เบาหวาน ชนิดที่ 1 (Diabetes Mellitus Type 1)

ทบทวนบทความโดย | โดย

Update Date เมษายน 24, 2020
Share now

เบาหวาน ชนิดที่ 1 (Type 1 diabetes) เป็นภาวะที่ระดับกลูโคสในเลือด หรือระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินไป เนื่องจากร่างกายไม่สามารถผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้เพียงพอ ผู้ที่เป็นโรคนี้จึงจำเป็นต้องฉีดอินซูลินเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

โรคเบาหวาน ชนิดที่ 1 คืออะไร

เบาหวาน ชนิดที่ 1 คืออะไร

เบาหวาน ชนิดที่ 1 (Type 1 diabetes) เป็นภาวะที่ระดับกลูโคสในเลือด หรือระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินไป เนื่องจากร่างกายไม่สามารถผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้เพียงพอ ผู้ที่เป็นโรคนี้จึงจำเป็นต้องฉีดอินซูลินเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

นอกจากนี้ภาวะน้ำหนักเกิน ความอ้วน หรืออายุ ยังไม่ถือว่าเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 1 และโรคเบาหวานชนิดนี้ มักจะถูกเรียกว่าโรคเบาหวานในเด็กและวัยรุ่น (juvenile-onset diabetes) เนื่องจากมักจะเกิดกับเด็กและวัยรุ่นมากที่สุด

เมื่อร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลิน อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ตามมา จึงควรเข้ารับการรักษาโรคเบาหวาน เพราะว่าอินซูลินมีความสำคัญในการควบคุมปริมาณของน้ำตาลกลูโคสในเลือด

ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานจะมีระดับน้ำตาลในเลือดมากเกินไป และเซลล์ในร่างกายได้รับน้ำตาลไม่เพียงพอ ทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนที่รุนแรงหลายอาการ ที่หัวใจ ดวงตา ตับ ระบบประสาท เหงือกและฟัน

เบาหวาน ชนิดที่ 1 พบได้บ่อยได้แค่ไหน

โรคเบาหวานชนิดที่ 1 นั้นพบได้น้อยกว่าโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และมักจะเกิดกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิง โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาที่ตับอ่อน หรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 โรคนี้มักจะพบในเด็กและวัยรุ่น พบมากในช่วงอายุ 4 ถึง 7 ปี และ 10 ถึง 14 ปี และพบได้น้อยลงในผู้ใหญ่ที่อายุ 14 ปีขึ้นไป

อาการ

สัญญาณและอาการของโรคเบาหวานชนิดที่ 1 อาจเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วดังนี้

  • มองเห็นไม่ชัด
  • ปัสสาวะบ่อย
  • รู้สึกกระหายน้ำและหิวมากขึ้น
  • ติดเชื้อบ่อย
  • รู้สึกเหนื่อยตลอดเวลา
  • แผลหายได้ช้า
  • รู้สึกเป็นเหน็บ ชาที่เท้า
  • น้ำหนักลด โดยไม่ได้ตั้งใจ

ไม่ใช่ทุกคนจะเจอกับผลข้างเคียงเหล่านี้ อาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใดๆ โปรดปรึกษาหมอของคุณ

ควรไปพบหมอเมื่อไร

ถ้าคุณมีอาการใดๆ ที่กล่าวมาข้างต้น หรือมีข้อสงสัยใดๆ ควรปรึกษากับคุณหมอ เนื่องจากร่างกายของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ทางที่ดีที่สุดจึงควรพูดคุยกับหมอเพื่อหาแนวทางในการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

สาเหตุ

สาเหตุของโรคเบาหวานชนิดที่ 1

โรคเบาหวานชนิดที่ 1 มีสาเหตุมาจากระบบภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเองของเซลล์เบต้าตับอ่อน ส่งผลให้ตับอ่อนไม่สามารถผลิตอินซูลินได้อย่างเพียงพอ ทำให้มีระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูง แล้วกลายเป็นภาวะน้ำตาลในเลือดสูง

ในกรณีอื่นที่หายากคือโรคบางชนิด เช่น โรคซิสติก ไฟโบรซิส (cystic fibrosis) ที่ส่งผลกระทบต่อตับอ่อน และการผ่าตัดนำตับอ่อนออกหรือการติดเชื้อที่รุนแรง (บวมหรือระคายเคือง) ที่ตับอ่อน

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงของโรคเบาหวานชนิดที่ 1

ปัจจัยเสี่ยงบางประการของโรคนี้มีดังนี้

  • ประวัติในครอบครัว: หากคุณมีคนใกล้ชิดในครอบครัว (พ่อแม่พี่น้อง) ได้รับการวินิจฉัยว่า เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ก็จะเพิ่มโอกาสในการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 เล็กน้อย
  • กรรมพันธุ์: การมียีนบางชนิดอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1
  • ภูมิศาสตร์: การเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 1 นั้นแตกต่างกันอย่างหลากหลาย โดยทั่วไปแล้ว ความเสี่ยงในเขตยุโรปเหนือจะสูงกว่ายุโรปใต้ มีความเชื่อว่าภูมิอากาศนั้นมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ แต่ความจริงที่ซาร์ดิเนียในบริเวณเมดิเตอร์เรเนียนนั้นก็มีความเสี่ยงสูงซึ่งค้านกับทฤษฏีนี้ ส่วนผู้ที่อาศัยอยู่ในฟินแลนด์และซาร์ดิเนียนั้นมีอัตราการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 1 สูงที่สุด มากกว่าสองถึงสามเท่าของอัตราการเกิดโรคนี้ในสหรัฐอเมริกา และ 400 เท่าของผู้ที่อาศัยอยุ่ในเวเนซุเอลา ในช่วงหลายปีมานี้มีการแพร่กระจายที่เพิ่มขึ้นของโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ในสหรัฐอเมริกาและยุโรป
  • อายุ: แม้ว่าโรคเบาหวานชนิดที่ 1 สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกช่วงอายุ แต่ช่วงอายุที่พบได้มากสองช่วงคือเด็กที่อายุระหว่าง 4 และ 7 ปี และอีกช่วงคือวัยรุ่นที่อายุระหว่าง 10 และ 14 ปี

ปัจจัยเสี่ยงของโรคเบาหวานชนิดที่ 1 อื่นๆ ยังเป็นที่ยังตรวจสอบกันอยู่ แม้ปัจจัยเหล่านี้จะยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ แต่ปัจจัยอื่นที่อาจมีโอกาสทำให้เกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 1 มี ดังนี้

  • การสัมผัสกับไวรัสบางชนิด เช่น ไวรัสเอ็บสไตบาร์ (Epstein-Barr virus) ไวรัสคอกแซกกี้ (Coxsackie virus) ไวรัสคางทูม (mumps virus) และไซโตเมกาโลไวรัส (cytomegalovirus)
  • ระดับของวิตามินดีต่ำ
  • ดื่มน้ำที่มีไนเตรต (nitrates)
  • เริ่มใส่ธัญพืชและกลูเตนลงไปในอาหารของเร็วเกินไป (ก่อน 4 เดือน) หรือช้าเกินไป (หลัง 7 เดือน)
  • มีมารดาที่ครรภ์เป็นพิษ (preeclampsia) ขณะตั้งครรภ์
  • เป็นดีซ่านแต่กำเนิด

การวินิจฉัยโรคและการรักษาโรค

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์ทุกครั้งเพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยโรคเบาหวานชนิดที่ 1

แพทย์จะวินิจฉัยว่าคุณเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 หากคุณเข้าเกณฑ์ต่อไปนี้

  • ระดับกลูโคสในพลาสมา (Fasting plasma glucose) มากกว่าหรือเท่ากับ 7.0 มิลลิโมล/ลิตร (126 มก./เดซิลิตร)
  • มีอาการของโรคเบาหวานร่วมกับการสุ่มวัดระดับของน้ำตาลในเลือด (โดยไม่อดอาหาร) มากกว่าหรือเท่ากับ 11.1 มิลลิโมล/ลิตร (200 มก./เดซิลิตร)
  • ระดับกลูโคสในพลาสมา 2 ชั่วโมง มากกว่าหรือเท่ากับ 11.1 มิลลิโมล/ลิตร (200 มก./เดซิลิตร) ขณะกำลังทำการทดสอบความทนทานต่อน้ำตาล (oral glucose tolerance test)
  • ค่าการตรวจน้ำตาลสะสมในเลือด (Hemoglobin A1c) มากกว่า 6.5%

หากคุณได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 คุณควรจะไปหาแพทย์ทุกเดือนเพื่อที่จะ

  • รับคำแนะนำในการตรวจสอบผิวหรือกระดูกบริเวณขาและเท้า และวิธีการตรวจสอบว่าขาของคุณรู้สึกชาหรือไม่ หรือก็คือโรคเส้นประสาทที่เกิดจากเบาหวาน (diabetic nerve disease) แนะนำว่าคุณควรตรวจเท้าของคุณทุก ๆ วัน
  • ตรวจวัดระดับความดันโลหิต
  • ตรวจสอบดวงตาด้านหลังด้วยการใช้เครื่องมือส่องไฟพิเศษ
  • ตรวจน้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1C test) ทุกๆ 6 เดือนหากสามารถควบคุมโรคเบาหวานของคุณได้

การทดสอบและตรวจสอบพวกนี้จะช่วยให้แพทย์สามารถเฝ้าสังเกตโรคเบาหวานของคุณและป้องกันอาการแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้น เพราะโรคเบาหวาน นอกจากนี้คุณก็ควรจะทำการตรวจเหล่านี้ประจำปี

  • ตรวจวัดระดับของคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์
  • ตรจสมรรถภาพของไตปีละครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าไตยังทำงานปกติ อัตราการกรองของไต (Glomerular filtration rate) ยูเรียไนโตรเจนในเลือด (blood urea nitrogen) ไมโครอัลบูมินูเรีย (Microalbuminuria) และเซรั่มครีอะตินีน (serum creatinine)
  • ไปพบทันตแพทย์ทุก 6 เดือน เพื่อตรวจฟันอย่างละเอียด และทำความสะอาดฟัน อย่าลืมแจ้งให้ทันตแพทย์ทราบถึงอาการโรคเบาหวานของคุณด้วย

การรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 1

เนื่องจากโรคเบาหวานชนิดที่ 1 สามารถเกิดได้อย่างรวดเร็ว และอาการอาจจะรุนแรง ผู้ที่เพิ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้ อาจจะต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล หากคุณได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 อาจจะต้องตรวจร่างกายทุกสัปดาห์ จนกว่าคุณจะสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี

การรักษาโรคโรคเบาหวานชนิดที่ 1 มีดังนี้

1.อินซูลิน

ในปัจจุบันนี้ยังไม่มีวิธีการรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ให้หายขาดได้ ดังนั้น อินซูลินจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด คุณสามารถฉีดอินซูลินได้ที่บ้าน ปกติแล้วคือ 2-3 ครั้งต่อวัน สอบถามกับแพทย์ถึงวิธีการปรับขนาดยาอินซูลิน เพื่อที่จะได้เฝ้าสังเกตระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างเหมาะสม การใช้อินซูลินเกินขนาด อาจนำไปสู่ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycemia) ซึ่งค่อนข้างอันตราย

อินซูลินนั้นมีหลายประเภททั้ง ออกฤทธิ์เร็ว (rapid-acting) ออกฤทธิ์นาน (long-acting) และผสมกัน แพทยย์อาจจะสั่งยาในรูปแบบที่เหมาะสมกับคุณที่สุดขึ้นอยู่กับกรณีของคุณ

2. อาหารที่ดีต่อสุขภาพ

อาหารที่ดีต่อสุขภาพจะช่วยควบคุมระดับของน้ำตาลกลูโคสในเลือด เป็นเรื่องสำคัญมาก ที่คุณจะควบคุมการบริโภคน้ำตาลและแป้งให้อยู่ในระดับหนึ่ง อย่างเสมอต้นเสมอปลาย นักโภชนาการสามารถช่วยคุณเตรียมการกับอาหารได้

3. การออกกำลังกาย

คุณควรจะออกกำลังกายเป็นประจำ เพราะสามารถช่วยควบคุมระดับของน้ำตาลในเลือด นอกจากนี้อาจจะต้องคอยดูแลเท้า และตรวจดวงตาเป็นประจำ เพื่อป้องกันอาการแทรกซ้อนในอนาคต

4. ยาอื่นๆ

ยาแพรมลินไทด์ (Pramlintide) อย่างซิมลิน (Symlin) คือยาอะมัยลิน แอนะล็อก แบบฉีด ที่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา สำหรับรักษาโรคเบาหวาน ทั้งชนิดที่ 1 และชนิดที่ 2 ทำงานโดยการชะลอการเคลื่อนย้ายอาหารจากกระเพาะสู่ลำไส้ ทำให้สามารถเหนี่ยวรั้งการเพิ่มขึ้นอย่างมากของระดับน้ำตาลในเลือด ที่มักจะเกิดขึ้นหลังมื้ออาหาร

การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเอง

ลักษณะไลฟ์สไตล์และการเยียวยาด้วยตนเองต่อไปนี้อาจจะช่วยคุณรับมือกับอาการได้

  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และรับประทานมื้ออาหารในเวลาเดียวกันทุกวัน
  • ออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอ
  • ตรวจวัดระดับของน้ำตาลในเลือดบ่อยๆ คุณอาจจำเป็นต้องตรวจ 4 ถึง 8 ครั้งต่อวัน ไปหาแพทย์หากคุณมีไข้ คลื่นไส้ หรืออาเจียน และหากคุณไม่สามารถรับประทานอาหาร ทั้งแบบของแข็งและของเหลวได้
  • หากระดับของน้ำตาลในเลือดมีความผันผวนสูง โปรดติดต่อแพทย์ในทันที
  • ไปโรงพยาบาลทันทีหากคุณมีอาการชัก ไม่ยอมตื่น หรือหมดสติ
  • ตรวจหาสัญญาณที่ผิดปกติของเท้าของคุณทุกวัน
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ในระยะยาวให้ดี

หากคุณมีข้อสงสัยใดๆ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำความเข้าใจให้ดีขึ้นถึงทางออกที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

บทความนี้มีประโยชน์ต่อคุณหรือไม่
happy unhappy"
แหล่งที่มา

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน

ภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน พร้อมวิธีป้องกันที่คุณทำได้

ภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน เช่น เบาหวานขึ้นจอตา ปัญหาผิวหนังจากเบาหวาน สามารถพบได้บ่อย แต่คุณก็สามารถชะลอและป้องกันได้ด้วยวิธีที่เรานำมาฝากในบทความนี้

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย เนตรนภา ปะวะคัง

รู้หรือไม่ ทำไมถึงไม่ควรดื่มเครื่องดื่มชูกำลัง มากกว่าวันละ 2 ขวด

เกิดอะไรขึ้นถ้าเราดื่มเครื่องดื่มชูกำลังเกินวันละ 2 ขวด มีอันตรายอะไรที่ทำให้ผู้ผลิตถึงกับต้องออกมาเตือนไม่ให้เรา ดื่มเครื่องดื่มชูกำลังมากเกินไป หาคำตอบได้

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย พลอย วงษ์วิไล

ประโยชน์ของการแช่เท้า ด้วย ดีเกลือฝรั่ง สปาเท้าง่ายๆ ที่คุณก็ทำได้

ดีเกลือฝรั่ง (Epsom Salt) เป็นแร่ธาตุที่หาพบได้ตามธรรมชาติ มีลักษณะเป็นก้อนสีขาวขนาดเล็ก และใช้รักษาอาการเจ็บปวดของกล้ามเนื้อด้วยการแช่ หรือทำสปาได้อีกด้วย

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย panyapat Aiemsin

แอสปาร์แตม น้ำตาลเทียม ที่มาพร้อมความเสี่ยงสุขภาพ

หลายคนหลีกเลี่ยงน้ำตาล เลยหันไปบริโภคอาหารแบบ sugar-free หรือใช้ แอสปาร์แตม หรือน้ำตาลเทียมแทน โดยที่ไม่รู้เลยว่า แอสปาร์แตมก็อาจทำร้ายสุขภาพได้เช่นกัน

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย เนตรนภา ปะวะคัง

บทความแนะนำ

เบาหวานลงไต-diabetic-nephropathy

เบาหวานลงไต (Diabetic Nephropathy)

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย Khongrit Somchai
เผยแพร่วันที่ พฤษภาคม 22, 2020
โรคncds-สาเหตุ-ความเสี่ยง-วิธีป้องกัน

โรคNCDs โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค แต่เกิดจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย Khongrit Somchai
เผยแพร่วันที่ เมษายน 30, 2020
กากน้ำตาล-ประโยชน์สุขภาพ

เรื่องน่ารู้ของ กากน้ำตาล กับประโยชน์สุขภาพที่คุณอาจจะยังไม่เคยรู้

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย พลอย วงษ์วิไล
เผยแพร่วันที่ เมษายน 24, 2020
ตำลึง-ลดเบาหวาน

ตำลึง ผักริมรั้ว ที่ผู้ป่วยเบาหวานควรเลือกรับประทาน

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย ชลธิชา จันทร์วิบูลย์
เผยแพร่วันที่ เมษายน 22, 2020