แพ้กลูเตน จะรู้ได้อย่างไรว่าเรามีอาการแพ้ที่แฝงมากับอาหารนี้

โดย ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ

เดี๋ยวนี้หลายๆ คนให้ความสนใจและหันมารับประทานอาหารที่แปะป้ายว่า Gluten-Free หรือที่แปลว่า “ปราศจากกลูเตน” กันเยอะมาก เนื่องจากผู้คนทั่วโลกมักมีอาการแพ้สารอาหารชนิดนี้กันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็อาจจะมีคนที่ยังไม่ทราบว่าแต่ว่าอาการแพ้กลูเตนคืออะไร มีอาการยังไง แล้วจะป้องกันได้ยังไงน่ะเหรอ Hello คุณหมอมาพร้อมข้อมูลดีๆ เกี่ยวกับการ แพ้กลูเตน มาแบ่งปันแล้ว

กลูเตน คืออะไร

กลูเตน (Gluten) คือ โปรตีนชนิดหนึ่งที่อยู่ในข้าวสาลี ข้าวไรย์ และข้าวบาร์เล่ย์ จึงพบได้บ่อยในขนมปัง เบียร์ พาสต้า รวมทั้งในอาหารแปรรูปต่างๆ ที่มีส่วนผสมของธัญพืชต่างๆ (หมี่กึงที่ใช้ทำอาหารเจก็มีกลูเตนอยู่ด้วยนะ) ตามสถิติแล้วประชากรที่กินกลูเตนเข้าไปจะเป็นโรคเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน (Celiac Disease) ประมาณ 1% ซึ่งจะมีอาการปวดท้อง ท้องเสีย ท้องผูก หรือเกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร เนื่องจากลำไส้ไม่สามารถดูดซึมสารอาหารอื่นๆได้อย่างเพียงพอ

อาการ แพ้กลูเตน เป็นยังไง

แม้อาการแพ้กลูเตนจะยังสังเกตได้ไม่ชัดเจน แต่ส่วนใหญ่มักจะมีอาการปวดท้อง ท้องเดิน ท้องอืด ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย และมีส่วนที่ทำให้เกิดโรคสมาธิสั้น ซึ่งงานวิจัยบางชิ้นระบุว่า ผู้ที่กินอาหารที่มีกลูเตนเข้าไปจะมีอาการแบบนี้เกิดขึ้น เนื่องจากมีความเชื่อว่าอาหารชนิดนี้จะทำให้เกิดอาการป่วย ก็เลยทำให้มีอาการป่วยขึ้นมาจริงๆ

สาเหตุของอาการแพ้กลูเตนคืออะไร

สาเหตุที่แท้จริงนั้นยังระบุไม่ได้ ซึ่งอาจจะขึ้นอยู่กับกรรมพันธ์ุ ไลฟ์สไตล์ หรือปัจจัยความเสี่ยงทางด้านประชากร นอกจากนี้ก็ยังไม่แน่ชัดด้วยว่ามีอาการแทรกซ้อนในระยะยาว หรือเชื่อมโยงกับอาการอื่นๆอีกด้วยหรือเปล่า แต่ในงานศึกษาวิจัยของมหาวิทยาลัยโคลัมเบียเมื่อปี 2016 ทำให้เชื่อได้ว่า อาการแพ้กลูเตนไม่ใช่ต้นเหตุที่ทำให้เกิดการตอบสนองทางระบบภูมิคุ้มกัน หรือส่งผลให้เกิดความเสียหายกับลำไส้ ซึ่งการวินิจฉัยโรคจะขึ้นอยู่กับอาการที่เกิดขึ้นมากกว่า

อาการแพ้ข้าวสาลีต่างจากอาการแพ้กลูเตนอย่างไร

อาการแพ้กลูเตน เป็นอาการตอบสนองทางร่างกายที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ ส่งผลให้การย่อยกลูเตนแม้ในปริมาณเพียงนิดเดียว ก็ทำให้ลำไล้เล็กเกิดการอักเสบ ซึ่งอาจนำไปสู่การดูดซึมสารอาหารผิดปกติ และเกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆ อย่างเช่น โลหิตจาง ภาวะมีบุตรยาก และสูญเสียมวลกระดูก

ส่วนอาการแพ้ข้าวสาลีจะเป็นการตอบโต้ทางระบบภูมิคุ้มกัน โดยร่างกายจะผลิตสารภูมิต้านทานออกมา ซึ่งอาการต่างๆจะเกิดขึ้นภายในไม่กี่นาที หรือภายในไม่กี่ชั่วโมง ซึ่งอาจมีอาการทางระบบทางเดินอาหารร่วมด้วยก็ได้ และอาการที่ต่างจากโรคภูมิแพ้โดยทั่วไปก็คือปาก คอ หรือจมูก บวม (หรือคัน) มีผื่นคัน ลมพิษ ปวดศีรษะ และหายใจไม่สะดวก ในกรณีที่มีอาการแพ้รุนแรงอาจทำให้เกิดอาการช็อคจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

จะรู้ได้อย่างไรว่ามีอาการแพ้กลูเตน

การวินิจฉัยอาการแพ้กลูเตนนั้นยังไม่สามารถทำได้อย่างชัดแจ้ง เนื่องจากยังไม่มีการตรวจสอบทางคลีนิคอย่างจริงๆจังๆ จึงทำได้แค่สังเกตอาการ แล้วนำไปปรึกษากับแพทย์หรือนักโภชนาการ เพื่อจะได้ปรับเปลี่ยนอาหารการกินได้อย่างถูกต้อง ซึ่งผู้ที่มีอาการแพ้กลูเตนส่วนใหญ่ มักจะเกิดความผิดปกติในระบบทางเดินอาหารเป็นอย่างแรก นอกจากนี้ก็อาจมีอาการอื่นๆร่วมด้วย อย่างเช่น อ่อนเพลีย ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ หรือมีสายตาพร่ามัว ฉะนั้นถ้าใครสงสัยว่าตัวเองมีอาการแพ้กลูเตนก็ควรไปปรึกษาหารือกับหมอ ซึ่งหมอจะมีขั้นตอนการตรวจหาอาการของโรคอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นการตรวจเลือด หรือการตัดชิ้นเนื้อจากลำไส้ไปตรวจวิเคราะห์ ซึ่งอาจจะกินเวลานานกว่าจะฟันธงได้ว่าคุณมีอาการแพ้กลูเตนจริงๆ

จะป้องกันอาการแพ้กลูเตนได้อย่างไร

วิธีป้องกันที่ดี่ที่สุดและได้ผลมากที่สุดก็คือการงดกินอาหารที่มีกลูเตนอย่างสิ้นเชิง และต้องปฎิบัติอย่างเคร่งครัดด้วย ซึ่งก็หมายความว่าคุณจะต้องงดกินขนมปัง พาสต้า และหมี่กึง พร้อมทั้งหลีกเลี่ยงธัญพืชต่างๆที่มีกลูเตน อย่างเช่น ข้าวสาลี ข้าวบาร์เล่ย์ ข้าวไรย์ และข้าวทริทิเคลี (ซึ่งเป็นข้าวพันธ์ุผสมระหว่างข้าวสาลีกับข้าวไรย์) อย่าลืมอ่านฉลากส่วนผสมของอาหารแปรรูปต่างๆ ว่ามีส่วนผสมของกลูเตนหรือเปล่า นอกจากนี้ก็ควรระวังกลูเตนที่แอบแฝงมาในน้ำส้มสายชูบางชนิด รวมทั้งน้ำสลัด และลิปสติกบางชนิดด้วย

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

แหล่งที่มา
บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน