หน้าพัง! ทั้งผื่น ทั้งผิวลอก แถมยังคันคะเยอ สัญญาณของ “เซ็บเดิร์ม”

โดย ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ

โรคต่อมไขมันอักเสบ หรือที่เรียกกันติดปากว่า “เซ็บเดิร์ม” ถือเป็นโรคผิวหนังอักเสบชนิดหนึ่งที่มักพบบ่อยในคนไทย อันที่จริง คุณอาจเคยเป็นโรคนี้ แต่ไม่รู้ว่ามันคือโรคอะไรกันแน่ บทความนี้ช่วยให้เข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้ได้ดีขึ้น หรืออาจช่วยให้คุณรู้วิธีป้องกันและรักษาเมื่อคุณและคนรอบข้างเกิดเป็นโรคนี้ได้ด้วย

โรคต่อมไขมันอักเสบ หรือ เซ็บเดิร์ม (Seborrheic dermatitis) คืออะไร

โรคเซ็บเดิร์ม สามารถพบได้ทั่วไป โดยพื้นฐานแล้วถือเป็นภาวะอักเสบของผิวหนัง มีลักษณะคล้ายกับเวลาเกิดปฏิกิริยาแพ้อะไรบางอย่าง รวมทั้งมีลักษณะคล้ายโรคกลาก

โรคเซ็บเดิร์มไม่ส่งผลต่อสุขภาพของร่างกาย เพราะเป็นปัญหาทางผิวหนังเท่านั้น แต่อาจจะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกไม่สบายและอับอายได้ หากคุณผู้ป่วยเป็นโรคเซ็บเดิร์ม อาการที่เกิดขึ้นอาจทำให้คุณรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนสกปรก

โรคเซ็บเดิร์ม สามารถหายได้เอง แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว มักจะเป็นแบบเรื้อรัง อาการอาจเป็นๆ หายๆ และอาจกำเริบขึ้นมาได้ในช่วงฤดูหนาวเมื่ออากาศแห้งและเย็น

ถ้าโรคนี้เกิดขึ้นในเด็ก เราจะเรียกว่า ผื่นผิวหนังอักเสบบริเวณศีรษะ (Cradle cap) ซึ่งเกิดจากไขบนหนังศีรษะของเด็กทารกจับตัวหนาขึ้นและเกิดอกากรผิวหนังลอกออกมา แต่อาการนี้ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อตัวเด็กทารกแต่อย่างใด และในอีกหลายกรณี ผู้ป่วยอาจมีผื่นแดงขึ้นทั่วผิวหนังบนร่างกาย

อย่างไรก็ตาม โรคเซ็บเดิร์มสามารถหายขาดได้ภายในระยะเวลาระหว่าง 6 เดือนถึง 1 ปี

สาเหตุของการเกิดโรคเซ็บเดิร์ม

สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคเซ็บเดิร์มยังคงเป็นปริศนา แต่ว่ากันว่าหลายปัจจัยดังต่อไปนี้ อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการได้

  • ความเครียด
  • พันธุกรรม
  • เพศ โรคเซ็บเดิร์มมักพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง
  • สภาพผิวหนัง โรคเซ็บเดิร์มพบได้ในผู้ที่มีผิวมันมากกว่าผิวประเภทอื่น
  • อากาศที่แห้งและเย็น
  • เชื้อราที่ชื่อว่า Malassezia ซึ่งอาศัยอยู่บนผิวหนัง
  • อายุ โรคนี้พบได้ทั่วไปในเด็กทารกอายุ 3 เดือนหรือต่ำกว่า ส่วนในผู้ใหญ่นั้นพบได้ในอายุระหว่าง 30 ถึง 60 ปี
  • การรักษาทางการแพทย์ หากผู้ป่วยทานยาที่ประกอบไปด้วยอินเตอร์เฟอรอน ลิเธียม หรือยาซอราเลน (psoralen) ก็มีความเสี่ยงที่จะป่วยเป็นโรคเซ็บเดิร์มได้
  • ภาวะทางการแพทย์ เช่น มีเชื้อ HIV เป็นสิว โรคสะเก็ดเงิน โรคโรซาเซีย (Rosacea) โรคพาร์กินสัน โรคซึมเศร้า ป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับการรับประทานอาหาร หรืออยู่ในระหว่างฟื้นตัวหลังหัวใจวาย หรืออยู่ในระหว่างฟื้นตัวหลังป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง โรคลมชัก รวมถึงโรคพิษสุราเรื้อรัง

ส่วนต่างๆ ของร่างกายที่มักมีอการของโรคเซ็บเดิร์ม

ถึงจะเกิดอาการได้ในหลายส่วนของร่างกาย แต่ส่วนใหญ่มักพบได้บนผิวหนังส่วนที่มีความมัน ลื่น เช่น ใบหน้า โดยเฉพาะรอบๆ จมูก และหนังศีรษะ บริเวณหลังใบหู และในใบหู หลายคนก็เกิดอาการขึ้นกลางหน้าอก หรือที่ก้น ใต้ราวนม รวมถึงบริเวณข้อพับแขนและข้อพับขา

อาการที่สามารถสังเกตได้ ประกอบด้วย

  • เกิดรังแคที่เส้นผมหรือขนคิ้ว
  • มีไขเกาะบนผิวหนังเป็นสีขาวหรือสีเหลือง
  • เป็นผื่นแดง
  • เกิดอาการคัน
  • เกิดอาการแสบร้อนหรือชา

โรคเซ็บเดิร์มสามารถรักษาได้

ถ้าอาการของโรคผิวหนังอักเสบเซ็บเดิร์มไม่หายไปเอง การรักษาก็จะช่วยผู้ป่วยควบคุมอาการได้ดีขึ้น ซึ่งหมายถึงการใช้แชมพู ครีมและโลชั่นที่เกี่ยวข้องกับการรักษา แพทย์ผิวหนังอาจแนะนำให้ผู้ป่วยลองเยียวยาตนเองก่อนที่จะสั่งจ่ายยา

ผู้ป่วยสามารถซื้อยาโดยตรงกับเภสัชกรได้ตามร้านขายยาทั่วไป โดยมองหาฉลากที่ระบุว่าสามารถรักษาโรคเซ็บเดิร์ม รวมถึงมองหาส่วนประกอบในตัวยา เช่น salicylic acid, resorcin coal tar, ketoconazole, zinc pyrithione, หรือ selenium sulfide

สำหรับเด็กอ่อน แชมพูขจัดรังแคจะทำให้เกิดการระคายเคืองผิวหนังได้

สำหรับการดูแลรักษาร่างกาย ผู้ป่วยควรทำความสะอาดผิวบริเวณที่เกิดอาการและซับให้แห้ง ควรทำความสะอาดร่างกายด้วยน้ำอุ่นและสบู่อ่อนทุกวัน ผู้ป่วยบางรายอาจรู้สึกดีขึ้นในฤดูร้อน เพราะแสงแดดจะช่วยฆ่าเชื้อราที่ก่อให้เกิดโรคเซ็บเดิร์มได้

ส่วนการรักษาชนิดอื่นๆ ได้แก่ การใช้แชมพูต้านเชื้อราและการรับประทานยา เช่น ยาที่ช่วยเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน หรือการใช้โลชั่นที่มีส่วนประกอบของคอร์ติโคสเตียรอยด์ หรือแม้กระทั่งเข้ารับการรักษาด้วยแสงเลเซอร์

ผู้ป่วยอาจได้รับการรักษาเพียงวิธีเดียวหรือหลายวิธีประกอบกัน หากการรักษาไม่ทำให้อาการดีขึ้น หรือผู้ป่วยยังรู้สึกเจ็บปวด มีผื่นแดง มีอาการบวม มีน้ำไหลซึม ก็ควรพบคุณหมอจะดีที่สุด

โรคเซ็บเดิร์มจัดเป็นโรคผิวหนังทั่วไป หากคุณมีปัญหา ให้ลองสังเกตดูบริเวณหนังศีรษะซึ่งมักเกิดอาการขึ้นบ่อยที่สุด สำหรับบางคน โรคเซ็บเดิร์มสามารถหายเองได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นในแบบเรื้อรัง และการรักษาจะช่วยให้ผู้ป่วยควบคุมอาการได้ง่ายมากขึ้น

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัย หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

แหล่งที่มา
สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย