รับมือกับ “เชื้อดื้อยา” ก่อนที่จะสายเกินไป

ในระหว่างวันที่ 12-18 พฤศจิกายน 2561 องค์การอนามัยโลกจัดให้เป็น Antibiotic Awareness Weekหรือ “สัปดาห์รู้รักษ์ ตระหนักการใช้ยาต้านเชื้อแบคทีเรียโลก” เพื่อให้ประชาชนทั่วไปตระหนักถึงปัญหาของ เชื้อดื้อยา ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญทั่วโลก นพ.ณัฐพงศ์ เดชธิดา มีมุมมองจากประสบการณ์และข้อมูลในเรื่องนี้มาฝาก

สถานการณ์ เชื้อดื้อยา ในประเทศไทย

‘เชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ’ คือการที่เชื้อแบคทีเรียที่เคยไวต่อยาปฏิชีวนะมาก่อน เกิดการกลายพันธุ์เป็นเชื้อดื้อยา โดยเมื่อเชื้อดังกล่าวสัมผัสกับยาปฏิชีวนะแล้ว ยาไม่สามารถยับยั้งหรือทำลายเชื้อแบคทีเรียนั้นได้เหมือนเดิม ทำให้การรักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะทำได้ยาก ต้องใช้ยาร่วมกันหลายขนาน เกิดค่าใช้จ่ายสูง เกิดพิษและผลข้างเคียงมาก

สถานการณ์การเกิดเชื้อดื้อยาในประเทศไทย มีการเพิ่มขึ้นและรุนแรงมากขึ้นยิ่งกว่าเดิม ถึงแม้จะมีวิวัฒนาการของการพัฒนายา และการระงับการใช้ยาฆ่าเชื้อที่ไม่จำเป็น รวมถึงประชาชนก็ตระหนักถึงการใช้ยาฆ่าเชื้อที่ไม่จำเป็นมากขึ้นแล้วก็ตาม

การใช้ยาปฏิชีวนะในไข้หวัดธรรมดา ลำไส้อักเสบจากเชื้อไวรัส และแผลผิวหนังติดเชื้อระดับที่หนึ่งนั้น เป็นเรื่องไม่จำเป็น จากประสบการณ์ของผู้เขียนในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พบว่าคนไข้ตระหนักมากขึ้น ถึงการใช้ยาปฏิชีวนะ และเลือกไม่ซื้อยาปฏิชีวนะที่ร้านขายยาก่อนพบหมอ พฤติกรรมการตระหนักรู้ถึงความจำเป็นและไม่จำเป็น ในการใช้ยาปฏิชีวนะในกลุ่มโรคดังกล่าว จึงมีแนวโน้มดีขึ้น

เชื้อดื้อยากลุ่มหลักในไทย

หากแต่สถานการณ์เรื่องเชื้อดื้อยาในโรคที่รุนแรงนั้น ก็ยังไม่ลดลงหรือหายไปแต่อย่างใด ในบทความนี้จะกล่าวถึงเชื้อดื้อยา 3 กลุ่มหลักที่อาจเรียกได้ว่าเป็นภาวะวิกฤติของการดื้อยาในประเทศไทย

1.โรคติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจจากเชื้อแบคทีเรียStreptococcus pneumoniae

พบว่าเชื้อดังกล่าวดื้อต่อยา Oxacillin, Levofloxacin, อิริโทรมัยซิน (Erythromycin) และคลินดามัยซิน (Clindamycin) 30-37% ทั่วประเทศไทย หมายความว่าหากคุณติดเชื้อโรคทางเดินหายใจตั้งแต่ไข้หวัด คออักเสบ หลอดลมอักเสบ รวมถึงปอดอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรียแล้วก็ตาม การรักษาหนึ่งในสามจะล้มเหลวด้วย เพราะอาจเป็นเชื้อดื้อยา

2.โรคติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะจากเชื้อแบคทีเรียE.coli

หากคุณเป็นโรคดังกล่าวจากการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ ยาฆ่าเชื้อ แอมพิซิลลิน (Ampicillin) อาจจะล้มเหลวในการรักษาได้ 84.4% แม้ว่าการได้ยาฆ่าเชื้อ Gentamycin ในการรักษาอาจทำให้การรักษาล้มเหลวได้32.7% และที่น่าเป็นห่วงมากก็คือ ยาที่ชื่อ ไซโปฟลอกซาซิน (Ciprofloxacin) ที่สามารถซื้อรับประทานได้ในร้านขายยานั้น เกิดสถานการณ์ดื้อยาในประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว โดยมีโอกาสที่ทำให้การรักษาด้วยยา Ciprofloxacin ล้มเหลวได้ถึง48.1% คือเกือบครึ่งต่อครึ่งนั่นเอง

3.โรคติดเชื้อระบบทางเดินอุจจาระจากเชื้อ Salmonella

เกือบครึ่งหนึ่งไม่สามารถรักษาได้ด้วยยาพื้นฐาน เพนิซิลลิน (Penicillin) ทั้งแบบกินและฉีด ที่น่าเป็นห่วงมากๆคือพบว่ามีการดื้อยาปฏิชีวนะกลุ่ม Ceftriaxone ถึง 15%

คำแนะนำเรื่องการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างถูกต้อง

ในวงการแพทย์ ยังมีเชื้อแบคทีเรียดื้อยา ที่แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ต้องต่อสู้ เพื่อไม่ให้คนไข้เข้าสู่ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดจนเสียชีวิตอีกมากมาย โดยโรคและยา 3 กลุ่มหลักข้างต้น เป็นโรคที่พบบ่อยและเป็นโรคความรุนแรงไม่มากนัก หากความสำคัญก็คือ เป็นโรคที่พบบ่อยมากๆ ในชีวิตประจำวัน ดังนั้น จึงขอรณรงค์เรื่องการใช้ยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้ออย่างถูกต้อง ตามหลักการดังต่อไปนี้

  1. ใช้ยาปฏิชีวนะเมื่อติดเชื้อแบคทีเรีย โดยได้รับการสั่งยาจากแพทย์ที่โรงพยาบาล ที่มีเภสัชกรควบคุมการใช้ยาปฏิชีวนะเท่านั้น อย่าซื้อยาฆ่าเชื้อกินเอง
  2. ยาฆ่าเชื้อไม่ใช่เครื่องเขียนและของขวัญ ไม่ต้องแบ่งปันกับผู้ใด ยาไม่ว่าจะชนิดใดๆ ก็ไม่ควรแบ่งกันใช้ อย่าแชร์ยาเลยครับ แชร์ประสบการณ์ และพากันไปพบแพทย์ดีกว่าครับ
  3. ดูแลร่างกายให้แข็งแรง โดยเฉพาะการออกกำลังกาย การติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด ไม่จำเป็นต้องใช้ยาฆ่าเชื้อหรือยาปฏิชีวนะด้วยซ้ำ หากร่างกายเรามีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงพอ

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

เชื้อดื้อยา

อ่านเพิ่มเติม:

นายแพทย์ณัฐพงศ์ เดชธิดา International Traveler Medicine Physician
นายแพทย์ณัฐพงศ์ เดชธิดา จบการศึกษาจากคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ...
แสดงมากขึ้น
นายแพทย์ณัฐพงศ์ เดชธิดา International Traveler Medicine Physician
นายแพทย์ณัฐพงศ์ เดชธิดา จบการศึกษาจากคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผ่านหลักสูตรฝึกปฏิบัติงานทางคลินิก กับภาควิชาศัลยศาสตร์ระบบทางเดินปัสสาวะ (Urology) เป็นเวลา 3 เดือน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และตจวิทยา (โรคผิวหนัง) ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นเวลา 1 เดือนและล่าสุดหลักสูตรการศึกษาต่อเนื่อง(HMX) จาก Harvard Medical School (Online Learning Course)
  • ปัจจุบัน เป็นแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปและเวชปฏิบัติการท่องเที่ยวและเดินทาง (International Traveler Medicine Physician) สังกัด แผนกผู้ป่วยนอก ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพ โรงพยาบาลกรุงเทพ ภูเก็ต แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลดีบุก และโรงพยาบาลในเครือ นอกจากนี้ยังเป็นแพทย์สังกัดแผนกฉุกเฉิน โรงพยาบาลมิชชั่น ภูเก็ต
  • ปัจจุบัน กำลังศึกษาด้านงานวิจัยสุขภาพ (Global Clinical Scholar Research Training Program) จาก วิทยาลัยการศึกษา Harvard Medical School (หลักสูตร 1 ปี) และ กำลังอบรมด้านพันธุกรรมทางการแพทย์ (Gene-Editing, Harvard CPISPR, หลักสูตร 1 ปี)
  • นายแพทย์ณัฐพงศ์ มีความสนใจพิเศษในเรื่อง มะเร็งระบบทางเดินปัสสาวะ (Urological Cancer) โรคหลอดเลือดหัวใจและโรคทางเมตาโบลิค ( Cardiovascular and Metabolic) และ เวชศาสตร์การท่องเที่ยวและเดินทาง-โรคเขตร้อน (Tropical Disease)
แสดงมากขึ้น
บทความล่าสุด