ส่าไข้ (Roseola)

ทบทวนบทความโดย | โดย

Update Date 11/11/2020 . 3 mins read
Share now

หากคุณลองสังเกตตนเองแล้วพบว่า ตามร่างกายเริ่มมีรอยผื่นแดงแปลก ๆ พร้อมมีไข้ขึ้นสูงร่วมด้วยเป็นเวลานาน ก็สามารถเป็นไปได้ว่าสัญญาณดังกล่าวนี้อาจเป็นสัญญาณแรกเริ่มที่ส่งผลให้คุณอาจกำลังเสี่ยงเป็น ส่าไข้ (Roseola) และอาจจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัย รวมถึงเข้ารับการรักษาอย่างเหมาะสมโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

คำจำกัดความ

ส่าไข้ (Roseola) คืออะไร

ส่าไข้ (Roseola) สามารถเรียกอีกชื่อหนึ่งได้ว่า หัดกุหลาบ หรือผื่นกุหลาบ เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากการที่ผู้ป่วยได้รับเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย และมักปรากฎออกมาให้พบเห็นในรูปแบบของผดผื่นที่มีลักษณะสีแดง หรือสีน้ำตาล ทั้วทั้งบริเวณหน้าท้อง ใบหน้า แขน ขา เป็นต้น

ส่าไข้ สามารถพบบ่อยได้เพียงใด

ส่าไข้อาจพบได้บ่อยกับบุคคลทั่วไปทุกช่วงวัย โดยเฉพาะกับเด็กที่มีช่วงอายุตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 2 ปีด้วยกัน อีกทั้งส่าไข้ยังคงมีความเป็นไปได้น้อยมากที่จะเกิดขึ้นกับในวัยผู้ใหญ่ แต่ถึงแม้จะเกิดขึ้นความเจ็บป่วยจากอาการต่าง ๆ นั้น ก็ยังอยู่ในระดับที่ไม่รุนแรงมากเมื่อเทียบกับอาการที่เกิดขึ้นกับวัยของเด็กเล็ก

คลิกที่นี่เพื่ออ่านต่อ

อาการ

อาการของส่าไข้

เบื้องต้นอาการของส่าไข้ที่คุณสามารถสังเกตได้ง่าย ๆ นั่นก็คือ การที่คุณ หรือคนใกล้ตัวมีไข้ขึ้นสูงราว ๆ ประมาณ 38.8-40.5 องศาเซลเซียสขึ้นไป พร้อมกับมีผดผื่นสีชมพู สีแดง ปรากฏให้เห็นทั่วทั้งร่างกาย

ในขณะเดียวกันผู้ป่วยบางรายก็อาจแสดงอาการ ดังต่อไปนี้เพิ่มเติมขึ้นมาร่วมก็เป็นได้เช่นเดียวกัน

ถึงแม้ว่า ส่าไข้ หรือ หัดกุหลาบ มักหายได้ไปได้เอง 3-7 วัน รวมถึงอาการไข้ที่จะลดลงภายในประมาณ 12-24 ชั่วโมง แต่หากในกรณีที่มีความล่าช้าต่อการนำผู้ป่วยเข้ารักษา หรือผู้ป่วยมีอาการรุนแรงขึ้น ส่าไข้หรือหัดกุหลาบนั้นยังอาจสามารถส่งผลเสียแก่สุขภาพเพิ่มขึ้นได้อีกด้วย เนื่องจากไข้ขึ้นสูงมากจนเกินไป อาจทำให้ร่างกายผู้ป่วยทนไม่ไหว มีอาการแขน ขา กระตุก จนถึงขั้นชักได้เลยทีเดียว

สาเหตุ

สาเหตุของการเกิดส่าไข้

สาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคส่าไข้ หรือ หัดกุหลาบ เป็นไปได้ว่าอาจมาการสัมผัสกับเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า ไวรัสฮิวแมนเฮอร์พีส์ ประเภทที่ 6 (Human Herpes Virus ; HHV) ซึ่งมักจะแพร่กระจายเป็นละอองล่องลอยอยู่ตามสภาพอากาศ หรืออยู่วัตถุใดวัตถุหนึ่งรอบข้างตัวเรา

โดยไวรัสชนิดนี้จะมีระยะฟักตัวประมาณ 14 วันด้วยกัน ก่อนที่อาการจะปรากฎขึ้นเป็นผื่นแดงเป็นจุดเล็ก ๆ พร้อมกับมีไข้ขึ้นสูง ซึ่งในขณะที่เชื้อไวรัสนี้กำลังมีการฟักตัวขึ้น อาการต่าง ๆ จะยังไม่เผยให้เห็นมากนัก ทำให้คุณยังคงใช้ชีวิตตามปรกติและเผลอแพร่กระจายเชื้อไปสู่บุคคลใกล้ชิดต่อไปเป็นทอด ๆ ได้อีกด้วย

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดส่าไข้

ปัจจัยหลักที่อาจทำให้คุณได้รับเชื้อไวรัสมาอย่างง่ายดายนั้น อาจเป็นเพราะช่วงอายุที่เรายังเป็นเด็กเล็ก ร่างกายของเรายังไม่มีการพัฒนาแอนติบอดี หรือภูมิคุ้มกันที่มากพอเพื่อต่อต้านเชื้อไวรัสที่แปลกปลอม จึงทำให้ผู้ที่เสี่ยงที่จะเผชิญกับส่าไข้ หรือ หัดกุหลาบ มักมีกช่วงอายุที่น้อยที่สุด หรือสามารถเป็นได้ตั้งแต่ยังทารกนั่นเอง

การวินิจฉัยและการรักษา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยส่าไข้

เนื่องจากอาการของส่าไข้ค่อนข้างมีความคล้ายกับความเจ็บป่วยทั่วไปที่ แต่หากคุณนั้นเริ่มลังเลใจ หรือมีข้อสงสัยที่ดูว่าอาจไม่ใช่อาการไข้หวัดที่เคยพบเจอ คุณสามารถเข้าขอรับการวินิจฉัย หรือตรวจร่างกายอย่างละเอียดได้จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

แพทย์อาจเริ่มทำการตรวจสอบดูถึงลักษณะของผดผื่นที่ขึ้น หรือมีการขอตรวจเลือดร่วมเพื่อหาเชื้อไวรัสที่อยู่ในแอนติบอดี ว่าเป็นไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคส่าไข้นี้ขึ้นหรือไม่อย่างไร แล้วจึงค่อยดำเนินการหาวิธีรักษาที่เหมาะสมแก่อาการที่คุณประสบในลำดับถัดไป

การรักษาส่าไข้

ถึงแม้จะยังไม่มียาที่รักษาโรคส่าไข้ให้หายขาดโดยตรง แต่แพทย์สามารถให้คุณรับประทานยาปฏิชีวนะเพื่อบรรเทาอาการที่เกิดขึ้น เช่น ยาลดไข้ อะเซตามิโนเฟน (Acetaminophen) ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) เป็นต้น ตามความเหมาะสมของสุขภาพร่างกาย

อีกทั้งกรณีผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอไม่ว่าจะเป็นทั้งในเด็ก หรือผู้ใหญ่ แพทย์อาจทำการให้ยาต้านไวรัสแกนซิโคลเวียร์ (Ganciclovir) เพิ่มเติม เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากไวรัสที่อาจส่งผลให้เกิดอาการรุนแรงอีกขั้นขึ้นได้

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตัวเอง

การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์หรือการเยียวยาตนเองเพื่อป้องกันและรักษาส่าไข้ หรือ หัดกุหลาบ

คุณสามารถดูแลและป้องกันตนเองจากโรคส่าไข้ได้ง่าย ๆ ด้วยการปรับพฤติกรรมบางอย่างในชีวิตประจำวัน ดังต่อไปนี้

  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อวัน
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์แก่ร่างกาย
  • หมั่นเช็ดตัวในกรณีที่มีอาการไข้ขึ้นสูง เพื่อลดอุณหถูมิให้ร่างกายได้เย็นลงป้องกันการชัก

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อัปเดตข่าวสารสุขภาพติดตามไลน์ Hello คุณหมอ
บทความนี้มีประโยชน์ต่อคุณหรือไม่
happy unhappy
แหล่งที่มา

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน

คันที่รอยสัก แต่ไม่อยากเกา จะบรรเทาอาการคันอย่างไรดี

สำหรับบางคนที่เพิ่งไปสักมาใหม่ แล้วเกิดอาการ คันที่รอยสัก อาจจะยังไม่รู้ว่าจะบรรเทาอาการที่เกิดขึ้นอย่างไรดี เพราะหากเกาก็อาจทำให้รอยสักเสียหายได้

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย

คางทูม (Mumps)

โรค คางทูม (Mumps) เป็นภาวะที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ทำให้ต่อมน้ำลายที่อยู่ใกล้ ๆ ใบหูอักเสบ และอาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น สูญเสียการได้ยิน ได้ด้วย

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by เนตรนภา ปะวะคัง

ไข้อีดำอีแดง (Scarlet fever)

โรคไข้อีดำอีแดง (Scarlet fever) เป็นการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ที่เกิดขึ้นกับผู้ที่กำลังมีภาวะคออักเสบ มีลักษณะเด่นคือ มีผื่นสีแดงสดเกิดขึ้นตามลำตัว

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by พลอย วงษ์วิไล

ระวัง! เชื้อบรูเซลลา แบคทีเรียตัวใหม่ที่รั่วไหล จากห้องปฏิบัติการในจีน

ล่าสุดมีการรายงานว่า เชื้อบรูเซลลา ของบริษัทแห่งหนึ่ง ในประเทศจีนเกิดการรั่วไหล ซึ่งอาจถือว่าเป็นเชื้อแบคทีเรียที่ค่อนข้างส่งผลต่อสุขภาพได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by panyapat Aiemsin

Recommended for you

เซ็บเดิร์ม-seborrheic-dermatitis

เซ็บเดิร์ม (Seborrheic Dermatitis)

Written by จินดารัตน์ สิริวิจักษณ์
Published on 04/02/2021 . 3 mins read
ผื่นแพ้สัมผัส-contact-dermatitis

ผื่นแพ้สัมผัส (Contact Dermatitis)

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by พลอย วงษ์วิไล
Published on 29/01/2021 . 3 mins read
โรคงูสวัด-สาเหตุ-วิธีรักษา

โรคงูสวัด (Shingles) ติดต่อกันง่าย แต่รักษาได้ไม่ยาก

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by Khongrit Somchai
Published on 27/01/2021 . 2 mins read
รักษาเซ็บเดิร์ม-วิธีธรรมชาติ

รักษาเซ็บเดิร์ม ด้วยวิธีธรรมชาติ ที่คุณเองก็ทำได้ง่าย ๆ

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by Khongrit Somchai
Published on 26/01/2021 . 2 mins read