เรื่องที่คุณคิดว่ารู้เกี่ยวกับ เอชไอวี / เอดส์ แต่ที่จริงแล้วคือความเข้าใจผิด

โรคติดเชื้อ เอชไอวี หรือเอดส์ เป็นหนึ่งในโรคติดต่อที่ร้ายแรง โรคนี้คร่าชีวิตผู้คนนับล้านในแต่ละปี และยังไม่มีการรักษาให้หายขาดได้ ผู้สูงอายุ ผู้ใหญ่ วัยรุ่น หรือแม้แต่ทารก ที่มารดาได้รับเชื้อขณะตั้งครรภ์ มีโอกาสเป็นผู้ป่วยเอชไอวีหรือเอดส์ได้ แม้ว่าในปัจจุบันโรคติดเชื้อเอชไอวีหรือเอดส์เป็นโรคที่พบเห็นได้สังคมทั่วไป แต่ยังมีความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับโรคนี้ บทความนี้จึงขอนำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับโรคชนิดนี้

โรคติดเชื้อ เอชไอวี / เอดส์คืออะไร

ไวรัสเอชไอวี หรือไวรัสภูมิคุ้มกันบกพร่อง (Human Immunodeficiency Virus) ทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เฉพาะอย่างยิ่งเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซท์ ที่มีชื่อว่า CD4 (T cells) ซึ่งทำหน้าที่ช่วยระบบภูมิคุ้มกันในการป้องกันการติดเชื้อต่างๆ เมื่อเวลาผ่านไป เชื้อไวรัสเอชไอวีจะทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาว ทำให้ร่างกายไม่สามารถต้านการติดเชื้อหรือโรคต่างๆได้ ในกรณีที่ร้ายแรงที่สุด หากผู้ติดเชื้อไม่ได้รับการรักษาที่มีประสิทธิภาพ เชื้อไวรัสเอชไอวีจะทำให้จำนวน CD4 (T cells) ในร่างกายลดลงอย่างมหาศาล จนทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการติดเชื้อได้ง่าย หรือเกิดอาการของโรคต่างๆ ตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงขั้นรุนแรง

การติดเชื้อไวรัสเอชไอวีสามารถเกิดได้ผ่านทางเลือด น้ำกาม น้ำหล่อลื่นในช่องคลอดขณะมีเพศสัมพันธ์ การรับเลือด หรือการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน ในกรณีอื่นๆ การแพร่เชื้อเอชไอวีอาจมาจากการคลอดบุตร หรือการให้นมของมารดา

7 ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคติดเชื้อเอชไอวี/ เอดส์

บางคนยังคงมีความเชื่อที่ผิดเกี่ยวกับโรคติดเชื้อเอชไอวี หรือ เอดส์ ในเรื่องต่อไปนี้

1.เอชไอวีเป็นโรคที่ร้ายแรงถึงชีวิต

ความเชื่อนี้เป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้องนักในปัจจุบันนี้ เนื่องจากเทคโนโลยีสมัยใหม่และการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โรคติดเชื้อเอชไอวีจึงเป็นโรคเรื้อรังที่สามารถควบคุมได้

2.เชื้อไวรัสเอชไอวีติดต่อกันได้ผ่านการจูบ

นี่อาจเป็นเป็นจริงได้ในกรณีที่ผู้นั้นมีแผลหรือมีเลือดออกในช่องปากหรือริมฝีปาก แต่โดยส่วนใหญ่แล้วโอกาสการรับเชื้อผ่านการจูบมีน้อยมาก

3.การติดเชื้อเอชไอวีกับโรคเอดส์เหมือนกัน

ในปัจจุบันความเจริญด้านการรักษาทางการแพทย์ ทำให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวีไม่พัฒนาเป็นโรคเอดส์อีกต่อไป ผู้ป่วยเอชไอวีที่ได้รับการรักษาตั้งแต่ทราบว่าติดเชื้อ สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติเหมือนผู้อื่น

4.ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ไม่ติดเชื้อได้

ในความเป็นจริงแล้ว ทั้งสองฝ่ายยังคงสามารถมีเซ็กซ์ที่ปลอดภัยได้ด้วยการใช้ถุงยางอนามัย ถ้าผู้ติดเชื้อเอชไอวีได้รับการรักษาที่เหมาะสม และผ่านการตรวจสอบปริมาณเชื้อไวรัสในเลือดแล้ว ความเสี่ยงในการแพร่เชื้อไวรัสก็เกือบจะเป็นศูนย์

5.เชื้อไวรัสเอชไอวีติดต่อไปยังทารกในครรภ์โดยอัตโนมัติ

สำนักงานส่งเสริมสุขภาพสตรีในสหรัฐฯ ระบุว่า ผู้หญิงที่อยู่ระหว่างการรักษา มีโอกาสแพร่เชื้อไปยังทารกในครรภ์ได้เพียงร้อยละ 2 เท่านั้น

6.เชื้อเอชไอวีไม่ติดต่อผ่านเพศสัมพันธ์ทางปาก

แม้ว่าความเสี่ยงของการได้รับเชื้อ ผ่านการมีเพศสัมพันธ์โดยการใช้ปากจะอยู่ในระดับต่ำ แต่ความเป็นไปได้ในการได้รับเชื้อนั้นยังมีอยู่ และความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นในกรณีที่คู่ของคุณมีแผลเปิด เลือดออก หรือแผลถลอก ที่สามารถสัมผัสกับน้ำอสุจิโดยตรง (ข้อมูลจากคณะกรรมการด้านการควบคุมโรคเอดส์แห่งสหรัฐฯ)

7.เชื้อเอชไอวีสามารถติดต่อได้ผ่านทางน้ำลาย เหงื่อ น้ำตา และการใช้ห้องน้ำร่วมกัน

เชื้อเอชไอวีนั้นสามารถแพร่ได้ผ่านน้ำอสุจิ ของเหลวในอวัยวะเพศหญิง เลือด หรือน้ำนมแม่ที่ติดเชื้อเท่านั้น ส่วนน้ำลาย เหงื่อ น้ำตา หากไม่ได้มีเลือดปน ก็ไม่สามารถแพร่เชื้อได้ และเราสามารถใช้ห้องน้ำร่วมกับผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีหรือโรคเอดส์ได้ตามปกติ

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

แหล่งที่มา
นายแพทย์ณัฐพล พฤทธิ์พงศ์พันธุ์ อายุรแพทย์โรคติดเชื้อ

นายแพทย์ณัฐพล พฤทธิ์พงศ์พันธุ์ อายุรแพทย์โรคติดเชื้อ ประจำโรงพยาบาลกรุงเทพ-พิษณุโลก และยังเป็นอาจารย์พิเศษ สาขาอายุรศาสตร์โรคติดเชื้อ โรงพยาบาลพุทธชินราช จังหวัดพิษณุโลก โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ และคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

สามารถปรึกษาปัญหาสุขภาพเบื้องต้นกับคุณหมอได้ง่ายๆ ผ่านแอป "Chiiwii ปรึกษาหมอออนไลน์" http://onelink.to/chiiwii

แสดงมากขึ้น
บทความล่าสุด