การแพ้อาหาร (Food Allergy)

โดย ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ

คำจำกัดความ

การแพ้อาหาร (food allergy)

การแพ้อาหาร (Food allergy) เป็นปฏิกิริยาของระบบภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นไม่นานหลังจากรับประทานอาหารบางชนิด แม้จะเป็นเพียงปริมาณเล็กน้อยก็สามารถกระตุ้นให้เกิดสัญญาณเตือนและอาการต่างๆ เช่น ความผิดปกติเกี่ยวกับการย่อยอาหาร ลมพิษ หรือทางเดินหายใจบวมได้ ในบางคนนั้น การแพ้อาหารสามารถทำให้เกิดอาการที่รุนแรงหรือแม้แต่อาการแพ้ที่เป็นอันตรายต่อชีวิตที่เรียกว่า อาการแอแนฟิแล็กซิส (anaphylaxis) หรือปฏิกิริยาภูมิแพ้รุนแรงอย่างเฉียบพลัน

การแพ้อาหารส่งผลต่อเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี ประมาณร้อยละ 6 ถึง 8 และส่งผลต่อผู้ใหญ่ถึงร้อยละ 3 และแม้จะไม่มีการรักษาให้หายขาดได้ เด็กบางรายอาจหายจากอาการแพ้อาหารไปเองเมื่อมีอายุมากขึ้น

โดยทั่วไป มักเกิดความสับสนระหว่างการแพ้อาหารกับการแพ้อาหารแบบแฝง (food intolerance) ซึ่งพบได้บ่อยกว่า ความต่างก็คือ การแพ้อาหารแบบแฝงนั้น เป็นภาวะที่รุนแรงน้อยกว่าและไม่เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย 

การแพ้อาหารพบได้บ่อยเพียงใด

การแพ้อาหารพบได้บ่อยมาก สามารถส่งผลต่อผู้ป่วยได้ทุกวัย สามารถจัดการได้โดยลดความเสี่ยง โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

อาการ

อาการแพ้อาหาร

สำหรับบางคนนั้น อาการแพ้อาหารบางชนิดอาจทำให้รู้สึกไม่สบายและไม่รุนแรง แต่สำหรับบางคนนั้น อาการแพ้อาหารอาจมีความน่ากลัวและเป็นอันตรายต่อชีวิต อาการแพ้อาหารมักเกิดขึ้นภายในเวลา 2-3 นาที ไปจนถึง 2 ชั่วโมงหลังรับประทานอาหารที่ก่ออาการแพ้

สัญญาณเตือนและอาการที่พบได้มากที่สุดของการแพ้อาหาร ได้แก่

  • ปวดเสียวหรือคันในปาก
  • ลมพิษ อาการคัน หรือผื่นแดง
  • มีอาการบวมที่ริมฝีปาก ใบหน้า ลิ้น และคอหรืออวัยวะอื่นๆ ของร่างกาย
  • หายใจมีเสียงหวีด คัดจมูก หรือหายใจลำบาก
  • ปวดท้อง ท้องร่วง คลื่นไส้ หรืออาเจียน
  • เวียนศีรษะ มึนศีรษะ หรือเป็นลม

ในผู้ป่วยบางรายนั้น การแพ้อาหารสามารถกระตุ้นให้เกิดการแพ้ที่รุนแรงที่เรียกว่าภาวะแอแนฟิแล็กซิส (anaphylaxis) ซึ่งสามารถทำให้เกิดสัญญาณเตือนและอาการที่เป็นอันตรายต่อชีวิต ซึ่งได้แก่

  • ทางเดินหายใจหดตัวและแน่น
  • คอบวมหรือรู้สึกมีก้อนในคอที่ทำให้หายใจลำบาก
  • มีอาการช็อกและความดันโลหิตลดลงอย่างรุนแรง
  • ชีพจรเต้นเร็ว
  • เวียนศีรษะ มึนศีรษะ หรือไม่รู้สึกตัว

การรักษาฉุกเฉินเป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับภาวะแอแนฟิแล็กซิส หากไม่ได้รับการรักษาแล้ว ภาวะนี้สามารถทำให้หมดสติหรือเสียชีวิตได้

การแพ้อาหารที่เกิดจากการออกกำลังกาย (Exercise-induced food allergy)

บางคนมีอาการแพ้อาหารที่เกิดจากการออกกำลังกาย การรับประทานอาหารบางชนิดอาจทำให้คุณรู้สึกคันและมึนศีรษะในเวลาไม่นานหลังจากเริ่มออกกำลังกาย ในกรณีที่รุนแรงนั้น การแพ้อาหารที่เกิดจากการออกกำลังกายสามารถทำให้เกิดปฏิกิริยาบางประการ เช่น ลมพิษ หรือ ภาวะแอแนฟิแล็กซิส

การงดรับประทานอาหารเป็นเวลา 2 ชั่วโมงก่อนออกกำลังกายและการหลีกเลี่ยงอาหารบางชนิดอาจช่วยป้องกันปัญหานี้ได้

การแพ้อาหารที่ปาก (Pollen-food allergy syndrome)

ในผู้ป่วยหลายรายที่เป็นไข้ละอองฟาง (hay fever) ผลไม้ ผักสด ถั่ว และเครื่องเทศบางชนิด สามารถทำให้เกิดอาการแพ้ที่ทำให้เจ็บหรือคันปากได้ ในผู้ป่วยบางราย การแพ้อาหารที่ปาก สามารถทำให้เกิดอาการบวมที่คอหรือเกิดภาวะแอแนฟิแล็กซิสได้เช่นกัน การปรุงผักและผลไม้ให้สุกก่อนรับประทานสามารถช่วยป้องกันภาวะนี้ได้

อาจมีอาการบางประการที่ไม่ได้กล่าวถึงข้างต้น หากคุณมีข้อกังวลใดๆ เกี่ยวกับอาการใดอาการหนึ่ง โปรดปรึกษาแพทย์ที่ทำการรักษา

ควรไปพบหมอเมื่อใด

ให้เข้ารับการรักษาฉุกเฉินหากมีสัญญาณเตือนหรืออาการต่างๆ ของภาวะแอแนฟิแล็กซิส คุณควรไปพบหมอหากมีอาการใดๆ ดังต่อไปนี้

  • ทางเดินหายใจหดตัวที่ทำให้หายใจลำบาก
  • มีอาการช็อกและมีความดันโลหิตลดลงอย่างรุนแรง
  • ชีพจรเต้นเร็ว
  • เวียนศีรษะหรือมึนศีรษะ

หากคุณมีสัญญาณเตือนหรืออาการใดๆ ที่กล่าวถึงข้างต้นหรือมีข้อคำถามใดๆ โปรดปรึกษาแพทย์ ร่างกายของแต่ละคนมีปฏิกิริยาที่แตกต่างกัน มักเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่จะปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับสถานการณ์ของคุณ

สาเหตุ

สาเหตุของการแพ้อาหาร

การแพ้อาหาร เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดพลาด โดยจะจำแนกอาหารหรือสารอาหารชนดใดชนิดหนึ่งว่าเป็นสิ่งอันตรายต่อร่างกาย จากนั้นระบบภูมิคุ้มกันจะกระตุ้นเซลล์ให้ปลดปล่อยแอนติบอดี้ที่เรียกว่า immunoglobulin E (IgE) เพื่อทำให้อาหารหรือสารในอาหาร (allergen) มีความเป็นกลาง ในครั้งถัดไปที่คุณรับประทานแม้เพียงอาหารนั้นในปริมาณเล็กน้อย แอนติบอดี IgE จะรับรู้ถึงอาหารนั้นและส่งสัญญาณให้ระบบภูมิคุ้มกันปลดปล่อยสารเคมีที่เรียกว่า ฮิสตามีน (histamine) รวมทั้งสารอื่นๆ เข้าสู่กระแสเลือด

สารเคมีเหล่านี้ทำให้เกิดสัญญาณเตือนและอาการแพ้อาหารต่างๆ สารเคมีเหล่านี้ทำให้เกิดอาการแพ้ ซึ่งได้แก่ น้ำมูกไหล คันตา คอแห้ง ผื่นคันและลมพิษ คลื่นไส้ ท้องร่วง หายใจลำบาก และมีอาการช็อกจากอาการแพ้มาก

การแพ้อาหารส่วนใหญ่ถูกกระตุ้นจากโปรตีนบางชนิดที่พบในอาหารต่อไปนี้

  • สัตว์น้ำมีเปลือก เช่น กุ้ง กุ้งมังกร และปู
  • ถั่ว
  • ถั่วที่เติบโตบนดิน เช่น ถั่ววอลนัท ถั่วพีแคน
  • ปลา
  • ไข่

ในเด็กนั้น การแพ้อาหารมักเกิดจากโปรตีนที่พบได้ใน

  • ไข่
  • นม
  • ถั่ว
  • ถั่วที่เติบโตบนดิน
  • ข้าวสาลี

มีปฏิกิริยาหลายประการที่คล้ายคลึงกับอาการแพ้อาหาร ซึ่งขึ้นอยู่กับประเภทของภาวะภูมิแพ้อาหารแฝงที่เป็นอยู่ คุณอาจสามารถรับประทานอาหารก่ออาการแพ้ได้ในปริมาณเล็กน้อยโดยไม่มีปฏิกิริยาเลยก็ได้ แต่ในทางกลับกัน หากคุณมีอาการแพ้อาหารจริงๆ อาหารแม้เพียงปริมาณเล็กน้อยก็อาจทำให้เกิดอาการแพ้อาหารรุนแรงได้

เนื่องจากภาวะภูมิแพ้อาหารแฝง อาจเกี่ยวข้องกับสัญญาณเตือนและก่อให้เกิดอาการบางอย่างที่เหมือนกับการแพ้อาหาร เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เป็นตะคริว และท้องร่วง โดยอาจเกิดความสับสนได้

ประเด็นที่มักทำให้เกิดความสับสันในการวินิจฉัยภาวะภูมิแพ้อาหารแฝง คือ บางคนไม่ได้มีความไวต่อตัวอาหารเองแต่มีความไวต่อสารหรือส่วนผสมในอาหาร

อาการที่มักทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นการแพ้อาหาร ได้แก่

  • การขาดเอนไซม์ที่จำเป็นในการย่อยอาหาร คุณอาจไม่มีเอนไซม์บางชนิดในปริมาณที่เพียงพอเพื่อย่อยอาหารบางชนิด เช่น เอนไซม์แลคเตสในปริมาณที่ไม่เพียงพอจะไปลดความสามารถในการย่อยแลคโตส ซึ่งเป็นน้ำตาลหลักในผลิตภัณฑ์นม อาการแพ้น้ำตาลแลคโตสแบบแฝงนั้น (Lactose intolerance) จะทำให้เกิดอาการท้องอืด ตะคริว ท้องร่วง และมีแก๊สมากในท้อง
  • อาหารเป็นพิษ (Food poisoning) ในบางครั้ง อาหารเป็นพิษมีลักษณะคล้ายอาการแพ้อาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งแบคทีเรียในปลาทูน่าที่บูดเสีย หรือปลาชนิดอื่นๆ สามารถทำให้เกิดสารพิษที่กระตุ้นปฏิกิริยาที่เป็นอันตรายได้
  • ความไวต่อวัตถุปรุงแต่งอาหาร (Sensitivity to food additives) บางคนมีปฏิกิริยาในการย่อยอาหารและอาการอื่นๆ หลังได้รับวัตถุปรุงแต่งอาหารบางชนิด เช่น สารซัลไฟต์ (sulfites) ที่ใช้เก็บรักษาผลไม้แห้ง อาหารกระป๋อง และไวน์ สารเหล่านี้สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการหอบหืดในผู้ที่มีความไวต่อวัตถุปรุงแต่งอาหาร วัตถุปรุงแต่งอาหารอื่นๆ ที่อาจกระตุ้นปฏิกิริยาที่รุนแรง ได้แก่ โมโนโซเดียม กลูตาเมต (monosodium glutamate (MSG)) สารให้ความหวาน (artificial sweeteners) และสีผสมอาหาร (food colorings)
  • การเกิดพิษจากสารฮิสตามีน (Histamine toxicity) ปลาบางชนิด เช่น ทูน่า ปลาแมคคอเรล ที่ไม่ได้แช่เย็นจะมีแบคทีเรียจำนวนมากที่อาจมีสารก่อภูมิแพ้ในระดับสูง ซึ่งจะกระตุ้นอาการคล้ายแพ้อาหาร แต่ไม่ใช่ปฏิกิริยาแพ้อาหาร ภาวะนี้จะเรียกว่าความเป็นพิษของสารก่อภูมิแพ้หรือความเป็นพิษของสารพิษที่เป็นอันตรายในอาหาร (scombroid poisoning)
  • โรคเซลิแอค (Celiac disease) แม้โรคนี้จะหมายถึงการแพ้สารกลูเตน (gluten allergy) แต่ไม่ใช่การแพ้อาหารที่แท้จริง สิ่งหนึ่งที่โรคเซลิแอคเหมือนกับอาการแพ้อาหารคือ ความเกี่ยวข้องกับการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน แต่สิ่งที่ต่างกันคือ โรคเซลิแอค เป็นปฏิกิริยาของระบบภูมิคุ้มกันเฉพาะที่มีความซับซ้อนมากกว่าการแพ้อาหารธรรมดา โรคนี้เกี่ยวกับการย่อยอาหารเรื้อรังซึ่งถูกกระตุ้นโดยการรับประทานสารกลูเตน ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่พบในขนมปัง พาสต้า คุกกี้ และอาหารอื่นๆ จำนวนมากที่มีส่วนผสมของข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ หรือข้าวไรย์ หากคุณเป็นโรคเซลิแอคและรับประทานอาหารที่มีสารกลูเตน ก็จะเกิดปฏิกิริยาต่อภูมิคุ้มกันซึ่งทำให้เกิดความเสียหายต่อพื้นผิวของลำไส้เล็ก และทำให้ไม่สามารถดูดซึมสารอาหารบางชนิดได้

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงของการแพ้อาหาร

มีปัจจัยเสี่ยงหลายประการสำหรับการแพ้อาหาร เช่น

  • ประวัติครอบครัว คุณมีความเสี่ยงในการแพ้อาหารมากขึ้นหากพบอาการหอบหืด ผื่นแดง ลมพิษ หรือภูมิแพ้ในครอบครัว
  • การแพ้อาหารในอดีต เด็กอาจมีอาการแพ้อาหารมากขึ้น แต่ในบางกรณี การแพ้อาหารกลับมาเป็นซ้ำได้
  • ภูมิแพ้อื่นๆ หากคุณแพ้อาหารประเภทหนึ่ง คุณอาจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในการแพ้อาหารประเภทอื่น และหากคุณมีอาการแพ้ประเภทอื่นๆ เช่น ไข้ละอองฟาง หรือผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ก็จะมีความเสี่ยงแพ้อาหารมากขึ้น
  • การแพ้อาหารพบได้มากที่สุดในเด็ก โดยเฉพาะเด็กหัดเดินและทารก ในขณะที่คุณมีอายุมากขึ้น ระบบย่อยอาหารเจริญเต็มที่และร่างกายสามารถทนต่ออาหารที่ก่อการแพ้ได้ดีขึ้น ในเด็กส่วนใหญ่ อาการแพ้นม ถั่วเหลือง ข้าวสาลี และไข่ มักจะหายไปเองเมื่อโตขึ้น แต่การแพ้ขั้นรุนแรงและการแพ้ถั่วและสัตว์น้ำมีเปลือกมักเกิดขึ้นตลอดชีวิต
  • โรคหอบหืดและการแพ้อาหารมักเกิดขึ้นร่วมกัน เมื่อเกิดขึ้นร่วมกัน จะทำให้อาการรุนแรงมากยิ่งขึ้น

ปัจจัยต่างๆ ที่อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอาการแพ้รุนแรง (anaphylactic reaction) ได้แก่

  • มีประวัติเป็นหอบหืด
  • อยู่ในช่วงวัยรุ่นหรือวัยเด็ก
  • ไม่ได้ใช้ยาเอพิเนฟรีน (epinephrine) รักษาอาการแพ้อาหารตั้งแต่เนิ่นๆ
  • การไม่เป็นลมพิษหรืออาการอื่นๆ เกี่ยวกับผิวหนัง

การวินิจฉัยและการรักษาโรค

ข้อมูลที่นำเสนอมิได้ใช้แทนข้อแนะนำทางการแพทย์ ให้ปรึกษาแพทย์เสมอสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยอาการแพ้อาหาร

ไม่มีการตรวจมาตรฐานที่ใช้เพื่อยืนยันหรือหาสาเหตุของการแพ้อาหารได้ แพทย์ที่ทำการรักษาจะพิจารณาปัจจัยหลายอย่างก่อนทำการวินิจฉัย การดำเนินการดังต่อไปนี้อาจช่วยวินิจฉัยว่าคุณแพ้อาหารหรือไม่ หรืออาการที่มีเกิดจากปัจจัยอื่นๆ หรือไม่

  • การอธิบายอาการ ให้เตรียมแจ้งให้แพทย์ทราบเกี่ยวกับประวัติของอาการของคุณ ซึ่งอาหารและปริมาณอาหารทำให้เกิดปัญหาต่างๆ และเตรียมแจ้งให้แพทย์ทราบว่าคุณมีประวัติครอบครัวมีการแพ้อาหารหรือการแพ้สิ่งอื่นๆ หรือไม่
  • การตรวจร่างกาย การตรวจโดยละเอียดมักระบุหรือไม่ระบุปัญหาสุขภาพอื่นๆ
  • การบันทึกการรับประทานอาหาร แพทย์ที่ทำการรักษาอาจให้คุณทำบันทึกการรับประทานอาหาร อาการ และยาที่ระบุปัญหา
  • การตรวจผิวหนัง การตรวจโดยการสะกิดผิวหนังสามารถวินิจฉัยอาการแพ้อาหารบางชนิดได้ ในการตรวจนี้ จะนำอาหารที่สงสัยว่าจะก่ออาการแพ้ปริมาณเล็กน้อยวางลงบนผิวหนังบริเวณแขนท่อนปลายหรือหลัง แล้วจะสะกิดผิวหนังด้วยเข็มเพื่อให้สารทดสอบปริมาณเล็กน้อยเข้าสู่ใต้ผิวหนัง หากคุณแพ้สารชนิดหนึ่งที่ทำการตรวจอยู่ จะมีตุ่มขึ้นหรือเกิดปฏิกิริยาขึ้นมา ให้ระลึกไว้ว่าปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นจากการตรวจนี้เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะยืนยันการแพ้อาหารของคุณได้
  • การงดอาหาร คุณอาจถูกสั่งให้งดอาหารต้องสงสัยเป็นเวลา 1-2 สัปดาห์แล้วเพิ่มรายการอาหารกลับเข้าไปในมื้ออาหารหนึ่งรายการต่อครั้ง กระบวนการนี้สามารถช่วยเชื่อมโยงอาการต่างๆ กับอาหารเฉพาะได้ อย่างไรก็ดี วิธีนี้ไม่ใช่วิธีที่ได้ผล
  • ปัจจัยทางจิตวิทยารวมทั้งปัจจัยทางร่างกายก็สามารถก่ออาการแพ้ได้ ตัวอย่างเช่น หากคิดและเชื่อว่าคุณมีความไวต่ออาหาร ก็อาจเกิดการตอบสนองจากความคิดและเกิดปฏิกิริยาทางร่างกายได้ ซึ่งอาจไม่ใช่การแพ้อาหารที่แท้จริง แต่หากคุณได้มีปฏิกิริยาที่รุนแรงต่ออาหารมาแล้วในอดีต วิธีนี้อาจไม่ปลอดภัย
  • การตรวจเลือด สามารถตรวจวัดการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันต่ออาหารเฉพาะได้โดยการตรวจปริมาณแอนติบอดี้ประเภทที่ทำให้เกิดการแพ้อาหารในกระแสเลือดที่เรียกว่า แอนติบอดี immunoglobulin E (IgE) สำหรับการตรวจนี้ ตัวอย่างเลือดจะถูกส่งไปยังห้องแล็บ
    ซึ่งสามารถตรวจสอบกับอาหารประเภทต่างๆ ได้ อย่างไรก็ตาม การตรวจเลือดเหล่านี้ไม่ได้ผลแม่นยำเสมอไป
  • การทดสอบโดยให้รับประทานอาหารที่สงสัยว่าแพ้ (Oral food challenge) ในระหว่างการทดสอบนี้ซึ่งดำเนินการในที่ทำการแพทย์ คุณจะรับประทานอาหารที่สงสัยว่าแพ้ในปริมาณเล็กน้อยแต่เพิ่มปริมาณมากขึ้น หากคุณไม่มีปฏิกิริยาในระหว่างการทดสอบนี้ คุณอาจสามารถรวมอาหารชนิดนี้ไว้ในรายการอาหารที่รับประทานได้อีกครั้ง

การรักษาอาการแพ้อาหาร

หนทางเดียวที่จะหลีกเลี่ยงการแพ้อาหารคือการหลีกเลี่ยงอาหารที่ก่อให้เกิดอาการต่างๆ อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าจะพยายามที่สุดแล้ว คุณอาจได้รับอาหารที่ทำให้เกิดการแพ้ได้

สำหรับการแพ้อาหารที่ไม่รุนแรงนั้น ยาแก้แพ้ (antihistamines) ที่วางจำหน่ายทั่วไปหรือที่แพทย์สั่งอาจช่วยลดอาการต่างๆ ได้ ยานี้สามารถใช้ได้หลังจากได้รับอาหารที่ทำให้เกิดการแพ้เพื่อช่วยบรรเทาอาการคันหรือลมพิษได้ อย่างไรก็ตาม ยาแก้แพ้ไม่สามารถรักษาการแพ้อาหารที่รุนแรงได้

สำหรับการแพ้อาหารที่รุนแรงนั้น คุณอาจจำเป็นต้องได้รับการฉีดสารเอพิเนฟรีนโดยด่วนและไปยังห้องฉุกเฉิน ผู้ที่แพ้อาหารหลายรายพกเครื่องฉีดสารเอพิเนฟรีนโดยอัตโนมัติ (epinephrine autoinjector) (EpiPen, Twinject, Auvi-Q) เครื่องมือนี้ประกอบขึ้นจากกระบอกฉีดยาและเข็มที่ซ่อนอยู่ที่ฉีดยาได้หนึ่งขนาดเมื่อฉีดเข้าที่ต้นขา

หากแพทย์สั่งให้ใช้เครื่องฉีดสารเอพิเนฟรีนโดยอัตโนมัติ มีสิ่งที่ควรพิจารณาดังนี้

  • ให้มั่นใจว่าคุณทราบเกี่ยวกับวิธีใช้เครื่องฉีดสารเอพิเนฟรีนโดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ ให้มั่นใจว่าผู้ที่อยู่ใกล้ชิดคุณมากที่สุดทราบเกี่ยวกับวิธีใช้ยา ซึ่งหากผู้ที่อยู่ใกล้ชิดคุณมากที่สุดอยู่กับคุณในสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีอาการแพ้มากนั้น อาจช่วยชีวิตคุณได้
  • ให้พกพาเครื่องฉีดสารเอพิเนฟรีนโดยอัตโนมัติติดตัวไว้ตลอดเวลา อาจเป็นสิ่งที่ดีที่จะพกพาเครื่องฉีดสารเอพิเนฟรีนโดยอัตโนมัติเพิ่มเติมไว้ในรถหรือในโต๊ะทำงาน
  • ให้มั่นใจเสมอว่าเปลี่ยนสารเอพิเนฟรีนก่อนวันหมดอายุหรือเมื่อใช้ไม่ได้ผลแล้ว

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตัวเอง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตัวเองเพื่อรับมือกับการแพ้อาหาร

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการปฏิบัติตนขั้นพื้นฐานดังต่อไปนี้อาจช่วยให้คุณจัดการแพ้อาหารได้

  • ห้ามสันนิษฐานไปเอง หมั่นอ่านฉลากอาหารเพื่อให้มั่นใจว่าอาหารไม่มีส่วนผสมที่คุณแพ้ ถ้าแม้ว่าคุณคิดว่าคุณทราบเกี่ยวกับส่วนผสมของอาหาร ให้อ่านฉลากอาหาร ในบางครั้ง ส่วนผสมในอาหารอาจเปลี่ยนไป ฉลากอาหารจำเป็นต้องอธิบายอย่างชัดเจนว่ามีส่วนประกอบในอาหารที่ทำให้เกิดอาการแพ้ที่พบได้ทั่วไปใดๆ หรือไม่ ให้อ่านฉลากอาหารอย่างระมัดระวังเพื่อหลีกเลี่ยงแหล่งของส่วนประกอบในอาหารที่ทำให้เกิดอาการแพ้ที่พบได้มากที่สุด ได้แก่ นม ไข่ ถั่ว ถั่วที่เติบโตบนดิน ปลา สัตว์น้ำมีเปลือก ถั่วเหลือง และข้าวสาลี
  • เมื่อสงสัย ให้ปฏิเสธและขอบคุณ ที่ภัตตาคารและการเข้าสังคม คุณมักมีความเสี่ยงที่อาจจะรับประทานอาหารที่แพ้ คนส่วนมากไม่เข้าใจความรุนแรงของอาการแพ้อาหารและอาจไม่ทราบว่าอาหารในปริมาณเล็กน้อยสามารถทำให้เกิดอาการแพ้รุนแรงในบางคนได้ หากคุณสงสัยว่าอาหารอาจมีส่วนประกอบที่คุณแพ้ ให้ไขข้อสงสัยให้ชัดเจน
  • เข้าหาผู้ให้ความช่วยเหลือ หากลูกของคุณมีอาการแพ้อาหาร ให้ขอความช่วยเหลือจากญาติ พี่เลี้ยงเด็ก ครู และผู้ให้ความช่วยเหลืออื่นๆ ให้มั่นใจว่าคนเหล่านี้เข้าใจเกี่ยวกับความสำคัญสำหรับของคุณที่จะหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดการแพ้และคนเหล่านี้ทราบเกี่ยวกับข้อควรปฏิบัติในภาวะฉุกเฉิน นอกจากนี้ ยังเป็นสิ่งสำคัญที่จะให้ผู้ให้ความช่วยเหลือทราบถึงขั้นตอนที่สามารถปฏิบัติเพื่อป้องกันอาการแพ้ในระยะแรก เช่น การล้างมืออย่างระมัดระวังและการทำความสะอาดพื้นผิวใดๆ ที่อาจสัมผัสกับอาหารที่ทำให้เกิดอาการแพ้

งานวิจัยเกี่ยวกับการรักษาอาการแพ้อาหารทางเลือกมีจำกัด อย่างไรก็ดี หลายคนลองใช้วิธีการรักษาดังกล่าวและกล่าวว่าการรรักษาบางประการได้ผล

  • ยาสมุนไพร (Herbal remedies) การศึกษาขนาดเล็กจำนวนหนึ่งเกี่ยวกับยาสมุนไพรได้แสดงให้เห็นถึงประโยชน์บางประการในการบรรเทาอาการและป้องกันอาการแพ้รุนแรง (anaphylaxis) ซึ่งได้แก่ ตำรับยาแผนจีน (Chinese medicine formulas) บางประการ อย่างไรก็ดี ไม่มีข้อพิสูจน์ที่น่าเชื่อถือว่าตำรับยาดังกล่าวได้ผล นอกจากนี้ มีข้อกังวลเกิดขึ้นเกี่ยวกับคุณภาพของยาสมุนไพรปรุงสำเร็จบางรายการจากประเทศจีน หากคุณใช้ยาสมุนไพรชนิดหนึ่ง ให้มั่นใจว่าได้แจ้งให้แพทย์ทราบ ยาสมุนไพรอาจส่งผลต่อผลการตรวจหรือมีอันตรกิริยากับยาอื่นๆ ที่คุณใช้
  • การฝังเข็ม (Acupuncture) และการกดจุด (acupressure) มีการวิจัยจำนวนเล็กน้อยเกี่ยวกับการฝังเข็มสำหรับการแพ้อาหาร และการศึกษาที่มีไม่แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ที่ชัดเจนจากเทคนิคการรักษาเหล่านี้ หากคุณตัดสินใจที่จะลองการรักษาหนึ่งประการเหล่านี้ ให้มั่นใจว่าเข้ารับการรักษากับผู้ให้การรักษาที่มีประสบการณ์และได้รับการรับรอง

หากคุณมีข้อสงสัย โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อให้เข้าใจได้ดีขึ้นถึงวิธีการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

Hello Health Groupม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

Review Date: มิถุนายน 7, 2019 | Last Modified: สิงหาคม 27, 2019

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย