สัญญาณบ่งบอกว่าคุณกำลังมีอาการอาหารไม่ย่อย

โดย

คุณอาจชื่นชอบการรับประทานเบอร์เกอร์ชุ่มฉ่ำไปด้วยชีสคู่กับเฟรนฟรายทอดกรอบ และอาหารหลายๆ อย่างอาจเป็นสิ่งที่คุณโปรดปราน อย่างไรก็ตามภายหลังการรับประทานอาหารหรือในระหว่างที่กำลังรับประทานคุณอาจมีความรู้สึกอึดอัดแน่นท้องและแสบร้อน นี่คือสัญญาณของอาการอาหารไม่ย่อย วิธีที่ดีที่สุดในการจัดการกับอาการ อาหารไม่ย่อย คือการสังเกตสัญญาณของอาการที่เกิดขึ้น

อาหารไม่ย่อย คืออะไร

อาหารไม่ย่อย หรืออาการปวดท้องจากอาหารไม่ย่อย คืออาการแสบร้อนบริเวณท้องช่วงบน หรือบริเวณกระดูกทรวงอกช่วงล่าง คุณอาจมีอาการปรากฏขึ้นเป็นบางครั้งหรือบ่อยครั้ง บางครั้งอาจมีอาการแสบร้อนบริเวณภายในทรวงอก อาหารไม่ย่อยมักเป็นสัญญาณบอกถึงปัญหาทางสุขภาพอื่นๆ เช่น โรคกรดไหลย้อน แผลในกระเพาะอาหาร และนิ่วในถุงน้ำดี แตกต่างกับอาการแสบร้อนกลางอกซึ่งมักก่อให้เกิดอาการคลื่นไส้หรือท้องอืด

อาการอาหารไม่ย่อยที่รุนแรงนำไปสู่ปัญหาสุขภาพของระบบย่อยอาหารอย่างถาวร เช่น ก่อให้เกิดแผลเป็นในหลอดอาหาร หรือทางเดินอาหารสู่กระเพาะ อาการอาหารไม่ย่อยเกิดขึ้นได้กับในทุกช่วงวัย ทั้งนี้อาจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นหากคุณ

  • ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์มากเกินไป
  • รับประทานยาแอสไพริน หรือยาแก้ปวดที่ระคายเคืองกระเพาะอาหาร
  • มีอาการที่สร้างความผิดปกติกับทางเดินอาหาร เช่น แผลในกระเพาะอาหาร
  • เครียดและวิตกกังวล

อาหารไม่ย่อยมีอาการเป็นอย่างไร

อาการอาหารไม่ย่อยอาจเกิดขึ้นในระหว่างหรือหลังจากรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่ม ความเครียดเเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้อาการแย่ลง อาการต่อไปนี้เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงอาการอาหารไม่ย่อย

  • รู้สึกอึดอัด ไม่่สบายและหนักท้อง
  • เรอเปรี้ยว
  • มีอาการไหลย้อนกลับของอาหารหรือของเหลวกลับสู่หลอดอาหาร
  • ท้องอืด (มักไม่ปรากฏ)
  • คลื่นไส้และอาเจียน (มักไม่ปรากฏ)

มีหลากหลายวิธีการรักษาและยาที่ช่วยรักษาอาการอาหารไม่ย่อย อย่างไรก็ตามอาหารไม่ย่อยอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงโรคร้ายแรงอื่นๆ คุณควรพบแพทย์หากมีลักษณะดังต่อไปนี้

  • อายุ 55 ปีหรือมากกว่า
  • น้ำหนักตัวลดลงมากอย่างไม่มีสาเหตุ
  • กลืนอาหารได้ยากลำบาก
  • อาเจียนบ่อยครั้ง
  • เป็นโรคโลหิตจางเนื่องจากขาดธาตุเหล็ก
  • พบต่อมหรือก้อนในกระเพาะอาหาร
  • อาเจียนเป็นเลือด หรืออุจจาระมีเลือดปน

สาเหตุของอาการอาหารไม่ย่อย

โดยปกติแล้วกระเพาะอาหารจะสร้างกรดขึ้นมาเพื่อช่วยในการย่อยอาหารที่ทานเข้าไป อย่างไรก็ตาม บางครั้งกรดอาจสร้างความเสียหายให้แก่ผนังลำไส้ ก่อให้เกิดความเจ็บปวดและระคายเคือง อาการอาหารไม่ย่อยอาจได้รับการกระตุ้นหรือมีอาการแย่ลงจากปัจจัยอื่นๆ

สาเหตุหลักของการเกิดอาการอาหารไม่ย่อยคือการรับประทานอาหารมากเกินไปหรือเร็วเกินไป ทานอาหารที่มีไขมันสูงเกินไปหรือรับประทานอาหารขณะที่เกิดความเครียด อีกสาเหตุหนึ่งคือ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์หรือการสูบบุหรี่ รวมถึงความเครียดและความเหนื่อยล้าล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้อาการอาหารไม่ย่อยแย่ลง

หากคุณมีน้ำหนักตัวมากเกินปกติ คุณมีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการอาหารไม่ย่อยเนื่องจากความดันที่เพิ่มขึ้นในกระเพาะอาหารของคุณ

โรคที่ก่อให้เกิดการไหลย้อนของกรดในกระเพาะอาหารสู่หลอดอาหารหรือเป็นสาเหตุให้กล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารทำงานผิดปกติทำให้อาหารไหลย้อนกลับสู่หลอดอาหารได้ โรคบางอย่างที่ก่อให้เกิดอาการอาหารไม่ย่อย ได้แก่

  • แผลในกระเพาะอาหาร
  • โรคกรดไหลย้อนจากกระเพาะอาหาร
  • มะเร็งกระเพาะอาหาร (พบได้ไม่บ่อยนัก)
  • อาการ Gastroparesis (ภาวะที่กล้ามเนื้อกระเพาะทำงานน้อยลง มักพบในผู้ป่วยโรคเบาหวาน)
  • การติดเชื้อในกระเาพะอาหาร
  • กลุ่มโรคลำไส้แปรปรวน
  • โรคตับเรื้อรัง
  • ไทรอยด์
  • ตั้งครรภ์

การใช้ยาบางชนิดก่อให้เกิดอาการอาหารไม่ย่อย เช่น ยาไนเตรท ช่วยในการขยายหลอดเลือด ซึ่งอาจทำให้หลอดอาหารคลายตัวส่งผลให้เกิดการไหลย้อนของกรด

หากคุณมีปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร คุณไม่ควรรับประทานยาในกลุ่มยาต้านการอักเสบชนิดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น แอสไพริน และไอบูโพรเฟน เนื่องจากก่อให้เกิดการระคายเคืองทางเดินอาหารและเป็นสาเหตุของอาการอาหารไม่ย่อย ทั้งนี้เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปีไม่ควรรับประทานยาแอสไพริน ยาบางชนิดที่คุณไม่ควรรับประทานเพื่อหลีกเลี่ยงอาการอาหารไม่ย่อย ได้แก่

  • แอสไพริน และยาแก้ปวดอื่นๆ เช่น ยาต้านการอักเสบชนิดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ได้แก่ ไอบูโพรเฟน (ชื่อทางการค้า Motrin หรือ Advil) และ นาพรอกเซน (นาพรอกซิน )
  • เอสโตรเจน และยาเม็ดคุมกำเนิด
  • ยากลุ่มสเตียรอยด์
  • ยาปฏิชีวนะ
  • ยารักษาโรคไทรอยด์

วิธีการรักษาอาการอาหารไม่ย่อยมีอะไรบ้าง

บ่อยครั้งอาการอาหารไม่ย่อยมักหายเองได้โดยไม่ต้องรับประทานยา อย่างไรก็ตามหากคุณมีอาการแย่ลง ควรปรึกษาแพทย์ หลีกเลี่ยงสิ่งเร้าที่ก่อให้เกิดอาการ เช่น อาหาร และกิจกรรมต่อไปนี้เพื่อรักษาอาการอาหารไม่ย่อย

  • พยายามไม่เคี้ยวอาหารในขณะที่อ้าปาก การเคี้ยวอาหารในขณะพูดหรือรับประทานเร็วเกินไป ซึ่งเป็นสาเหตุให้คุณกลืนอากาศเข้าไปเป็นจำนวนมากส่งผลให้อาการอาหารไม่ย่อยแย่ลง
  • ดื่มน้ำหลังจากรับประทานอาหารเสร็จดีกว่าการดื่มน้ำระหว่างรับประทานอาหาร
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารมื้อดึก
  • หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด
  • เลิอกสูบบุหรี่
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์

หากอาการอาหารไม่ย่อยไม่ดีขึ้นภายหลังการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเหล่านี้ แพทย์อาจจ่ายยาเพื่อบรรเทาอาการอาหารไม่ย่อย เนื่องจากอาหารไม่ย่อยเป็นลักษณะของอาการมากกว่าโรค การรักษาจึงเป็นไปตามสาเหตุของการเกิดอาการอาหารไม่ย่อย

เคล็ดลับในการรับมือกับอาหารไม่ย่อยมีอะไรบ้าง

หากคุณมีอาการอาหารไม่ย่อยเนื่องจากโรคอื่นๆ คุณอาจต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคและวิธีจัดการกับอาการ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอาการอาหารไม่ย่อย

อาการอาหารไม่ย่อยมักมีอาการดีขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิต ต่อไปนี้เป็นเคล็ดลับที่ช่วยควบคุมอาการอาหารไม่ย่อย

รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์

ภาวะน้ำหนักเกินส่งผลให้กรดในกระเพาะไหลย้อนกลับสู่หลอดอาหารได้ง่ายขึ้น พยายามควบคุมน้ำหนักโดยการออกกำลังกายและรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพช่วยลดการเกิดอาการอาหารไม่ย่อย

คุณสามารถลดปริมาณอาหารที่มีไขมันสูง อาหารรสจัด หรืออาหารที่มีคาเฟอีน เช่น กาแฟ ชา หรือ โค้ก เพื่อป้องกันการเกิดอาการอาหารไม่ย่อย

เลิกสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอลล์

สารเคมีในบุหรี่และแอลกอฮอลล์ส่งผลต่อการคลายตัวของหูรูดปิดหลอดอาหาร ก่อให้เกิดอาการกรดไหลย้อน

สร้างกิจวัตรในการนอนที่ดี

หลีกเลี่ยงการกินอาหารภายใน 3-4 ชั่วโมงก่อนนอน ในขณะที่คุณหลับหูรูดปิดหลอดอาหารจะคลายตัวมากขึ้น การรับประทานอาหารก่อนนอนส่งผลให้กระเพาะสร้างกรดซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการกรดไหลย้อน

ใช้หมอนสักสองสามใบรองใต้ศีรษะหรือหัวไหล่ของคุณ จะช่วยป้องกันการไหลย้อนของกรดในกระเพาะอาหารสู่ทางเดินอาหารในขณะที่คุณหลับ

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน