โรคตับแข็ง (Cirrhosis)

ทบทวนบทความโดย | โดย

Update Date พฤษภาคม 11, 2020 . เวลาในการอ่าน
Share now

คำจำกัดความ

โรคตับแข็งคืออะไร

โรคตับแข็ง (Cirrhosis) เป็นภาวะที่ตับได้รับความเสียหายและไม่สามารถทำงานได้อย่างเหมาะสม ภาวะนี้เกิดขึ้นเมื่อการอักเสบทำให้เนื้อเยื่อตับเป็นพังผืด ซึ่งขัดขวางกระแสเลือดภายในตับได้เป็นบางส่วน

ตับเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดภายในร่างกาย ทำหน้าที่สำคัญหลายประการ โดยหน้าที่หลักของตับ ได้แก่

  • ดูดซึมและสะสมสารอาหารที่จำเป็นจากอาหารในระหว่างการย่อยอาหารแล้วลำเลียงสารอาหารเหล่านี้ไปยังส่วนที่้หลือของร่างกาย สารอาหารเหล่านี้ ได้แก่ โปรตีน น้ำตาล และไขมัน
  • สังเคราะห์โปรตีนขึ้นใหม่เพื่อสร้างสารที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด และสารทางภูมิคุ้มกันเพื่อช่วยให้ร่างกายซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสียหาย
  • สังเคราะห์น้ำดีเพื่อสลายไขมันในอาหารในระหว่างย่อยอาหารเพื่อช่วยให้ร่างกายดูดซึมไขมัน คอเลสเตอรอล และวิตามินที่ละลายในไขมัน
  • กรองเลือดเพื่อกำจัดของเสีย เช่น สารพิษต่างๆ ไขมันส่วนเกิน และคอเลสเตอรอล ของเสียดังกล่าวก่อตัวขึ้นเป็นอุจจาระแล้วปลดปล่อยออกจากร่างกายในระหว่างการขับถ่าย

โดยปกติแล้ว ตับสามารถฟื้นฟูและซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสียหาย เมื่อความเสียหายรุนแรงเกินไปเป็นเวลานาน เนื้อเยื่อตับกลายเป็นเนื้อเยื่อแผลเป็น ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าพังผืด (fibrosis) การเกิดพังผืดของตับเกิดขึ้นอย่างช้าๆ เมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งทำให้เกิดตับแข็ง ในระหว่างการเกิดตับแข็งในระยะเริ่มแรก ตับยังคงทำงานและเมื่อไปสู่ระยะต่อไปตับอาจล้มเหลวได้ เป็นสิ่งสำคัญที่จะเข้ารับการตรวจทันทีเพื่อป้องกันตับล้มเหลว (liver failure)

โรคตับแข็งพบได้บ่อยเพียงใด

ตับแข็งเป็นภาวะหนึ่งที่พบได้ทั่วไป ซึ่งมักเป็นระยะสุดท้ายของโรคตับเรื้อรัง (chronic liver disease) โดยประมาณการกันว่าคนจำนวน 50 ล้านคนในโลกได้รับผลกระทบจากโรคตับเรื้อรัง และโรคตับแข็ง สามารถส่งผลได้ต่อทั้งผู้ชายและผู้หญิง อย่างไรก็ดี การศึกษาในเร็วๆ นี้แสดงให้เห็นถึงการเสียชีวิตที่มากขึ้นที่เกิดจากโรคตับแข็งในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง

อาการ

อาการของโรคตับแข็ง

สัญญาณเตือนและอาการของตับแข็งขึ้นอยู่กับระยะของโรค คนจำนวนมากที่เป็นตับแข็งในระยะเริ่มแรกอาจไม่มีสัญญาณเตือนหรืออาการ หากมีอาการเกิดขึ้น คุณอาจมีอาการดังต่อไปนี้

  • รู้สึกเหนื่อย (อ่อนเพลีย)
  • อ่อนแรง
  • มีความอยากอาหารน้อยลงหรือไม่มีความอยากอาหาร
  • คลื่นไส้
  • น้ำหนักลด
  • ตับโต
  • ฝ่ามือมีสีแดง

ในช่วงระยะท้ายๆ ของโรคตับแข็ง คุณอาจมีอาการดังนี้

  • ตาหรือผิวหนังเหลือง
  • ปัสสาวะเป็นสีน้ำตาลหรือสีเหลืองเข้ม
  • ผมร่วง
  • การเปลี่ยนแปลงในหลอดเลือดที่ผิวหนังหรือโดยรอบสะดือ
  • หน้าอกโตในผู้ชาย
  • มีแผลฟกช้าและเลือดออกง่าย
  • ท้องร่วง
  • รู้สึกมึนงง
  • ท้องบวมจากการสะสมตัวของของเหลวและขาบวม
  • ม้ามโต
  • ริดสีดวงทวาร
  • หมดสติ (Coma)

อาจมีสัญญาณเตือนหรืออาการบางประการที่ไม่ได้กล่าวถึงข้างต้น หากคุณมีข้อกังวลใดๆ เกี่ยวกับอาการหนึ่ง โปรดปรึกษาแพทย์ที่ทำการรักษา

ควรไปพบหมอเมื่อใด

คุณควรไปพบหมอหากมีสัญญาณเตือนและอาการใดๆ ที่กล่าวถึงข้างต้น เป็นสิ่งสำคัญที่ควรรักษาตับแข็งแต่เนิ่นๆ เพื่อป้องกันตับเสียหายมากขึ้น หากคุณตรวจพบตับแข็งแต่เนิ่นๆ คุณอาจสามารถรักษาตับเสียหายได้โดยการรักษาเซลล์เนื้อเยื่อตับ

สาเหตุ

สาเหตุการเกิดโรคตับแข็ง

มีสาเหตุหลายประการสำหรับโรคตับแข็ง สาเหตุทั่วไป ได้แก่

  • ตับอักเสบซีเรื้อรัง (Chronic hepatitis C) เป็นภาวะเรื้อรังที่มีการอักเสบของตับซึ่งเกิดจากการติดเชื้อไวรัส มักแพร่กระจายจากเลือดที่ติดเชื้อผ่านการใช้เข็มร่วมกันหรือการถ่ายเลือด ตับอักเสบซีมักไม่ค่อยแพร่กระจายทางเพศสัมพันธ์หรือการคลอดบุตร
  • โรคตับที่สัมพันธ์กับแอลกอฮอล์ (Alcoholic-related liver disease) โรคตับประเภทนี้เกิดจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป หมายความว่า หากคุณดื่มมากกว่า 2 ถึง 3 หน่วยต่อวันเป็นเวลามากกว่า 10 ถึง 12 ปี คุณมีความเสี่ยงมากขึ้นที่จะเป็นโรคตับแข็งจากแอลกอฮอล์ (alcoholic cirrhosis)
  • โรคไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ (Non-alcoholic fatty liver disease (NAFLD)) ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าไขมันสะสมในตับ (non-alcoholic steatohepatits (NASH)) เกิดขึ้นเมื่อมีไขมันส่วนเกินในตับที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ สาเหตุบางประการ อาจได้แก่ โรคอ้วน เบาหวานที่ไม่ได้รับการรักษา ความดันโลหิตสูง คอเลสเตอรอลสูง และไตรกลีเซอไรด์สูง
  • ตับอักเสบบีเรื้อรัง (Chronic hepatitis B) โดยคล้ายคลึงกับตับอักเสบซี ตับอักเสบบี เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ซึ่งทำให้เกิดตับอักเสบ พังผืด และตับแข็ง ตับอักเสบบีสามารถแพร่กระจายโดยเลือดที่ติดเชื้อผ่านการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน การถ่ายเลือด เพศสัมพันธ์ และการคลอดบุตร แต่ตับอักเสบบีเป็นโรคที่ป้องกันได้ ซึ่งหมายความว่ามีวัคซีนที่ป้องกันการติดเชื้อได้

สาเหตุอื่นๆ ซึ่งพบได้น้อยกว่า ได้แก่ ตับอักเสบภูมิต้านตนเอง (auto-immune hepatitis) (เกิดขึ้นเมื่อร่างกายต้านเซลล์ตับ) ท่อน้ำดีเสียหายและอุดตัน โรคตับที่ถ่ายทอดใทางพันธุกรรม เช่น โรควิลสัน (Wilson’s Disease) ภาวะเหล็กเกิน (Hemochromatosis) และการติดเชื้อตับอักเสบดี (เป็นกรณีที่พบได้ยาก)

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงของโรคตับแข็ง

มีปัจจัยเสี่ยงที่สามารถเพิ่มโอกาสในการเกิดตับแข็ง ปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวอาจมีดังต่อไปนี้

  • การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากเกินไปเป็นเวลานาน หมายความว่าคุณบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากกว่า 2-4 หน่วยทุกวันเป็นเวลามากกว่า 10 ปี
  • การมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกันเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อตับอักเสบบีและอาจติดเชื้อตับอักเสบซี
  • การใช้เข็มฉีดยาร่วมกันหรือการถ่ายเลือดสามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นตับอักเสบบีและตับอักเสบซี
  • โรคตับที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม เช่น โรควิลสันหรือภาวะเหล็กเกิน สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคตับแข็งได้
  • ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนสามารถทำให้เกิดไขมันพอกตับ ซึ่งทำให้เกิดการอักเสบและตับแข็ง

คุณควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับวิธีการต่างๆ ในการจัดการความเสี่ยง โดยการจัดการความเสี่ยงอย่างเหมาะสมนั้นสามารถป้องกันโรคตับแข็งหรือป้องกันไม่ให้อาการแย่ลงได้

การวินิจฉัยและการรักษาโรค

ข้อมูลที่นำเสนอมิได้ใช้แทนข้อแนะนำทางการแพทย์ ให้ปรึกษาแพทย์เสมอสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยโรคตับแข็ง

แพทย์จะวินิจฉัยภาวะตับแข็งโดยการพิจารณาภาวะสุขภาพในปัจจุบัน รวมทั้งทำการตรวจร่างกายและหัตถการหลายประการ การตรวจเพื่อวินิจฉัย อาจได้แก่

  • การซักประวัติสุขภาพของครอบครัว การทราบว่าสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคตับหรือไม่จะช่วยให้แพทย์ทำการวินิจฉัยได้อย่างถูกต้อง
  • การตรวจร่างกาย แพทย์จะตรวจร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณช่องท้อง เพื่อตรวจว่าตับโตหรือไม่ หรือมีบริเวณที่แข็งหรือไม่
  • การตรวจเลือด การตรวจเลือดสามารถแสดงให้เห็นถึงระดับที่ผิดปกติของเอนไซม์ในตับ เซลล์เม็ดเลือด และเกล็ดเลือด โดยทั่วไป จะมีการตรวจ 3 ประเภทที่สามารถวัดความรุนแรงของความเสียหายที่เกิดขึ้นกับตับ ได้แก่ การตรวจบิลิรูบิน (bilirubin test) หรือตรวจวัดน้ำดีในเลือด การตรวจครีเอตินิน (creatinine test) หรือตรวจวัดการทำงานของไต และการตรวจวัดความสามารถของร่างกายในการแข็งตัวของเลือด (international normalized ratio test)
  • การตรวจโดยใช้ภาพถ่ายอวัยวะ (Imaging tests) การตรวจนี้สามารถตรวจหาอาการแทรกซ้อนที่เกิดจากตับเสียหาย เช่น น้ำในช่องท้อง (ascites) ซึ่งเป็นอาการบวมในช่องท้องที่เกิดจากการสะสมตัวของของเหลว และมะเร็งตับ
  • การตัดเนื้อเยื่อตับส่งตรวจ (Liver biopsy) การตรวจนี้เป็นการประเมินความเสียหายของตับโดยการนำตัวอย่างเนื้อเยื่อตับออกมาและตรวจโดยใช้กล้องจุลทรรศน์

การรักษาโรคตับแข็ง 

การรักษาโรคตับแข็งขึ้นอยู่กับสาเหตุรวมทั้งภาวะแทรกซ้อนใดๆ ที่เกิดขึ้น เริ่มแรกคุณควรกำจัดหรือรักษาสาเหตุของตับแข็งก่อน นั่นก็คือ การลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาใดๆ ที่ทำให้ตับเสียหาย

การรักษาตับอักเสบบีและตับอักเสบซีโดยใช้ยาต้านไวรัส (anti-virals) สามารถช่วยจัดการภาวะอักเสบในตับ ซึ่งเป็นการบรรเทาภาวะตับแข็งที่ทำให้ตับเสียหาย หากสาเหตุของตับแข็งเกิดจากท่อน้ำดีอุดตัน แพทย์อาจสั่งยา เออร์โซไดออล (ursodiol) เพื่อแทนที่กรดน้ำดีที่ปกติถูกสังเคราะห์ขึ้นในตับ

นอกจากนี้ คุณยังอาจจำเป็นต้องรักษาอาการแทรกซ้อนที่สัมพันธ์กับโรคตับแข็งอีกด้วย ซึ่งได้แก่ อาการปวดท้องหรืออาการคัน มีน้ำในช่องท้อง (ascites) ความดันโลหิตสูงในหลอดเลือดดำพอร์ทัล (portal veins) ที่บริเวณช่องท้อง (portal hypertension) ภาวะหลอดเลือดขยายตัว (varices) โรคมะเร็งตับ ภาวะความหนาแน่นของกระดูกลดลง (กระดูกพรุน (osteoporosis)) นิ่วในถุงน้ำดี (gallstones) และการสูญเสียการทำงานของสมองที่เกิดจากการสะสมตัวของสารพิษ (hepatic encephalopathy)

ทางเลือกอื่นๆ ในการรักษา ได้แก่ การผ่าตัด การเปลี่ยนทางเดินหลอดเลือด (portacaval shunt) และการปลูกถ่ายตับ (liver transplantation)

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตัวเอง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตัวเองเพื่อรับมือกับโรคตับแข็ง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตัวเองดังต่อไปนี้อาจช่วยให้คุณจัดการตับแข็งได้

  • เลิกดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • รับประทานอาหารอย่างสมดุล คุณอาจจำเป็นต้องจำกัดโปรตีนเนื่องจากตับอาจไม่สามารถใช้โปรตีนได้
  • เปลี่ยนแปลงกิจกรรมต่างๆ ตามอาการที่เกิดขึ้น
  • ติดต่อแพทย์หากในระหว่างการรักษาคุณเกิดอาเจียนเป็นเลือดหรือถ่ายอุจจาระเป็นสีดำ หรือมีเลือดสีแดงสดในอุจจาระ รวมทั้งมีของเหลวเพิ่มขึ้นในช่องท้องหรือเท้า หรือมีไข้

หากคุณมีข้อสงสัย โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อให้เข้าใจได้ดีขึ้นถึงวิธีการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

บทความนี้มีประโยชน์ต่อคุณหรือไม่
happy unhappy"

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน

ดื่มแอลกอฮอล์ มากเกินไป ทำร้ายตับอย่างไรบ้าง

การ ดื่มแอลกอฮอล์ มากเกินไปในระยะเวลานาน ก่อให้เกิดปัญหาในหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านสุขภาพ โดยเป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคตับ   

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย เธียรธัช มีโภคา
โรคในช่องท้องและลำไส้, ศูนย์สุขภาพ เมษายน 23, 2019 . เวลาในการอ่าน

โรคตับ (Liver disease)

โรคตับสามารถถ่ายทอดได้ทางพันธุกรรม หรือเกิดจากปัจจัยการทำร้ายตับ เช่น ไวรัสชนิดต่างๆ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือโรคอ้วน ข้อมูลสาเหตุ อาการ ปัจจัยเสี่ยง

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย ธีรวิทย์ บุญราศรี
โรค ก-ฮ, สุขภาพ ก-ฮ ธันวาคม 28, 2018 . เวลาในการอ่าน

โรคสมองจากโรคตับ (Hepatic encephalopathy)

โรคสมองจากโรคตับ เป็นอาการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับพฤติกรรม ภาวะทางจิตใจ และระบบประสาท ในผู้ที่มีภาวะตับล้มเหลว เกิดขึ้นในมากกว่าร้อยละ 50 ของผู้ป่วยตับแข็ง

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย ธีรวิทย์ บุญราศรี
โรค ก-ฮ, สุขภาพ ก-ฮ พฤศจิกายน 30, 2018 . เวลาในการอ่าน

ตับแข็งที่ไม่ได้เกิดจากการดื่มสุรา (Nonalcoholic Cirrhosis)

แม้แอลกอฮอล์จะเป็นสาเหตุหลักของตับแข็ง แต่ผู้ที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ก็ยังมีโอกาสเป็นได้ เรียกว่าโรค ตับแข็งที่ไม่ได้เกิดจากการดื่มสุรา (Nonalcoholic Cirrhosis)

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย พลอย วงษ์วิไล
โรค ก-ฮ, สุขภาพ ก-ฮ กรกฎาคม 11, 2018 . เวลาในการอ่าน

บทความแนะนำ

ภาวะน้ำเกิน-hypervolemia

ภาวะน้ำเกิน (Hypervolemia)

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย
เผยแพร่วันที่ กรกฎาคม 29, 2020 . เวลาในการอ่าน
ภาวะตับแข็ง

คุณหมอชวนคุยเรื่อง ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ ภาวะตับแข็ง

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย ฤทธิศักดิ์ วงศ์วุฒิพงษ์
เผยแพร่วันที่ มิถุนายน 11, 2019 . เวลาในการอ่าน
โรคตับอักเสบในขณะตั้งครรภ์

คำถามฮ็อตเมื่อคุณเป็น โรคตับอักเสบในขณะตั้งครรภ์

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย พิมพร เส็นติระ
เผยแพร่วันที่ พฤษภาคม 13, 2019 . เวลาในการอ่าน
โรคตับชนิดต่างๆ

ความแตกต่างของ โรคตับชนิดต่างๆ มีอะไรบ้างที่ควรรู้

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย เธียรธัช มีโภคา
เผยแพร่วันที่ พฤษภาคม 10, 2019 . เวลาในการอ่าน