ข้อเสื่อม (Osteoarthritis)

โดย ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ

ข้อเสื่อม เป็นโรคเกี่ยวกับการอักเสบของข้อที่พบบ่อยที่สุด เกิดขึ้นเมื่อกระดูกอ่อน หรือหมอนรองระหว่างข้อต่อหัก นำไปสู่อาการเจ็บปวด ฝืด และบวม เกิดขึ้นได้ที่ข้อต่อทุกส่วนของร่างกาย

คำจำกัดความ

ข้อเสื่อมคืออะไร

ข้อเสื่อม (Osteoarthritis) เป็นโรคเกี่ยวกับการอักเสบของข้อที่พบบ่อยที่สุด โรคนี้เกิดขึ้นเมื่อกระดูกอ่อน หรือหมอนรองระหว่างข้อต่อหัก นำไปสู่อาการเจ็บปวด ฝืด และบวม โรคข้อเสื่อมเกิดขึ้นได้ที่ข้อต่อทุกส่วนของร่างกาย แต่มักจะเกิดที่ข้อต่อมือ เข่า สะโพก และกระดูกสันหลัง

ข้อเสื่อมพบบ่อยแค่ไหน

ข้อเสื่อมจัดว่าเป็นโรคที่พบได้ค่อนข้างบ่อย จากข้อมูลของสำนักโรคข้อต่อ ระบบกระดูกและกล้ามเนื้อและผิวหนังแห่งสหรัฐฯ พบว่า ก่อนอายุ 45 ปี โรคข้อเสื่อมเกิดขึ้นในเพศชายได้มากกว่าเพศหญิง และหลังอายุ 45 ปี โรคข้อเสื่อมเกิดในเพศหญิงมากกว่า ทั้งนี้โรคข้อเสื่อมสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย แต่มักพบบ่อยในผู้ป่วยอายุมากกว่า 65 ปี โรคข้อเสื่อมสามารถรักษาได้โดยการลดปัจจัยเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

อาการ

อาการของโรคข้อเสื่อม

อาการทั่วไปของโรคข้อเสื่อมมีดังนี้

  • อาการหลักของโรคข้อเสื่อมคืออาการปวดและข้อฝืดแข็ง อาการมักเกิดในช่วงเช้าหรือหลังจากการพักผ่อน
  • อาการปวดบริเวณข้อดีขึ้นเมื่อบีบนวดเบาๆ
  • สูญเสียความยืดหยุ่น การเคลื่อนไหวของข้อต่อของคุณอาจถูกจำกัด
  • เกิดเสียงหรือมีอาการเสียวที่ข้อต่อ
  • ข้อต่อบวม

อาจมีอาการอื่นๆ ที่ไม่ได้ระบุไว้ข้างต้น หากคุณมีปัญหาที่เกี่ยวข้องกับอาการของโรค ควรติดต่อแพทย์

ควรพบหมอเมื่อไร

หากเกิดอาการที่กล่าวไว้ข้างต้นหรือมีคำถามเกี่ยวกับอาการของโรค ควรรีบพบหมอ การเกิดอาการของโรคในแต่ละคนนั้นแตกต่างกันไป จึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาวิธีการรักษาที่ได้หมดที่สุด

สาเหตุ

สาเหตุของโรคข้อเสื่อม

โรคข้อเสื่อมเกิดจากการที่กระดูกอ่อนที่พยุงข้อต่อถูกทำลาย กระดูกอ่อนเป็นเนื้อเยื่อที่แข็งแรงแต่ยืดหยุ่น ซึ่งทำหน้าที่ป้องกันส่วนปลายของกระดูก มันช่วยปกป้องข้อต่อต่างๆ และทำให้กระดูกสามารถเคลื่อนไหวได้ง่าย หากเป็นโรคข้อเสื่อม พื้นผิวที่ลื่นของกระดูกอ่อนจะสาก หากกระดูกอ่อนเสื่อม กระดูกของผู้ป่วยโรคข้อเสื่อมจะเสียดสีกัน

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคข้อเสื่อม

ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรค มีดังนี้

  • อายุที่มากขึ้น ข้อเสื่อมเป็นโรคที่มาพร้อมกับอายุที่เพิ่มขึ้น
  • น้ำหนักตัวที่มากเกินไปทำให้สะโพกและเข่ารับน้ำหนักมากขึ้น นอกจากนี้ เนื่อเยื่อที่เต็มไปด้วยไขมันมากเกินไปทำให้เกิดสารเคมีที่ทำให้เกิดการอักเสบและทำลายข้อต่อได้
  • การบาดเจ็บและการใช้ข้อต่อมากเกินไป อาการบาดเจ็บที่เกิดจากการเล่นกีฬาหรือจากอุบัติเหตุ อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคข้อเสื่อม ผู้ที่มีอาชีพที่ต้องยืนเป็นระยะเวลานาน ก้มเงยบ่อยๆ ยกของหนัก หรือเคลื่อนไหวอย่างหนัก อาจนำไปสู่การเป็นโรคข้อเสื่อมได้
  • ลักษณะทางพันธุกรรม สามารถทำให้คนหนึ่งมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคข้อเสื่อมได้ ความน่าจะเป็นหนึ่งคือ ความบกพร่องในการผลิตคอลลาเจนในร่างกาย ซึ่งเป็นตัวสร้างกระดูกอ่อน

การวินิจฉัยและการรักษาโรค

ข้อมูลเหล่านี้ไม่เจตนาให้ใช้แทนคำปรึกษาทางการแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยโรคข้อเสื่อม

ในการตรวจวินิฉัยโรคข้อเสื่อม แพทย์ทำการซักประวัติเกี่ยวกับอาการและทำการทดสอบทางกายภาพ แพทย์อาจะใช้วิธีการอื่นๆ ในการวินิจฉัยโรคดังนี้

การตรวจวินิจฉัยโรคข้อเสื่อมมีดังต่อไปนี้

  • การเอ็กซเรย์ ผลการตรวจจะแสดงถึงความเสียหายหรือการเปลี่ยนแปลงอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับโรคข้อเสื่อม
  • การใช้การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ไม่จำเป็นเสมอไปแต่อาจช่วยให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในกรณีที่มีความซับซ้อน
  • การตรวจเลือด ช่วยให้สามารถตัดสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้เกิดอาการปวดข้อต่อได้ เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
  • การตรวจน้ำไขข้อ สามารถระบุว่ามีการอักเสบหรือไม่ และเกิดโรคอื่น เช่น เกาท์ หรือการติดเชื้อหรือไม่

การรักษาโรคข้อเสื่อม

ยังไม่มีการรักษาที่หายขาดสำหรับโรคข้อเสื่อม มีเพียงการรักษาเพื่อควบคุมอาการ การรักษาโรคข้อเสื่อม มีดังนี้

การเปลี่ยนพฤติกรรม

  • ในขณะที่หลายคนคิดว่า เป็นการยากที่จะออกกำลังกายในขณะที่ปวดข้อ แต่การเคลื่อนไหวร่างกายเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของการรักษา การออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทำให้คุณตื่นตัว และเสริมสร้างกล้ามเนื้อและทำให้ข้อต่อแข็งแรง เพื่อช่วยในการเยียวยาอาการของโรค แพทย์จะแนะนำวิธีการออกกำลังกายเพื่อให้คุณทำที่บ้าน เพราะการออกกำลังมากหรือเร็วเกินไป นำมาซึ่งความเสี่ยงต่อข้อต่อของคุณ
  • การควบคุมน้ำหนัก การลดน้ำหนักสามารถช่วยผู้ป่วยโรคข้อเสื่อมในการบรรเทาความเจ็บปวด และลดปัญหาที่เกิดกับข้อต่อได้ แพทย์จะเป็นผู้แนะนำถึงวิธีการลดน้ำหนักอย่างช้าและปลอดภัย

การใช้ยา

  • ใช้ยาแก้ปวดและยาอะเซตามิโนเฟน สารโอปิออยด์ (opioid) และสารโอปิออยด์ชนิดพิเศษ เรียกว่า ทรามาดอล (tramadol) ยาเหล่านี้มีขายตามร้านขายยาทั่วไปหรือแพทย์เป็นผู้สั่ง
  • ยาต้านการอักเสบชนิดที่ ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAID) เช่น แอสไพริน ยาไอบูโพนเฟน (ibuprofen) ยานาพรอกเซน (naproxen) และยาเซเลโคซิบ (celecoxib) ยาเหล่านี้เป็นยาทั่วไปที่ใช้รักษาอาการปวดและลดอาการบวมที่ข้อต่อ ยาต้านการอักเสบชนิดที่ ไม่ใช่สเตียรอยด์บางชนิดอยู่ในรูปแบบของครีม (ยาทาเฉพาะที่) ที่สามารถใช้ทาบริเวณข้อต่อที่มีอาการ
  • คุณไม่ควรฉีดยาคอร์ติคอสเตียรอยด์เกินกว่าสามครั้งต่อปีและเว้นช่วงฉีดอย่างน้อย 3 เดือนเพราะยาสามารถทำให้ข้อต่อเสื่อมลงได้มื่อเวลาผ่านไป
  • การใช้กรดไฮยาลูรอนนิก กรดไฮยาลูรอนนิกพบได้ในน้ำไขข้อในข้อต่อ และทำหน้าที่เป็นสารหล่อลื่นและลดการกระแทก การฉีดกรดไฮยาลูรอนนิกช่วยบรรเทาอาการปวด โดยช่วยเพิ่มการรองรับในกระดูกหัวเข่าของคุณ

การผ่าตัด การผ่าตัดข้อต่อช่วยซ่อมแซม หรือเปลี่ยนข้อต่อที่ถูกทำลายอย่างรุนแรง โดยเฉพาะบริเวณสะโพกและหัวเข่า การผ่าตัดเพื่อรักษาโรคข้อเสื่อมทำให้อาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ปรับปรุงการเคลื่อนไหวและคุณภาพชีวิตอีกด้วย

การรักษาโดยแพทย์ทางเลือก

  • การศึกษาบางชิ้นพบว่า การฝังเข็มช่วยลดความเจ็บปวด และช่วยให้เข่าทำงานได้ดีขึ้น ในผู้ป่วยที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อม
  • การใช้อาหารเสริม เช่น กลูโคซามีน (glucosamine) และ คอนดรอยติน (chondroitin) งานวิจัยบางชิ้นพบว่า อาหารเสริมเหล่านี้มีประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรคข้อเสื่อม แต่การศึกษาส่วนใหญ่พบว่า อาหารเสริมเหล่านี้ไม่ได้ผลดีไปกว่ายาหลอกเลย

การบำบัด

  • กายภาพบำบัดและกิจกรรมบำบัด
  • การฝึกไทชิและโยคะ

การเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเอง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์หรือารเยียวยาตนเองที่ช่วยรับมือโรคข้อเสื่อม

การเปลี่ยนพฤติกรรมหรือการเยียวยาตนเอง ที่อาจช่วยรับมือโรคข้อเสื่อมเบื้องต้นด้วยตนเอง มีดังนี้

  • หนึ่งในวิธีที่มีประโยชน์ที่สุดในการรักษาโรคข้อเสื่อมคือการออกกำลังกาย แพทย์สามารถแนะนำการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับคุณได้
  • ลดน้ำหนัก การลดน้ำหนักสามารถช่วยลดควาามเจ็บปวดและบรรเทาปัญหาที่เกิดกับข้อต่อของผู้เป็นโรคข้อเสื่อม คุณควรปรึกษานักโภชนาการถึงวิธีการเพื่อช่วยในการลดน้ำหนัก
  • ใช้ความร้อนและความเย็นรักษา ความร้อนและความเย็นช่วยบรรเทาความเจ็บปวดที่ข้อต่อได้ ความร้อนยังช่วยบรรเทาอาการฝืดและความเย็นรักษาอาการปวดและหดเกร็งของกล้ามเนื้อ
  • การใช้เครื่องมือช่วย เครื่องมือต่างๆ สามารถช่วยในการทำงานและการเคลื่อนไหว เครื่องมือต่างๆ ประกอบด้วย สกู๊ตเตอร์ ไม้เท้า อุปกรณ์ช่วยเดิน อุปกรณ์ใช้พยุง อุปกรณ์เสริมที่เท้า

หากมีคำถามเกี่ยวกับโรค ควรปรึกษาแพทย์เพื่อความเข้าใจในวิธีการรักษาที่ดีที่สุด

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

Review Date: ธันวาคม 4, 2018 | Last Modified: สิงหาคม 28, 2019