เทคนิคกำราบ อาการเมารถ อย่างอยู่หมัด โดยไม่ต้องพึ่งยา

โดย ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ

หลายครั้งที่เราเดินทางโดยรถยนต์แล้วจะต้องทรมานกับอาการคลื่นไส้ วิงเวียน ชวนให้ปวดหัว อาการเมารถ เหล่านี้ช่างเป็นปัญหาที่สร้างความรำคาญ และความลำบากสำหรับผู้ที่ต้องเดินทางเป็นประจำ ไม่ว่าจะไปทำงานหรือไปโรงเรียน บทความนี้จะมาแนะนำ เทคนิคกำราบ อาการเมารถ ให้อยู่หมัด โดยไม่จำเป็นต้องใช้ยาให้ยุ่งยาก

อาการเมารถ เป็นอย่างไร

อาการเมารถ จัดเป็นหนึ่งใน ภาวะป่วยจากการเคลื่อนไหว (Motion sickness) หมายถึงอาการป่วยหรือความรู้สึกไม่สบาย ที่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนที่ของยานพาหนะ ไม่ว่าจะเป็นทางบก ทางน้ำ หรือทางอากาศ เช่น เมารถ เมาเรือ เมาเครื่อง

อาการเมารถนั้นสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศและทุกวัย ส่วนใหญ่แล้ว คนที่มีอาการเมารถ มักจะมีอาการคลื่นไส้ เหงื่อออก น้ำลายไหล หายใจไม่อิ่ม และวิงเวียน นอกจากนี้ บางคนอาจจะมีอาการรู้สึกไม่สบาย ปวดหัว และง่วงหงาวหาวนอน ในกรณีรุนแรงอาจถึงขั้นมีอาการอาเจียนร่วมด้วย

อาการเมารถเกิดจากอะไร

อาการเมารถนั้นเกิดจากความไม่สมดุลกันของสิ่งที่คุณมองเห็น กับสิ่งที่คุณรู้สึก สมองของคุณจะรับรู้ได้ถึงการเคลื่อนที่ของร่างกาย ผ่านทางระบบประสาทต่างๆ เช่น หูชั้นใน ดวงตา และเนื้อเยื่อบนผิว

เมื่อร่างกายเริ่มมีการเคลื่อนที่ ระบบประสาทก็จะส่งสัญญาณเพื่อให้สมองรับรู้ว่าร่างกายของเราเกิดการเคลื่อนที่ และเมื่อระบบประสาทส่วนกลางได้รับสัญญาณที่ขัดแย้งกัน จากหน่วยรับความรู้สึกในหูชั้นใน ดวงตา และผิวหนัง ก็จะทำให้ระบบประสาทส่วนกลางนั้นเกิดความสับสน และกลายเป็นอาการเมารถ

ยกตัวอย่างเช่น หากเรานั่งอยู่บนรถ โดยไม่มองออกไปข้างนอกหน้าต่าง เมื่อรถเคลื่อนที่ หูชั้นในของเราจะสัมผัสได้ว่าเกิดการเคลื่อนไหวไปข้างหน้า ซ้ายและขวา แต่ดวงตาของเราจะมองเห็นภาพนิ่งเหมือนหยุดอยู่กับที่ ทำให้สัญญาณที่ส่งไปยังสมองเกิดการขัดแย้งกันเอง แล้วกลายเป็นอาการเมารถ

เทคนิคช่วยแก้อาการเมารถโดยไม่ต้องพึ่งยา

  • มองออกไปข้างนอกหน้าต่าง หรือมองตรงไปข้างหน้า

พยายามมองไกลๆ ไปยังเส้นขอบฟ้า มองตรงไปข้างหน้า หรือมองออกนอกหน้าต่างในขณะที่อยู่บนยานพาหนะ การทำแบบนี้อาจจะช่วยลดความขัดแย้งของสัญญาณที่ได้จากหูชั้นในและการมองเห็นได้

  • พยายามลดการเคลื่อนไหว

พยาพยามหลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหว หรือการอยู่ในจุดที่มีการสั่นมากๆ เช่น หากคุณนั่งอยู่ส่วนเบาะหลังของรถ อาจย้ายไปนั่งที่ข้างหน้า หรือหากอยู่ส่วนท้ายของเรือ ให้ย้ายไปอยู่ส่วนหัวเรือ ก็อาจช่วยลดอาการเมารถเมาเรือได้อย่างชะงัก

  • เปลี่ยนท่า

บางคนอาจจะรู้สึกว่ามีอาการดีขึ้นหากได้นอนลง หรือยืนขึ้น ขึ้นอยู่กับประเภทของยานพาหนะนั้นๆ ควรลองหาท่าที่ทำให้คุณรู้สึกสบายที่สุด การพิงเบาะรองหัวบนเก้าอี้นั่งก็อาจจะช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้นได้เช่นกัน

  • เคี้ยว

ไม่ว่าจะเป็นการเคี้ยวหมากฝรั่ง เคี้ยวขนม หรือเคี้ยวอาหาร ก็อาจช่วยลดอาการคลื่นไส้ และอาการป่วยเบาๆ จากการเมารถได้ เพราะการเคี้ยวจะช่วยลดความขัดแย้งของสัญญาณจากการมองเห็นและการทรงตัวได้ คุณควรเตรียมขนมขบเคี้ยวที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ไม่มีน้ำตาล และเหมาะสมสำหรับการเดินทางพกติดตัวไว้ หรืออาจจะเลือกใช้เป็นหมากฝรั่งแบบไม่มีน้ำตาล เพื่อเคี้ยวในช่วงที่มีอาการเมารถได้ อย่างไรก็ตาม คุณควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีความมัน เลี่ยน หรือเป็นกรดสูง เพราะจะทำให้อาการคลื่นไส้รุนแรงยิ่งขึ้น

  • เปิดรับอากาศ

การเปิดกระจกรับอากาศที่บริสุทธิ์จากภายนอกตัวรถ แทนที่จะทนอยู่กับอากาศจากเครื่องปรับอากาศ อาจช่วยลดอาการเมารถให้ดีขึ้นได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงอากาศที่มีกลิ่นเหม็น เพราะจะกลายเป็นตัวกระตุ้นให้อาการเมารถรุนแรงยิ่งขึ้น

  • ดื่มน้ำ

การดื่มน้ำไม่ว่าจะเป็นน้ำเปล่า น้ำอัดลมเย็นๆ  หรือโดยเฉพาะน้ำขิง จะสามารถช่วยลดอาการคลื่นไส้ได้เป็นอย่างมาก แต่ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน อย่าง กาแฟ เพราะจะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากดื่มในขณะที่ท้องว่าง นอกจากนี้ยังไม่ควรดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนการเดินทางอีกด้วย

  • เบี่ยงความสนใจ

การเบี่ยงความสนใจ เช่น เปิดเพลงฟัง หรือพูดคุย จะช่วยให้คุณสามารถเบี่ยงเบนความสนใจไปจากอาการเมารถที่กำลังเป็นอยู่ และทำให้รู้สึกดีขึ้นได้ นักวิจัยพบว่า การฟังเพลงสามารถช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้ และอาการทางกายภาพที่เกี่ยวข้องกับอาการเมารถอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • ดมยาดมหรือใช้น้ำมันหอมระเหย

ยาดมนั้นมีสรรพคุณในการลดอาการวิงเวียน ปวดหัว และคลื่นไส้ นอกจากนี้กลิ่นบางอย่าง เช่น น้ำมันหอมระเหยจากขิงบริสุทธิ์ ดอกลาเลนเดอร์ หรือมินท์ สามารถช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้และวิงเวียนจากการเมารถได้ แต่เพื่อการลดความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง ควรใช้แค่ครั้งและหนึ่งถึงสองหยดเท่านั้น

Hello Health Group ม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

Share now :

Review Date: มกราคม 7, 2020 | Last Modified: มกราคม 9, 2020

แหล่งที่มา
บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน