ภูมิแพ้ยา (Drug Allergy)

ทบทวนบทความโดย | โดย

Update Date พฤษภาคม 11, 2020 . เวลาในการอ่าน
Share now

ภูมิแพ้ยา (Drug Allergy) หรือการแพ้ยา หมายถึง ปฏิกิริยาที่ไม่ปกติของระบบภูมิคุ้มกันต่อยา ยาใด ๆ รวมถึงยาที่ซื้อเองตามร้าน ยาตามคำสั่งแพทย์หรือสมุนไพรอาจจะทำให้แพ้ยาได้

คำจำกัดความ

ภูมิแพ้ยา คืออะไร

ภูมิแพ้ยา หรือการแพ้ยา (Drug allergy) หมายถึง ปฏิกิริยาที่ไม่ปกติของระบบภูมิคุ้มกันต่อยาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นยาที่ซื้อเองตามร้าน ยาตามคำสั่งแพทย์ หรือสมุนไพร ก็อาจทำให้แพ้ยาได้

อาการแพ้ยาอาจจะแตกต่างกันในแต่ละคน อาการทั่วไปของการแพ้ยา คือ ลมพิษ เป็นผื่นคัน หรือเป็นไข้ มีอาการรุนแรงรวมถึงปฎิกิริยาภูมิแพ้เฉียบพลันรุนแรง อาการช็อก และความดันโลหิตต่ำลงทันที และหลอดลมรัดตัวแน่น การแพ้ยาไมใช่ผลข้างเคียงของยาและไม่ใช่สถานะที่เกิดจากการรับประทานยาเกินขนาด

อัปเดตข่าวสารสุขภาพติดตามไลน์ Hello คุณหมอ

ภูมิแพ้ยาพบได้บ่อยแค่ไหน

ภูมิแพ้ยา หรืออาการแพ้ยาสามารถเกิดได้กับทุกคน แต่โชคร้ายที่ไม่มีวิธีการตรวจสอบว่าคุณแพ้ยาหรือไม่ ในหลายกรณี คนไข้ต้องเรียนรู้เกี่ยวกับการแพ้ยาหลังจากใช้ยานั้น ภูมิแพ้ยาสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

อาการ

อาการของภูมิแพ้ยา

อาการของการแพ้ยาโดยมากจะเกิดขึ้นภายใน 1 ชั่วโมงหลังจากรับประทานยา อาการทั่วไปของการแพ้ยา คือ

  • เป็นผื่นที่ผิวหนัง
  • ลมพิษ
  • คัน
  • เป็นไข้
  • บวม
  • หายใจไม่อิ่ม
  • หายใจลำบากและมีเสียงฟืดฟาดหรือฮืดฮาด
  • น้ำมูกไหล
  • คันตา น้ำตาไหล

ยาบางประเภทอาจทำให้เกิดปฏิกิริยาที่รุนแรงในบางคน อาการที่รุนแรงมากขึ้นดังต่อไปนี้ จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาทางการแพทย์ทันที

  • หัวใจหรือชีพจรเต้นเร็ว
  • หลอดลมรัดแน่นและลำคอจุก หายใจลำบาก
  • มีความกังวลหรือวิงเวียนศีรษะ
  • เสียสติ
  • ลมพิษ หรือหายใจลำบาก

อย่างไรก็ตาม ปฏิกิริยาของการแพ้ยาอาจเกิดขึ้นหลายวันถึงหลายสัปดาห์หลังจากรับยา หรือเกิดขึ้นต่อเนื่องแม้จะหยุดใช้ยาแล้ว อาการจากภูมิแพ้ยาที่มักเกิดขึ้นในระยะยาว ได้แก่

  • เป็นไข้ ปวดข้อ เป็นผื่น บวม และคลื่นไส้
  • โลหิตจาง เมื่อเม็ดเลือดแดงลดลงจะทำให้เหนื่อยล้า หัวใจเต้นผิดจังหวะ หายใจไม่อิ่ม เป็นต้น
  • ผื่น จำนวนเม็ดเลือดขาวสูง มีอาการบวม ต่อมน้ำเหลืองโต และติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ
  • ไตอักเสบ ทำให้เป็นไข้ มีเลือดในปัสสาวะ ตัวบวม เกิดอาการสับสน เป็นต้น

สำหรับผู้ป่วยบางราย อาจมีสิ่งบ่งชี้หรืออาการนอกเหนือจากที่ระบุไว้ข้างต้น หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการต่างๆ โปรดปรึกษาคุณหมอ

ควรไปพบคุณหมอเมื่อใด

การแพ้ยาอาจทำให้มีอาการเบาๆ ไปจนถึงอาการที่รุนแรงคุกคามชีวิต หากมีอาการต่อไปนี้ โปรดเข้ารับการรักษาทันที

  • มีผิวแดง เจ็บปวด หรือมีแผลพองที่ผิวหนัง
  • ผิวชั้นนอกซีดโดยไม่มีแผลพอง
  • ผิวหมองคล้ำ
  • ไม่สบาย
  • เป็นไข้
  • เป็นผื่น หรือเป็นแผลพุพองที่ตา ปากและอวัยวะเพศ

หากเกิดปฏิกิริยารุนแรง ซึ่งส่งผลต่อความดันโลหิตและการหายใจ ควรเข้ารับการรักษาพยาบาลฉุกเฉินทันที

สาเหตุ

สาเหตุของภูมิแพ้ยา

การแพ้ยาเป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นกับระบบภูมิคุ้มกันหลังจากการใช้ยาชนิดใดชนิดหนึ่ง หรือเกิดจากการใช้ยาผิดซึ่งเป็นสารเคมีอันตราย และเริ่มจะส่งผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกัน นักวิทยาศาสตร์มักจะเชื่อมโยงการแพ้ยากับการเข้าถึงของยา เช่น ในอาหาร ในน้ำ หรือยาที่คุณใช้ในสถานะต่างๆ หากระบบภูมิคุ้มกันทำปฏิกิริยาไม่ดีต่อยาในการเข้าถึงครั้งแรก ร่างกายของคุณจะสร้างภูมิต้านทานทำให้เกิดการแพ้ยาได้

ยาทุกประเภทสามารถก่อให้เกิดอาการแพ้ยาได้ แต่พบว่า มีผู้แพ้ยาดังต่อไปนี้มากกว่ายาประเภทอื่น

  • ยาแก้อักเสบ เช่น เพนิซิลลิน
  • แอสไพรินและกลุ่มยาแก้ปวด ยาลดไข้ และยาต้านการอักเสบที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ
  • ยาเคมีบำบัด เพื่อรักษามะเร็ง
  • ยาเพื่อรักษาโรคทางด้านภูมิคุ้มกัน เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
  • ครีมหรือโลชั่นคอร์ติโคสเตียรอยด์
  • ยาสำหรับผู้ติดเชื้อ HIV หรือผู้ป่วยโรคเอดส์
  • ผลิตภัณฑ์เกสรผึ้ง
  • เอ็กไคนาเซีย (Echinacea) ซึ่งเป็นสมุนไพรที่ใช้ในการรักษาโรคหวัด
  • สีย้อมที่ใช้ในการทดสอบภาพ (สารทึบรังสี)
  • โอปิเอตที่ใช้ในการรักษาอาการเจ็บปวด
  • ยาสลบใช้เฉพาะที่

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงของการแพ้ยา

มีปัจจัยความเสี่ยงมากมายเกี่ยวกับการแพ้ยา ได้แก่

  • ประวัติการแพ้อื่นๆ เช่น แพ้อาหาร เป็นไข้
  • ประวัติปฏิกิริยาการแพ้ยาอื่น หรือส่วนประกอบที่สำคัญอย่างเดียวกัน
  • ประวัติคนในครอบครัวที่แพ้ยา
  • การใช้ยาเกินขนาด ใช้ยาซ้ำๆ หรือใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน
  • การติดเชื้อเอชไอวีหรือไวรัสเอ็บสไตบาร์

โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยและการรักษาโรค

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งเพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยภูมิแพ้ยา

  • การทดสอบทางกายภาพ แพทย์จะตรวจสอบปฏิกิริยาทางกายภาพ เช่น สัญญาณของผื่นคันและแผลพุพอง หรือฟังการเต้นของหัวใจและเช็คหลอดลมของคุณ
  • การซักประวัติ แพทย์จะถามคำถามเกี่ยวกับประวัติการแพ้ ประวัติการแพทย์ สภาวะทางการแพทย์ที่เป็นอยู่ หากคุณแพ้ยาอื่นที่มีส่วนประกอบเดียวกัน คุณเพิ่มความเสี่ยงในการแพ้ยาชนิดเดียวกันมากขึ้น
  • การทดสอบในห้องปฏิบัติการ แพทย์อาจสั่งให้ทำการทดสอบในห้องปฏิบัติการ เพื่อหาส่วนประกอบของยาที่คุณแพ้
  • การทดสอบเพิ่มเติม เช่น การทดสอบผิวหนัง การตรวจเลือด

การรักษาภูมิแพ้ยา

การแพ้ยาสามารถรักษาได้ด้วยการลดอาการแพ้ หรือการรักษาอื่นๆ ที่ช่วยให้คุณสามารถรับยาที่ทำให้เกิดอาการแพ้ได้

คุณสามารถรักษาอาการแพ้ยาได้โดย

  • หยุดการใช้ยาที่ทำให้เกิดอาการแพ้
  • รับยาต้านฮิสตามีน เพื่อต้านการกระตุ้นสารระบบภูมิค้มกันระหว่างที่เกิดปฏิกิริยาการแพ้
  • รับคอร์ติโคสเตียรอยด์ เพื่อรักษาการอักเสบที่เกิดขึ้น และเป็นปฏิกิริยาที่รุนแรงมากขึ้น
  • รับยาฉีดเอพิเนฟรีนทันที และรีบเข้ารับการรักษาฉุกเฉินที่โรงพยาบาล เพื่อรักษาระดับความดันและช่วยด้านการหายใจ

นอกจากนี้ แพทย์อาจรักษาโดยให้คุณรับยาที่ทำให้เกิดการแพ้ แต่ต้องอยู่ภายใต้การสังเกตการณ์ของแพทย์ จุดประสงค์ในการรักษาก็เพื่อช่วยให้คุณตอบสนองต่อยาน้อยลง

  • เริ่มจากการใช้ปริมาณยาน้อยๆ และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุก 15 ถึง 30 นาทีหรือทุกหลายชั่วโมงหรือทุกชั่วโมงจนกว่าจะไม่มีปฏิกิริยาเกิดขึ้น
  • ทดสอบเพื่อดูว่า คุณเริ่มมีปฏิกิริยาการแพ้ที่ขนาดยาเท่าใด

การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเอง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตัวเองเพื่อรับมือกับภูมิแพ้ยา

  • หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นภูมิแพ้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
  • หากเป็นไปได้ ควรพกเครื่องมือฉีดยาอัตโนมัติติดตัวเสมอ เช่น เครื่องฉีดเอพิเนฟรีนอัตโนมัติ
  • ใช้ยาเพรดนิโซนหรือยาต้านฮิสตามิน
  • ระวังอย่าให้แมลงสัตว์กัดต่อย
  • อ่านฉลากอาหารให้ละเอียดก่อนรับประทาน

หากคุณมีข้อสงสัย โปรดปรึกษาแพทย์ เพื่อให้เข้าใจถึงวิธีการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณได้ดีขึ้น

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อัปเดตข่าวสารสุขภาพติดตามไลน์ Hello คุณหมอ
บทความนี้มีประโยชน์ต่อคุณหรือไม่
happy unhappy

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน

โบท็อกซ์สำหรับผู้ชาย กับสิ่งที่ควรรู้ก่อนรับการฉีด

โบท็อกซ์เป็นที่นิยมในหมู่ผู้หญิง แต่ผู้ชายก็สามารถฉีดโบท็อกซ์ได้ ทำไม โบท็อกซ์สำหรับผู้ชาย ถึงกลายเป็นที่นิยม บริเวณไหนที่ผู้ชายนิยมฉีดกันบ้าง ต้องติดตามกัน

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย
สุขภาพชีวิตที่ดี, ความสวยความงาม ตุลาคม 8, 2020 . เวลาในการอ่าน

รู้รึเปล่า นอนคว่ำ อันตรายต่อสุขภาพ มากกว่าที่คิด

ท่านอนคว่ำที่หลายๆ จริงๆ แล้วอาจจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพมากกว่าที่ทุกคนคิด วันนี้ Hello คุณหมอ จะมานำเสนอ อันตรายจากการ นอนคว่ำ ให้ทุกคนได้รู้จักกันค่ะ

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย พลอย วงษ์วิไล
การนอนหลับ, สุขภาพชีวิตที่ดี กันยายน 30, 2020 . เวลาในการอ่าน

อยากรู้ว่าแพ้แมลงอะไรบ้าง ลองมา ทดสอบการแพ้แมลงกัดต่อย กัน

การ ทดสอบการแพ้แมลงกัดต่อย ถือเป็นเรื่องที่ควรทำ เพื่อจะได้รู้ว่าตัวเองนั้นแพ้แมลงอะไรบ้าง จะได้ป้องกันและระวังได้ ซึ่ง Hello คุณหมอมีเรื่องนี้มาฝากกัน

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย
อาการแพ้และโรคภูมิคุ้มกัน, ศูนย์สุขภาพ กันยายน 18, 2020 . เวลาในการอ่าน

เจาะหู กับข้อควรรู้และต้องคำนึงถึงก่อนรับบริการ

การ เจาะหู ถือเป็นแฟชั่นอย่างหนึ่งสำหรับสาวๆ แต่เหล่าบรรดาชายหนุ่มก็นิยมเจาะหู แต่รู้หรือไม่ว่า ก่อนที่จะทำการตัดสินใจเจาะหูนั้น ควรคำนึงถึงอะไรบ้าง

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย
สุขภาพชีวิตที่ดี, ความสวยความงาม สิงหาคม 28, 2020 . เวลาในการอ่าน

บทความแนะนำ

ขี้ตาเยอะ-สัญญาณบอกโรค-ที่ไม่ควรมองข้าม

ขี้ตาเยอะ สัญญาณบอกโรค ที่ไม่ควรมองข้าม

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย พลอย วงษ์วิไล
เผยแพร่วันที่ ตุลาคม 22, 2020 . เวลาในการอ่าน
คัดจมูก-สาเหตุ-วิธีดูแล

คัดจมูก หายใจไม่ออก เป็นเพราะอะไร และจะดูแลตัวเองอย่างไรได้บ้าง

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย Khongrit Somchai
เผยแพร่วันที่ ตุลาคม 22, 2020 . เวลาในการอ่าน
ควันไฟป่า-ผลต่อร่างกาย-วิธีป้องกันตัวเอง

ควันไฟป่า ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ควรรับมือหรือป้องกันอย่างไร

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย
เผยแพร่วันที่ ตุลาคม 20, 2020 . เวลาในการอ่าน
คันเท้า-สาเหตุ-วิธีป้องกัน

คันเท้า ยิบๆ แสนจะกวนใจ อาจเกิดจากสาเหตุเหล่านี้ก็ได้นะ

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย Khongrit Somchai
เผยแพร่วันที่ ตุลาคม 19, 2020 . เวลาในการอ่าน