เบาหวานชนิดที่ 2 (Type 2 Diabetes Mellitus)

ทบทวนบทความโดย | โดย

Update Date ตุลาคม 27, 2020 . เวลาในการอ่าน
Share now

โรค เบาหวานชนิดที่ 2 (Type 2 Diabetes Mellitus) เป็นภาวะเรื้อรังที่ส่งผลต่อการเผาผลาญน้ำตาลในเลือด เกิดจากร่างกายดื้อต่ออินซูลิน ทำให้ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ตามปกติ

คำจำกัดความ

เบาหวานชนิดที่ 2 คืออะไร

โรค เบาหวานชนิดที่ 2 (Type 2 Diabetes Mellitus) เป็นภาวะเรื้อรังที่ส่งผลต่อการเผาผลาญน้ำตาลในเลือด เกิดจากร่างกายดื้อต่ออินซูลิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำหน้าที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด จึงส่งผลให้ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ตามปกติ นอกจากนี้ ภาวะที่ร่างกายสังเคราะห์อินซูลิน (Insulin) ได้ไม่เพียงพอ ก็อาจส่งผลให้เกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้เช่นกัน

โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่คุณสามารถควบคุมอาการของโรคนี้ได้ ด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกาย และการควบคุมน้ำหนัก แต่หากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้วยังควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดีตามต้องการ ก็อาจต้องใช้อินซูลินหรือยารักษาเบาหวานร่วมด้วย

อัปเดตข่าวสารสุขภาพติดตามไลน์ Hello คุณหมอ

เบาหวานชนิดที่ 2 พบได้บ่อยได้แค่ไหน

โรคเบาหวานชนิดที่ 2 พบในผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก แต่เนื่องจากเด็กในปัจจุบันป่วยเป็นโรคอ้วนในเด็กมากขึ้น จึงส่งผลให้จำนวนเด็กที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นทุกปีด้วย จากรายงานทางสถิติของโรคเบาหวานโดยองค์การอนามัยโลก พบว่า

  • ความชุกของโรคเบาหวานทั่วโลกในปี พ.ศ. 2557 คิดเป็นร้อยละ 9 สำหรับผู้ใหญ่
  • ผู้ป่วยเบาหวานประมาณร้อยละ 90 เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2
  • เบาหวานเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตประมาณ 1.5 ล้านคนทั่วโลกในปี พ.ศ. 2555
  • ผู้ป่วยเบาหวานประมาณครึ่งหนึ่ง เสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือด ได้แก่ โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง
  • เบาหวานยังเป็นสาเหตุหลักของไตวาย (Kidney failure) อีกด้วย

อย่างไรก็ดี โรคเบาหวานชนิดที่ 2 สามารถจัดการได้ด้วยการลดความเสี่ยง โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

อาการ

อาการของโรคเบาหวานชนิดที่ 2

สัญญาณและอาการของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มักเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ คุณอาจเป็นเบาหวานมานานหลายปีโดยไม่รู้ตัวก็ได้ อาการที่พบได้ทั่วไปของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้แก่

  • กระหายน้ำมากขึ้นและปัสสาวะบ่อย น้ำตาลส่วนเกินในกระแสเลือด ทำให้เนื้อเยื่อสูญเสียน้ำ อาจทำให้คุณกระหายน้ำ คุณจึงดื่มน้ำ และปัสสาวะมากกว่าปกติ
  • หิวบ่อยขึ้น เมื่ออินซูลินไม่เพียงพอ การดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ กล้ามเนื้อ และอวัยวะต่าง ๆ เลยเป็นไปได้ยากขึ้น ส่งผลให้คุณไม่มีพลังงาน เลยรู้สึกหิวบ่อย
  • น้ำหนักลดลง แม้คุณจะหิวบ่อยจนกินมากขึ้น แต่น้ำหนักก็อาจลดลงได้ เพราะร่างกายเผาผลาญกลูโคส (Glucose) มาใช้เป็นพลังงานไม่ได้ เลยต้องใช้พลังงานจากกล้ามเนื้อและไขมันแทน จึงอาจส่งผลให้น้ำหนักตัวของคุณลดลง
  • อ่อนเพลีย หากเซลล์ไม่มีน้ำตาล อาจทำให้คุณอ่อนเพลีย และหงุดหงิดง่ายได้
  • มองเห็นไม่ชัด หากน้ำตาลในเลือดสูงเกินไป น้ำในเลนส์ดวงตาอาจแห้งลง และส่งผลให้คุณมองเห็นไม่ชัด
  • แผลหายช้าหรือติดเชื้อบ่อย เบาหวานชนิดที่ 2 ส่งผลต่อความสามารถในการรักษาและต้านการติดเชื้อ
  • ผิวบางจุดคล้ำขึ้น ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 บางรายอาจมีผิวบริเวณคล้ำขึ้น หรือหนังด้านขึ้น โดยเฉพาะที่บริเวณหลังคอและรักแร้

ควรไปพบคุณหมอเมื่อใด

หากคุณมีสัญญาณ หรืออาการตามรายละเอียดข้างต้น หรือมีข้อสงสัยใด ๆ โปรดปรึกษาแพทย์

ร่างกายของแต่ละคนแสดงอาการแตกต่างกัน จึงควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับวิธีรักษาที่ดีที่สุดตามสถานการณ์ของคุณ

สาเหตุ

โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เกิดจากร่างกายดื้อต่ออินซูลิน หรือตับอ่อนสังเคราะห์อินซูลินได้ไม่เพียงพอ จึงไม่สามารถควบคุมน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติได้ น้ำตาลจึงสะสมอยู่ในกระแสเลือดมากเกินไป และเกิดเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงของโรค เบาหวานชนิดที่ 2

ปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มีหลายประการ เช่น

  • น้ำหนักเกิน ภาวะน้ำหนักเกิน เป็นปัจจัยเสี่ยงเบื้องต้นของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ยิ่งคุณมีเนื้อเยื่อไขมันมากเท่าไร เซลล์ของคุณก็ยิ่งดื้อต่ออินซูลินมากขึ้นเท่านั้น
  • การกระจายตัวของไขมัน หากร่างกายของคุณสะสมไขมันไว้ในช่องท้องเป็นหลัก ความเสี่ยงในการเกิดเบาหวานชนิดที่ 2 จะสูงกว่าการสะสมไขมันไว้ในบริเวณอื่น เช่น สะโพก ต้นขา
  • การไม่เคลื่อนไหวร่างกาย ยิ่งคุณเคลื่อนไหวร่างกายน้อยเท่าไร ก็ยิ่งเสี่ยงเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มากขึ้นเท่านั้น คุณควรออกกำลังกายเป็นประจำ เพราะจะช่วยควบคุมน้ำหนัก กระตุ้นการเปลี่ยนกลูโคสเป็นพลังงาน และทำให้เซลล์ไวต่ออินซูลินมากขึ้น
  • ประวัติครอบครัว ความเสี่ยงในการเกิดเบาหวานชนิดที่ 2 จะเพิ่มขึ้น หากพ่อแม่หรือพี่น้องของคุณเป็นเบาหวานชนิดที่ 2
  • อายุ ความเสี่ยงของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จะเพิ่มขึ้น เมื่อคุณมีอายุมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่ออายุเกิน 45 ปี นั่นอาจเป็นเพราะคนวัยนี้เริ่มออกกำลังกายน้อยลง สูญเสียมวลกล้ามเนื้อมากขึ้น และมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น แต่ในปัจจุบัน อัตราการเกิดโรคเบาหวานในเด็ก วัยรุ่น และวัยหนุ่มสาวก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน

การวินิจฉัยโรคและการรักษาโรค

ข้อมูลที่นำเสนอไม่สามารถใช้แทนข้อแนะนำทางการแพทย์ได้ โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยโรคเบาหวานชนิดที่ 2

หากแพทย์สงสัยว่าคุณอาจเป็นโรคนี้ แพทย์จะให้คุณเข้ารับการตรวจร่างกายและการตรวจวินิจฉัยโรค ดังต่อไปนี้

  • การตรวจฮีโมโกลบิน A1C เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การทดสอบน้ำตาลสะสมในเลือด (Glycosylated hemoglobin test) การทดสอบนี้เป็นการวัดระดับกลูโคสในเลือดโดยเฉลี่ยในช่วงสองหรือสามเดือนที่ผ่านมา คุณไม่จำเป็นต้องอดอาหารเพื่อทดสอบ และแพทย์สามารถวินิจฉัยคุณได้ตามผลการทดสอบ
  • การตรวจกลูโคสในพลาสม่า เพื่อวัดปริมาณกลูโคสในพลาสม่า คุณจำเป็นต้องอดอาหารเป็นเวลา 8 ชั่วโมงก่อนเข้ารับการตรวจนี้
  • การทดสอบความทนทานต่อน้ำตาล แพทย์จะเก็บเลือด จากนั้นให้คุณดื่มกลูโคสตามปริมาณที่กำหนด และเจาะเก็บเลือดอีกครั้งเมื่อครบ 2 ชั่วโมง เพื่อนำเลือดไปทดสอบว่าร่างกายของคุณจัดการกลูโคสก่อนและหลังดื่มได้ดีเพียงใด

การรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2

โรคเบาหวานชนิดที่ 2 สามารถจัดการได้ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

  • การลดน้ำหนัก

เมื่อน้ำหนักตัวลดลง ระดับน้ำตาลในเลือดก็จะลดลงตามไปด้วย โดยผู้เชี่ยวชาญเผยว่า คุณควรลดน้ำหนักลงให้ได้อย่างน้อย 7% ของน้ำหนักตัว เช่น หากคุณน้ำหนัก 82 กิโลกรัม ก็ควรลดน้ำหนักให้ได้ 5.9 กิโลกรัม เมื่อคุณทำได้ ระดับน้ำตาลในเลือดก็จะดีขึ้น

  • การกินอาหารที่มีประโยชน์

การรับปริมาณแคลอรี่ให้น้อยลง กินอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล และอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูงให้น้อยลง กินผักและผลไม้ให้มากขึ้น รวมถึงการบริโภคไฟเบอร์เพิ่มขึ้น ถือเป็นเคล็ดลับในการกินอาหารที่ดีต่อผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2

หากคุณไม่รู้ว่าควรกินอาหารชนิดใด หรือควรงดหรือลดอาหารชนิดใดบ้าง แนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เช่น แพทย์ นักโภชนาการ เพื่อให้ได้รับคำตอบที่เหมาะสมกับคุณที่สุด

  • การออกกำลังกายสม่ำเสมอ

การออกกำลังกายในระดับความเข้มข้นปานกลาง 30-60 นาที หรือออกกำลังกายในระดับความเข้มข้นสูง 15-30 นาทีเป็นประจำทุกวัน จะช่วยให้คุณรับมือกับโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ดีขึ้น

รูปแบบการออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้แก่ การออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น การเดิน การเต้น การว่ายน้ำ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-4 วัน ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายแบบแรงต้าน (Resistance Exercise) เช่น การยกน้ำหนัก โยคะ สัปดาห์ละ 2 วัน

  • การเฝ้าระวังระดับน้ำตาลในเลือด

แผนการเฝ้าระวังของผู้ป่วยแต่ละคนขึ้นอยู่กับอาการและระดับความรุนแรงของโรค ผู้ป่วยบางรายอาจต้องตรวจและบันทึกระดับน้ำตาลในเลือดวันละหลายครั้ง โดยเฉพาะเมื่อคุณใช้อินซูลินด้วย คุณควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อให้ระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องการ

  • การใช้ยาเบาหวาน หรือการฉีดอินซูลิน

ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 บางรายอาจต้องใช้ยาเบาหวาน หรือฉีดอินซูลินด้วย

ยาที่นิยมใช้ในการรักษาเบาหวานชนิดที่ 2 เช่น

ยาเมตฟอร์มิน (Metformin) เพื่อช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด และช่วยเพิ่มความไวต่ออินซูลิน จึงส่งผลให้ร่างกายใช้อินซูลินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ยานี้อาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย แต่คุณสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงของยาได้ด้วยการกินยาหลังอาหารทันที

ยากลุ่มซัลโฟนิลยูเรีย (Sulfonylurea) เพื่อช่วยให้ร่างกายหลั่งอินซูลินเพิ่มขึ้น ยานี้อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียง เช่น ทำให้น้ำหนักตัวขึ้น ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ

ยากลุ่มเมกลิทิไนด์ (Meglitinides) เพื่อช่วยให้ร่างกายหลั่งอินซูลินเพิ่มขึ้น แต่ยากลุ่มนี้แตกต่างจากยากลุ่มซัลโฟนิลยูเรียตรงที่ออกฤทธิ์เร็วกว่า แต่ก็หมดฤทธิ์เร็วกว่าด้วย

การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเอง

การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตัวเองเพื่อจัดการกับโรคเบาหวานชนิดที่ 2

การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการดูแลตัวเองตามเคล็ดลับต่อไปนี้ อาจช่วยให้คุณรับมือกับโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ดีขึ้น

  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเน้นกินอาหารที่มีไขมันและแคลอรี่ต่ำ อาหารที่มีไฟเบอร์สูง และกินผัก ผลไม้ และธัญพืชเต็มเมล็ดให้มากขึ้น
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ โดยคุณควรออกกำลังกายในระดับความเข้มข้นปานกลางวันละ 30-60 นาที หรือออกกำลังกายในระดับความเข้มข้นสูงวันละ 15-30 นาที
  • ตรวจวัดระดับของน้ำตาลในเลือดเป็นประจำ คุณอาจต้องตรวจน้ำตาลในเลือด 4-8 ครั้งต่อวัน หากคุณมีไข้ คลื่นไส้ อาเจียน รับประทานอาหารไม่ได้ ทั้งอาหารเหลวและอาหารแข็ง ควรปรึกษาแพทย์ทันที
  • หากระดับของน้ำตาลในเลือดแปรปรวน โปรดติดต่อแพทย์ทันที
  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์สุขภาพดี
  • ตรวจสุขภาพเท้าทุกวัน หากพบความผิดปกติใด ๆ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อัปเดตข่าวสารสุขภาพติดตามไลน์ Hello คุณหมอ
บทความนี้มีประโยชน์ต่อคุณหรือไม่
happy unhappy
แหล่งที่มา

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน

เบาหวานลงไต (Diabetic Nephropathy)

เบาหวานลงไต (Diabetic Nephropathy) เป็นภาวะแทรกซ้อนที่บริเวณไตในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่1และ2 เกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของไต จนไม่สามารถขับของเสียออกไปได้

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย Khongrit Somchai
โรค ก-ฮ, สุขภาพ ก-ฮ พฤษภาคม 22, 2020 . เวลาในการอ่าน

รวมลิสต์สุดยอด อาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำ ที่ดีต่อสุขภาพ และดีต่อการลดน้ำหนัก

อาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำ ดีต่อผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก หรือผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เพื่อให้ร่างกายมีปริมาณของคาร์โบไฮเดรตที่สมดุล และไม่เสี่ยงต่อสุขภาพ

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย Khongrit Somchai

ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด ด้วยตัวเอง คุณก็ทำได้

การ ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด เป็นส่วนสำคัญในการประเมินความเสี่ยงการเป็นเบาหวาน คุณสามารถตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตัวคุณเองได้ที่บ้าน

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย
เคล็ดลับสุขภาพ, สุขภาพชีวิตที่ดี มกราคม 9, 2020 . เวลาในการอ่าน

คลอร์โพรพาไมด์ (Chlorpropamide)

ยา คลอร์โพรพาไมด์ (Chlorpropamide) ใช้ร่วมกับการคุมอาหารที่เหมาะสมและโปรแกรมการออกกำลังกายเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดสูงสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานประเภทที่ 2

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย พลอย วงษ์วิไล
ยา ก-ฮ, ยา-สมุนไพร ก-ฮ พฤศจิกายน 27, 2019 . เวลาในการอ่าน

บทความแนะนำ

เบาหวานชนิดที่-1-และ-เบาหวานชนิดที่-2-ความแตกต่าง

เบาหวานโรคยอดฮิต มาดูกันว่า เบาหวานชนิดที่ 1 และ เบาหวานชนิดที่ 2 แตกต่างกันอย่างไร

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย Khongrit Somchai
เผยแพร่วันที่ ตุลาคม 15, 2020 . เวลาในการอ่าน
เมล็ดทานตะวัน-ข้อมูลโภชนาการ-ประโยชน์

เมล็ดทานตะวัน เคี้ยวมันส์..เคี้ยวเพลิน อร่อยได้สุขภาพ

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย จินดารัตน์ สิริวิจักษณ์
เผยแพร่วันที่ กรกฎาคม 13, 2020 . เวลาในการอ่าน
ชาสำหรับคนเป็นเบาหวาน-ข้อดี-ข้อควรระวัง

ชาสำหรับคนเป็นเบาหวาน กินแล้วดีอย่างไร แล้วชาชนิดไหนถึงจะเหมาะ

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย เนตรนภา ปะวะคัง
เผยแพร่วันที่ มิถุนายน 24, 2020 . เวลาในการอ่าน
ค่าดัชนีน้ำตาล-glycemic-index-วิธีควบคุมเบาหวาน

ค่าดัชนีน้ำตาล หรือ Glycemic Index (GI) ตัวแปรสำคัญในการช่วยควบคุมเบาหวาน

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย เนตรนภา ปะวะคัง
เผยแพร่วันที่ มิถุนายน 8, 2020 . เวลาในการอ่าน