่มยาสแตติน

นอกจากระดับน้ำตาลในเลือดอันเป็นต้นเหตุปัญหาในโรคเบาหวานแล้ว ระดับไขมันในเลือด ก็เป็นอีกปัจจัยที่ควรให้ความสำคัญ และควบคุมอย่างจริงจังเช่นกันเป้าหมายหลักในการรักษาระดับคอเลสเตอรอลคือ การทำให้ระดับไขมัน LDL ลดลง แพทย์จะจ่ายยาตัวใดตัวหนึ่งในกลุ่มสแตตินที่มีหลากหลายชนิด เช่น Rosuvastatin Atorvastatin Simvastatin Fluvastatin Pravastatin Pitavastatin เพื่อจุดประสงค์ดังกล่าว

ยากลุ่มสแตตินมีประสิทธิภาพสูงในการลดไขมัน LDL ลดไตรกลีเซอไรด์ และเพิ่มไขมัน HDL ผู้ป่วยมักทนต่อยากลุ่มนี้ได้ดี โดยยาจะออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ HMG-CoA reductase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ใช้ในขั้นตอนการสังเคราะห์คอเลสเตอรอลในตับและในเนื้อเยื่ออื่น ๆ เมื่อเอนไซม์นี้ถูกยับยั้ง จะมีผลทำให้คอเลสเตอรอลภายในตับลดลง ตับจึงเพิ่มการดูดซึมคอเลสเตอรอลจากกระแสเลือดมาใช้ โดยการสร้าง LDL-receptor เพิ่มขึ้นบนผิวเซลล์ตับ จึงทำให้ระดับของไขมัน LDL ภายในกระแสเลือดลดลงได้ ดังนั้นผลที่เกิดขึ้นจากการลด ไขมัน LDL ของกลุ่มยาสแตติน จึงมีผลลดความเสี่ยงต่อการเกิด โรคหลอดเลือดหัวใจ

นอกจากนี้ กลุ่มยาสแตติน เป็นยาที่ทำให้การทำงานเซลล์เยื่อบุหลอดเลือดดีขึ้น ลดกระบวนการอักเสบของหลอดเลือด จากการศึกษาการใช้ยาลดไขมันในผู้ป่วย โดยกลุ่มความร่วมมือของแพทย์ผู้รักษาพบว่าในแต่ละปีกลุ่มคนที่ได้รับยาสแตติน ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดที่เป็นอันตรายได้ถึง 25%

ประสิทธิภาพของ กลุ่มยาสแตติน

ในปีพ.ศ. 2556 สมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกาได้ออกคำแนะนำว่า ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีอายุ 40 ถึง 75 ปีที่มี ค่าไขมัน LDL มากกว่า 70mg / dL และกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจที่มีสาเหตุมาจาก หลอดเลือดแดงแข็ง สมควรได้รับยาสแตตินร่วมในการรักษาด้วย เพราะมีหลักฐานที่สอดคล้องกัน จากงานวิจัยจำนวนมาก ที่แสดงว่า

  • ในผู้ใหญ่ที่เป็นเบาหวานที่ไม่มีโรคหัวใจและหลอดเลือด การลดระดับไขมันในเลือดด้วยสแตตินในขนาดปานกลาง จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ 27 เปอร์เซ็นต์ต่อการลด LDL-C 38.7mg / dL
  • ในผู้ใหญ่ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ การลดระดับไขมันในเลือดด้วยสแตตินช่วยลดความเสี่ยงของ โรคหัวใจและหลอดเลือดได้ 21 เปอร์เซ็นต์ต่อการลด LDL-C 38.7mg / dL

ทั้งนี้ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ควรปรึกษาแพทย์หากจำเป็นต้องมีการใช้ยาในกลุ่มสแตตินเพื่อลดระดับไขมันในเลือดว่าควรใช้ยาในขนาดไหน หรือควรปรับวิธีการใช้ชีวิตได้อย่างไรเพื่อให้มีสุขภาพที่ดีที่สุด

PP-LIP-THA-0216

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อัปเดตข่าวสารสุขภาพติดตามไลน์ Hello คุณหมอ
บทความนี้มีประโยชน์ต่อคุณหรือไม่
happy unhappy

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน

คนท้อง ออกกำลังกาย แบบไหนถึงจะดีต่อคุณแม่และเด็กในครรภ์

คนท้อง ออกกำลังกาย เป็นประจำ จะช่วยเสริมให้สุขภาพของคุณแม่และทารกในครรภ์แข็งแรง เป็นการเตรียมกล้ามเนื้อให้พร้อมสำหรับการคลอด ช่วยให้คลอดง่าย

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by Khongrit Somchai

การตรวจแอลโดสเตอโรน ฮอร์โมนที่มีส่วนช่วยในการควบคุมความดันโลหิตสูง

การตรวจแอลโดสเตอโรน (Aldosterone Test) เป็นการตรวจปริมาณฮอร์โมนแอลโดสเตอโรนในร่างกายว่ามีปริมาณมากน้อยเพียงได้ เพื่อหาสาเหตุของความดันโลหิตสูง

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by ชลธิชา จันทร์วิบูลย์

สัญญาณของโรคหัวใจขาดเลือด รู้เร็ว รับมือได้

สัญญาณของโรคหัวใจขาดเลือด มีตั้งแต่ อาการเจ็บหน้าอก แล้วค่อย ๆ ลามไปยังยังแขน และหลัง อ่อนเพลียหายใจถี่ วิงเวียนศีรษะ ใจสั่น ผิวหนังชื้น คลื่นไส้

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by Khongrit Somchai

โภชนาการบำบัด เทคนิคกำหนดอาหาร ที่ช่วยปรับปรุงสุขภาพ

โภชนาการบำบัด (Medical Nutrition Therapy) เป็นการบำบัดจากแพทย์ หรือนักโภชนาการที่จัดทำแผนโภชนาการกำหนดอาหารที่เหมาะสำหรับเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาด้านสุขภาพ

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by panyapat Aiemsin