ยาสีฟันต่างชนิด เลือกอย่างไรให้ดีต่อสุขภาพปากและฟัน?

โดย ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ

ยาสีฟัน ที่ดีคือยาสีฟันที่เหมาะกับความต้องการของคุณ โดยคุณควรคำนึงถึงปัญหาสุขภาพช่องปาก หรือความต้องการในการดูแลช่องปากเฉพาะจุด เช่น ต้องการลดอาการเสียวฟัน หรือต้องการให้ฟันขาว ซึ่งยาสีฟันแต่ละประเภทจะมีคุณสมบัติแตกต่างกัน บทความนี้จึงมีข้อมูลของ ยาสีฟันต่างชนิด และวิธีเลือกซื้อยาสีฟัน เพื่อให้คุณมีข้อมูลในการตัดสินใจเลือกใช้ยาสีฟันที่เหมาะกับคุณ

ส่วนผสมพื้นฐานของยาสีฟัน

  • แคลเซียม คาร์บอเนต (Calcium carbonate) และซิลิเกต (Silicate) จะช่วยกำจัดคราบต่างๆ และเศษอาหารออกจากฟัน รวมถึงช่วยกำจัดแบคทีเรียด้วย
  • กลีเซอรอล (Glycerol) คือสารที่จะป้องกันไม่ใช้ยาสีฟันแห้ง และคงรูปเป็นเนื้อเจล
  • โซเดียมลอเรทซัลเฟต (SLS, Sodium Lauryl Sulfate) เป็นสารที่ทำให้ยาสีฟันมีฟอง
  • แซ็กคาริน (Saccharin) เป็นสารให้ความหวานเทียมที่มักจะมีในยาสีฟัน เพื่อให้มีรสชาติดีขึ้น เช่น รสมินต์ รสซินนามอน หรือรสมะนาว

ยาสีฟันชนิดต่างๆ ที่ควรรู้จัก

ยาสีฟันฟลูออไรด์

สถาบัน American Dental Association (ADA) และทันแพทย์ส่วนใหญ่พิจารณาว่าฟลูออไรด์เป็นส่วนผสมที่จำเป็นในยาสีฟัน เนื่องจากเวลาที่แบคทีเรียในช่องปากย่อยน้ำตาลและแป้ง จะทำให้เกิดกรด ซึ่งฟลูออไรด์จะช่วยทำให้ผิวเคลือบฟันแข็งแรง และช่วยลดความเสียหายที่เกิดจากกรด นอกจากนี้ฟลูออไรด์ยังช่วยฟื้นฟูฟันที่เกิดความเสียหายจากกรด โดยการคืนแร่ธาตุ (Remineralizing) ในบริเวณที่เริ่มมีอาการฟันผุ

ยิ่งไปกว่านั้นยังมีงานวิจัยที่พบว่า การใช้ยาสีฟันฟลูออไรด์ ช่วยเพิ่มความเข้มข้นของฟลูออไรด์ในฟัน อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่คุณยังไม่ฟันผุ การใช้ยาสีฟันฟลูออไรด์จะช่วยฟื้นฟูผิวเคลือบฟัน แต่หากคุณฟันผุแล้ว การใช้ยาสีฟันฟลูออไรด์อาจไม่ส่งผล จึงควรปรึกษาทันตแพทย์เพื่อรักษาอาการฟันผุ

ยาสีฟันขจัดคราบหินปูน

คราบแบคทีเรียที่เป็นชั้นๆ เรียกว่า คราบพลัค หรือคราบจุลินทรีย์ (Plaque) ซึ่งเมื่อคราบจุลลินทรีย์แข็งตัวขึ้นจะกลายเป็น คราบหินปูน (Tartar) ที่ยากต่อการกำจัด และอาจเป็นเหตุให้เกิดโรคเหงือก การทำความสะอาดช่องปากอย่างเหมาะสมและการแปรงฟันทุกวันจะช่วยป้องกันการเกิดคราบหินปูนได้

ส่วนผู้ที่มีคราบหินปูนแล้ว ควรไปพบทันตแพทย์ และทันตแพทย์อาจแนะนำให้ใช้ยาสีฟันที่ควบคุมคราบหินปูน (Tartar-control toothpaste) ที่จะมีสารเคมี เช่น ไพโรฟอสเฟตและซิงก์ ซิเทรค (Zinc citrate) ที่จะช่วยป้องกันการเกิดคราบหินปูน

ยาสีฟันที่ช่วยลดอาการเสียวฟัน

ยาสีฟันที่ช่วยลดอาการเสียวฟัน เป็นยาสีฟันที่เหมาะกับผู้ที่ฟันระคายเคืองได้ง่าย เช่น ฟันระคายเคืองจากอุณหภูมิที่ร้อนหรือเย็น ซึ่งยาสีฟันที่ช่วยลดอาการเสียวฟันโดยปกติจะมีสารโพแทนเซียม ไนเตรต หรือสตรอนเทียม คลอไรด์ โดยสารประกอบทางเคมีทั้ง 2 จะใช้เวลา 4 สัปดาห์ในการบรรเทาอาการ และช่วยลดอาการเสียวฟัน ด้วยการระงับการส่งสัญญาณจากเส้นประสาทภายในฟัน ที่เป็นตัวส่งสัญญาณความเจ็บปวดไปที่สมอง จึงทำให้อาการเสียวฟันลดลง

ยาสีฟันไวเทนนิ่ง

ยาสีฟันไวเทนนิ่ง หรือยาสีฟันที่ช่วยทำให้ฟันขาวขึ้น โดยปกติแล้วจะไม่มีสารฟอกขาว แต่จะมีอนุภาคที่ขัดผิวฟันได้ หรือมีสารเคมีที่มีประสิทธิภาพในการขัดผิวฟัน รวมถึงช่วยดึงคราบออกจากผิวฟัน

บางคนอาจกังวลว่าการขัดผิวฟันของยาสีฟันไวท์เทนนิ่งอาจทำลายสุขภาพฟัน แต่มีงานวิจัยที่ให้คำแนะนำว่า ยาสีฟันไวเทนนิ่งไม่ได้สร้างความเสียหายให้กับผิวเคลือบฟัน เมื่อเทียบกับยาสีฟันชนิดอื่น

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่มีอาการเสียวฟัน อาจต้องหลีกเลี่ยงการใช้ยาสีฟันไวเทนนิ่ง เนื่องจากมีสารเคมีที่จะทำให้อาการเสียวฟันแย่ลง

เลือกยาสีฟันยังไงดี

ตรวจสอบคุณสมบัติของยาสีฟัน

มาตรฐานยาสีฟันที่สมาคมทันตแพทย์อเมริกันแนะนำคือ

  • มีฟลูออไรด์
  • มีส่วนประกอบที่ช่วยทำให้ช่องปากสะอาด
  • ปราศจากสารแต่งกลิ่นและรส (flavoring agent) ที่สามารถทำให้ฟันผุ เช่น น้ำตาล
  • มีหลักฐานทางวิทยาศาตร์สนับสนุนว่าปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

อ่านฉลากก่อนเสมอ

ควรตรวจสอบฉลากอย่างละเอียด เนื่องจากยาสีฟันบางชนิดไม่ได้เหมาะกับทุกคน เช่น ยาสีฟันบางผลิตภัณฑ์ไม่เหมาะกับเด็ก นอกจากนี้ส่วนผสมบางอย่างในยาสีฟัน เช่น โซเดียมลอเรทซัลเฟต (SLS, Sodium Lauryl Sulfate) มีงานวิจัยที่แนะนำว่าส่วนผสมชนิดนี้อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นแผลในปาก ดังนั้นจึงควรอ่านฉลากยาสีฟันอย่างละเอียด เพื่อตรวจสอบส่วนผสมในยาสีฟัน

เลือกยาสีฟันให้ตรงกับปัญหาสุขภาพช่องปาก

แต่ละคนมีปัญหาสุขภาพช่องปากไม่เหมือนกัน ดังนั้นการเลือกยาสีฟันจึงควรเลือกตามความต้องการของแต่ละคน เช่น ถ้าคุณมีอาการเสียวฟัน อาจเลือกใช้ยาสีฟันที่ลดอาการเสียวฟันและหลีกเลี่ยงการใช้ยาสีฟันไวท์เทนนิ่ง

ตรวจสอบค่า RDA

ค่า RDA หรือ Relative Dentin Abrasion (RDA) เป็นค่าการขัดถูของยาสีฟัน โดยสมาคมทันตแพทย์อเมริกัน (ADA) กำหนดว่ายาสีฟันควรมีค่า RDA 250 หรือน้อยกว่า และยาสีฟันที่มีค่า RDA สูงกว่า 250 สามารถทำให้ฟันเสียหายได้

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

แหล่งที่มา
บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน