สาวๆ รู้ไว้ ปวดท้องน้อยบ่อย อาจเป็น โรคปีกมดลูกอักเสบ ก็ได้

โดย ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ

อาการปวดท้องเป็นอาการที่พบได้บ่อยมาก โดยเฉพาะสำหรับผู้หญิง เพราะผู้หญิงส่วนใหญ่มักจะมีอาการปวดท้องน้อยในช่วงก่อนมีประจำเดือน หรือช่วงวันแรกๆ ของการมีประจำเดือนกันเป็นเรื่องปกติ แต่หากสาวๆ คนไหนมีอาการปวดท้องน้อยบ่อย แม้จะไม่ได้อยู่ในช่วงมีประจำเดือน หรือปวดประจำเดือนหนักและนานกว่าปกติ นั่นอาจเป็นเพราะคุณกำลังเป็น โรคปีกมดลูกอักเสบ ซึ่งเป็นการติดเชื้อที่เป็นอันตราย และต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

โรคปีกมดลูกอักเสบ… ภาวะที่ผู้หญิงต้องระวัง

โรคปีกมดลูกอักเสบ (Pelvic Inflammatory Disease หรือ PID) เป็นการติดเชื้อในระบบสืบพันธุ์เพศหญิง ส่วนใหญ่มักเกิดจากแบคทีเรียที่ติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ที่เข้าสู่ร่างกายผ่านช่องคลอด ไปยังมดลูก ท่อนำไข่ หรือรังไข่

ผู้ที่เป็นโรคปีกมดลูกอักเสบมักไม่มีอาการใดๆ กว่าจะรู้ตัวอีกที อาการของโรคก็อาจถึงขั้นที่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาเร่งด่วนแล้ว และบางครั้งคุณหมอก็อาจตรวจพบว่าคุณเป็นโรคปีกมดลูกอักเสบ หลังจากคุณเข้ารับการตรวจรักษาปัญหามีบุตรยาก หรือปวดท้องน้อยเรื้อรัง

อาการของ ปีกมดลูกอักเสบ

อาการที่พบได้ทั่วไป มีดังนี้

  • รู้สึกปวดท้องน้อย
  • มีไข้ บางครั้งอาจหนาวสั่นด้วย
  • มีสารคัดหลั่งหรือตกขาวมีกลิ่น (ส่วนใหญ่มักเป็นสีเขียว หรือเหลือง) ไหลออกมาจากช่องคลอด
  • รู้สึกเจ็บหรือมีเลือดออกเวลามีเพศสัมพันธ์
  • รู้สึกแสบเวลาถ่ายปัสสาวะ หรือปัสสาวะยาก
  • ประจำเดือนมามากผิดปกติ
  • ปวดประจำเดือนหนักกว่าปกติ

ผู้หญิงบางคนที่เป็นโรคปีกมดลูกอักเสบอาจไม่มีอาการเหล่านี้เลย หรือบางคนก็อาจมีอาการเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่หากคุณมีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบเข้าพบคุณหมอทันที เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณว่าโรคปีกมดลูกอักเสบของคุณเข้าขั้นรุนแรงแล้ว

  • ปวดท้องน้อยรุนแรง
  • คลื่นไส้และอาเจียน กินอะไรไม่ได้
  • มีไข้สูงกว่า 38.3 องศาเซลเซียส
  • ตกขาวมีกลิ่นเหม็นรุนแรง

โรคปีกมดลูกอักเสบนั้นไม่มีการวินิจฉัยโดยเฉพาะ ส่วนใหญ่แพทย์จะต้องตรวจวินิจฉัยโรคโดยดูประวัติทางการแพทย์ รวมกับการตรวจร่างกาย และการทดสอบบางประการ ฉะนั้น คุณไม่ควรปกปิดประวัติสุขภาพของคุณ โดยเฉพาะประวัติในการมีเพศสัมพันธ์ คุณหมอจะได้วินิจฉัยโรคได้ถูกต้อง

สาเหตุและความเสี่ยงที่ควรรู้

เชื้อแบคทีเรียหลายชนิดสามารถก่อให้เกิดโรคปีกมดลูกอักเสบได้ แต่สาเหตุที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่ เชื้อเนอิสซีเรีย โกโนเรีย (Neisseria gonorrhoeae) ที่ทำให้เกิดโรคหนองในแท้ และเชื้อคลามัยเดีย ทราโคมาติส (Chlamydia trachomatis) ที่ทำให้เกิดโรคหนองในเทียม ซึ่งส่วนใหญ่มักจะได้รับเชื้อมาจากการมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน

แต่ในบางกรณี หากเกราะป้องกันตามธรรมชาติที่ปากมดลูกสร้างขึ้นถูกทำลายหรือเสียหาย แบคทีเรียก็อาจเข้าสู่ระบบสืบพันธุ์ และทำให้คุณเป็นปีกมดลูกอักเสบได้ ซึ่งในกรณีนี้มักเกิดขึ้นหลังจากคลอดบุตร แท้งบุตร หรือทำแท้ง และพบได้ไม่บ่อยนัก

ความเสี่ยงในการเกิดโรคปีกมดลูกอักเสบจะยิ่งมากขึ้น หากคุณมีภาวะดังต่อไปนี้

  • เป็นผู้หญิงอายุน้อยกว่า 25 ปี ที่มีเพศสัมพันธ์
  • มีคู่นอนหลายคน
  • มีเพศสัมพันธ์หรือทำกิจกรรมทางเพศกับคนที่มีคู่นอนหลายคน
  • มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันด้วยถุงยางอนามัย แผ่นยางอนามัย เป็นต้น
  • ใช้น้ำยา สบู่ หรือสารทำความสะอาด ที่ทำให้แบคทีเรียในช่องคลอดเสียสมดุล แบคทีเรียชนิดไม่ดีเลยมีมากกว่าแบคทีเรียชนิดดี จนทำให้ปีกมดลูกอักเสบ
  • เคยเป็นโรคปีกมดลูกอักเสบ หรือเคยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

ปัญหาสุขภาพอื่นๆ ที่เกิดจากปีกมดลูกอักเสบ

ผู้หญิงส่วนใหญ่ที่รักษาโรคปีกมดลูกอักเสบจนหายดีแล้ว สามารถตั้งครรภ์ได้โดยไม่เกิดปัญหาใดๆ แต่โรคปีกมดลูกอักเสบอาจทำให้คุณมีอาการปวดท้องน้อยนานหลายเดือนถึงหลายปี และอาจทำให้ท่อนำไข่เป็นแผลและแคบลง จนไข่จากรังไข่เคลื่อนที่ไปยังมดลูกได้ยากขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูก (Ectopic Pregnancy) คือ ตัวอ่อนฝังตัวในท่อนำไข่แทนที่จะเป็นในมดลูก และ 1 ใน 10 ของผู้หญิงที่เคยเป็นปีกมดลูกอักเสบ พบว่ามีปัญหามีบุตรยาก โดยความเสี่ยงเหล่านี้จะยิ่งสูงขึ้น หากเป็นปีกมดลูกอักเสบแล้วไม่เข้ารับการรักษา เข้ารับการรักษาช้า หรือเคยเป็นปีกมดลูกอักเสบซ้ำ

การป้องกันที่คุณสามารถทำได้

วิธีเหล่านี้สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคปีกมดลูกอักเสบให้คุณได้

  • มีเพศสัมพันธ์แบบปลอดภัย เช่น ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง มีคู่นอนแค่คนเดียว ตรวจสอบประวัติกิจกรรมทางเพศของคู่นอนให้ดี
  • ปรึกษาคุณหมอเรื่องการคุมกำเนิดที่เหมาะสม วิธีคุมกำเนิดบางชนิด เช่น การกินยาคุมกำเนิด ไม่สามารถป้องกันโรคปีกมดลูกอักเสบ หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ คุณจึงควรสอบถามวิธีคุมกำเนิดและวิธีป้องกันที่เหมาะสมจากคุณหมอ
  • ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณมีความเสี่ยงสูง เพราะหากรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้เร็ว ความเสี่ยงในการเกิดโรคปีกมดลูกอักเสบก็จะน้อยลง
  • ให้คู่นอนไปตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ด้วย หากคุณพบว่าตัวเองเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรือโรคปีกมดลูกอักเสบ ควรให้คู่นอนของคุณไปตรวจโรคด้วย เพราะหากพบโรคจะได้รักษาทัน ทั้งยังช่วยป้องกันการแพร่เชื้อโรคไปสู่ผู้อื่นด้วย
  • ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นให้ถูกวิธี หากต้องการใช้น้ำยาทำความสะอาดจุดซ่อนเร้น ควรใช้แค่ภายนอกเท่านั้น ส่วนภายใน แค่ทำความสะอาดด้วยน้ำเปล่าก็เพียงพอแล้ว แบคทีเรียในช่องคลอดจะได้ไม่เสียสมดุล จนทำไปสู่โรคปีกมดลูกอักเสบ

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

Share now :

Review Date: มีนาคม 16, 2020 | Last Modified: มีนาคม 18, 2020

แหล่งที่มา
บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน