ระยะของการติดเชื้อเอชไอวี ตอนไหนที่จะมีอาการ ที่บอกว่าคุณติดเชื้อ HIV แล้ว

โดย ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ

เชื้อเอชไอวี (Human Immunodeficiency Virus : HIV) เป็นหนึ่งในเชื้อไวรัสที่น่ากลัวที่สุด ที่ทำให้เกิดโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือ โรคเอดส์ ซึ่งเป็นโรคติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ทั้งทางช่องคลอด ทวารหนัก และปาก นอกจากนี้ยังติดต่อทางเลือด จากการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน และยังสามารถถ่ายทอดจากแม่ที่ติดเชื้อ ไปสู่ทารกในครรภ์ได้ด้วย บทความนี้ Hello คุณหมอ มีข้อมูลเกี่ยวกับ ระยะของการติดเชื้อเอชไอวี ที่มี 3 ระยะ ซึ่งถ้าไม่ได้รับการรักษา อาการจะแย่ลงจนทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายในที่สุด

ระยะของการติดเชื้อเอชไอวี

การติดเชื้อเอชไอวีสามารถแบ่งออกได้เป็น  3 ระยะคือ ระยะเฉียบพลัน (Acute HIV Infectious) ระยะติดเชื้อเรื้อรัง (Chronic HIV infection) และระยะโรคเอดส์ (AIDS) หากติดเชื้อ HIV แล้วไม่ได้รับการรักษา อาการก็จะพัฒนาไปจนถึงระยะที่ 3 คือระยะโรคเอดส์ ดังนี้

ระยะที่ 1 ระยะเฉียบพลัน (Acute HIV Infectious)

คนส่วนใหญ่จะไม่รู้ตัวโดยทันที หลังจากที่ติดเชื้อเอชไอวี แต่ไม่นานหลังจากนั้นร่างกายก็จะมีอาการบางอย่าง ซึ่งเกิดจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายต้องต่อสู้กับเชื้อ HIV โดยปกติแล้วคนส่วนใหญ่จะมีอาการ 2-6 สัปดาห์หลังจากติดเชื้อไวรัส เรียกว่าเป็นอาการติดเชื้อระยะแรก (primary HIV infection)

เมื่อติดเชื้อเอชไอวี ร่างกายจะมีอาการคล้ายกับการติดเชื้อไวรัสชนิดอื่น เช่น ไวรัสไข้หวัดใหญ่ ซึ่งจะมีอาการประมาณ 1-2 สัปดาห์ จากนั้นอาการป่วยจะหายไป และอาการที่พบบ่อยมีดังนี้

หากคุณมีอาการเหล่านี้ และได้สัมผัสกับผู้ที่ติดเชื้อ HIV ควรปรึกษาแพทย์

ระยะที่ 2 ระยะติดเชื้อเรื้อรัง (chronic HIV infection)

ระยะติดเชื้อเรื้อรัง (chronic HIV infection) เป็นระยะที่ร่างกายโดยไม่แสดงอาการใดๆ ทั้งที่มีเชื้อไวรัสอยู่ในร่างกาย หรืออาจแสดงอาการเพียงเล็กน้อย เรียกระยะนี้ว่า ระยะสงบทางคลินิก (Clinical Latency Stage) หรือระยะติดเชื้อโดยไม่มีอาการ (Asymptomatic HIV infection) ในระยะนี้คนส่วนใหญ่อาจไม่มีอาการปรากฏ จนทำให้บางคนไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อไวรัสเอชไอวี และสามารถแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้ ซึ่งระยะนี้อาจอยู่นานถึง 10 ปีหรือมากกว่านั้น

ระยะที่ 3 ระยะโรคเอดส์

เอดส์ คือโรคที่เกิดขึ้นเมื่อระบบภูมิคุ้มกันหยุดทำงาน และร่างกายมีอาการป่วยเนื่องจากเชื้อเอชไอวี ผู้ที่เป็นเอดส์และไม่ได้กินยา สามารถมีชีวิตอยู่ได้ประมาณ 3 ปี อย่างไรก็ตามถ้าได้รับการรักษาและดูแลร่างกายให้มีสุขภาพดี ก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้เป็นเวลานาน

ถ้าไม่เคยรู้มาก่อนว่าตัวเองติดเชื้อเอชไอวี อาจจะรับรู้หลังจากที่มีอาการดังต่อไปนี้

  • รู้สึกเหนื่อยตลอดเวลา
  • ต่อมน้ำเหลืองบวมที่คอ หรือขาหนีบของคุณ
  • เป็นไข้นานกว่า 10 วัน
  • เหงื่อออกตอนกลางคืน
  • น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • ท้องเสียอย่างรุนแรง และท้องเสียเป็นเวลานาน
  • การติดเชื้อยีสต์ในปาก คอ หรือช่องคลอด
  • รอยฟกช้ำ หรือเลือดออกโดยไม่ทราบสาเหตุ

ปัจจุบัน ยังไม่มีวัคซีนที่ช่วยป้องกันโรคเอชไอวีได้ และยังไม่มียาที่ช่วยยับยั้งการเกิดโรคได้ แต่ถ้าผู้ป่วยรับยารักษาได้ทันเวลา ก็จะช่วยป้องกัน ไม่ให้พัฒนาจนกลายเป็นโรคเอดส์ได้ วิธีการป้องกันที่ดีที่สุด ก็คือการใช้ถุงยางอนามัย ทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ และป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่นด้วย และเนื่องจากโรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ จึงจำเป็นต้องใช้ยาต้านไวรัสไปตลอดชีวิต

Hello Health Groupไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน