เบาหวานโรคยอดฮิต มาดูกันว่า เบาหวานชนิดที่ 1 และ เบาหวานชนิดที่ 2 แตกต่างกันอย่างไร

Written by

Update Date 02/02/2021 . 4 mins read
Share now

เบาหวาน (Diabetes) เป็นโรคยอดฮิตที่ติดอันดับ 1 ใน 10 ของสาเหตุการเสียชีวิตทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ในประเทศไทย ซึ่งพบอัตราการเสียชีวิตด้วยโรคเบาหวานเพิ่มสูงขึ้นทุกปี สมาพันธ์เบาหวานนานาชาติ (International Diabetes Federation : IDF) และองค์การอนามัยโลก (WHO) จึงได้กำหนดให้วันที่ 14 พฤศจิกายน ของทุกปี เป็นวันเบาหวานโลก (World Diabetes Day) เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนทั่วโลกตระหนักในการป้องกัน โรคเบาหวาน

อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นโรคที่มีอัตราการเสียชีวิตสูง แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังอาจจะเข้าใจผิดว่า สาเหตุของการเกิดโรคเบาหวาน คือการกินหวาน หรือกินน้ำตาลเพียงอย่างเดียว แต่อันที่จริงแล้ว สาเหตุของโรคเบาหวานนั้นมีมากมาย ขึ้นอยู่กับชนิดของเบาหวาน ซึ่งแน่นอนว่ามีมากกว่า เบาหวานชนิดที่ 1 และ เบาหวานชนิดที่ 2


โดยทั่วไปแล้ว เราสามารถจำแนก โรคเบาหวาน ตามสาเหตุการเกิดได้ 4 ชนิด ได้แก่

โรคเบาหวาน ชนิดที่คนส่วนใหญ่มักสับสนคือ เบาหวานชนิดที่ 1 และ เบาหวานชนิดที่ 2 ที่แม้ จะเป็นภาวะระดับน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรังเหมือนกัน แต่ก็มีสาเหตุ อาการ และการรักษาแตกต่างกัน เราจึงควรเข้าใจความแตกต่าง ระหว่างเบาหวาน ชนิดที่ 1 และเบาหวานชนิดที่ 2 ให้ถูกต้องมากขึ้น เพื่อจะได้รับมือและรักษาได้อย่างเหมาะสมที่สุด Hello คุณหมอ จะพาคุณผู้อ่านทุกท่านมาทำความรู้จักความแตกต่างของโรคเบาหวานแต่ละชนิดค่ะ

ทำความรู้จักกับ โรคเบาหวานชนิดที่ 1

โรคเบาหวานชนิดที่ 1 จัดเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง (Autoimmune disease) ซึ่งหมายถึง ความผิดปกติของภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำลายเนื้อเยื่อปกติของร่างกาย ในกรณีของโรคเบาหวานชนิดที่ 1 นี้ เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันทำลายเบต้าเซลล์ (Beta cell) ในตับอ่อนซึ่งทำหน้าที่ผลิตอินซูลิน จนร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลินที่คอยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด (Blood Glucose Level) ได้ตามปกติ

อีกทั้งทำให้เกิดภาวะเลือดเป็นกรดที่เกิดจากกรดคีโตนคั่ง ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตได้ ทำให้เป็น โรคเบาหวาน ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 จึงจำเป็นต้องฉีดอินซูลินเข้าร่างกาย เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงและไม่เกิดภาวะกรดคีโตนคั่งนี้ มากเกินไป

ทำความรู้จักกับโรคเบาหวานชนิดที่2

โรคเบาหวานชนิดที่ 2 จัดเป็น โรคเบาหวาน ที่พบได้บ่อยที่สุดในคนไทย เกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เพียงพอต่อความต้องการ หรือสามารถตอบสนองต่ออินซูลินได้น้อยกว่าปกติ ที่เรียกว่า ภาวะดื้ออินซูลิน (Insulin Resistance) จึงไม่สามารถ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง จนเป็นโรคเบาหวาน

ความแตกต่างโดยทั่วไปของ เบาหวานชนิดที่ 1 และ เบาหวานชนิดที่ 2

โรคเบาหวาน ชนิดที่ 1 (Diabetes Mellitus Type 1)

  • มักพบในเด็กและวัยรุ่น โดยพบมากในช่วงอายุ 4-7 ปี และ 10-14 ปี
  • ไม่เกี่ยวข้องกับน้ำหนัก หรือรูปแบบการใช้ชีวิต
  • ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักได้รับการวินิจฉัยจากที่มีภาวะเลือดเป็นกรด จากกรดคีโคนคั่ง
  • รักษาด้วยการฉีดอินซูลิน หรืออินซูลินปั๊ม
  • หากไม่ใช้อินซูลิน จะควบคุมอาการของโรคไม่ได้
  • เบาหวานชนิดที่ 1 ยังไม่มีวิธีป้องกันโรคนี้ได้

โรคเบาหวาน ชนิดที่ 2 (Diabetes Mellitus Type 2)

  • มักพบในผู้ที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป
  • ผู้ที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์ เป็นโรคอ้วน หรือมีภาวะเสี่ยงเบาหวาน (Prediabetes) คือ น้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติเล็กน้อย กลุ่มนี้ จะยิ่งมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
  • หากมีคนในครอบครัว เป็นเบาหวาน ชนิดที่ 2 จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงมากขึ้น
  • ผู้ที่ไม่ค่อยออกกำลังกาย หรือมีภาวะอ้วนลงพุง จะยิ่งมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
  • ผู้ป่วยส่วนใหญ่ มักตรวจพบว่ามีระดับความดันโลหิตสูง หรือมีระดับ คอเลสเตอรอลในเลือดสูง หรือบางรายอาจพบทั้งสองภาวะนี้
  • มักไม่มีอาการ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จึงไม่รู้ตัวว่าเป็นเบาหวานชนิดที่ 2
  • ส่วนใหญ่ หากยังอยู่ในระยะเริ่มแรก และระดับน้ำตาลในเลือดไม่สูงมาก สามารถรักษาได้โดยไม่ต้องใช้ยา
  • สามารถป้องกัน ชะลอ หรือควบคุมอาการได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น ออกกำลังกายเป็นประจำ กินอาหารมีประโยชน์
  • ผู้ป่วยบางรายอาจหยุดใช้ยารักษาเบาหวานได้ หากควบคุมระดับน้ำตาลได้ดี

อาการเบื้องต้น ของโรคเบาหวาน

โรคเบาหวาน ทั้งสองชนิด หากไม่รักษาหรือควบคุม อาจมีอาการของภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ดังนี้

  • ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะในเวลากลางคืน
  • รู้สึกกระหายน้ำมาก ต้องดื่มน้ำเยอะ ๆ
  • เหนื่อยล้า อ่อนเพลียรุนแรง
  • น้ำหนักลดแม้จะไม่ได้ตั้งใจลดน้ำหนัก
  • สายตาพร่ามัว มองเห็นไม่ชัดเจน

การป้องกันและรักษาโรคเบาหวาน

โรคเบาหวาน ชนิดที่ 1 ไม่สามารถป้องกันได้ ต้องรักษาด้วยการใช้ยาฉีดอินซูลิน หรือ ฉีดอินซูลินเข้าร่างกายเป็นประจำ โดยแพทย์จะเป็นผู้กำหนดว่าผู้ป่วยแต่ละรายต้องฉีดอินซูลินเข้าร่างกายปริมาณเท่าใด

ในส่วนของ โรคเบาหวาน ชนิดที่ 2 สามารถป้องกันหรือลดความเสี่ยงได้ด้วยการใช้ชีวิตประจำวันแบบดีต่อสุขภาพ เช่น ออกกำลังกายเป็นประจำ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์สุขภาพดี อย่าปล่อยให้อ้วน ลงพุง สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 แนะนำให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดังกล่าว ร่วมกับการกินยาตามแพทย์สั่ง หากคุณดูแลร่างกายดี ๆ อาจไม่จำเป็นต้องกินยารักษาเบาหวานไปตลอด

การตรวจระดับน้ำตาลในเลือด… สิ่งสำคัญในการรับมือกับเบาหวาน

สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน รวมถึงผู้ที่มีความเสี่ยงในการเป็น โรคเบาหวาน นอกจากการดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอแล้ว สิ่งสำคัญที่จำเป็นต้องปฏิบัติเป็นประจำก็คือ การตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งถือเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้คุณทราบได้ว่า ระดับน้ำตาลในเลือดของตัวเองยังอยู่ในระดับปกติหรือไม่

การตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด มีทั้งการตรวจในโรงพยาบาล เพื่อคัดกรองเบาหวาน ประเมินผลการรักษาและป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อน และการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตัวเอง (SMBG ย่อมาจาก Self Monitoring Blood Glucose) โดยการตรวจจากเลือดที่ปลายนิ้วด้วยเครื่องตรวจวัดน้ำตาลในเลือดชนิดพกพา (Blood Glucose Meter หรือ BGM) ซึ่งผู้ป่วยสามารถทำได้ด้วยตัวเองเป็นประจำ ทุกที่ทุกเวลาที่ต้องการ ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถทราบระดับน้ำตาลในเลือด และสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หรือดูแลตัวเองได้ทันที

อีกทั้งแพทย์ยังสามารถนำผลตรวจน้ำตาลในเลือดที่วัดได้ไปประเมินเพื่อปรับขนาดยา หรือหาวิธีควบคุมน้ำตาลที่เหมาะสมได้อีกด้วย เครื่องตรวจวัดน้ำตาลในเลือดชนิดพกพา (Blood Glucose Meter หรือ BGM) จึงเป็นสิ่งที่ผู้ป่วยโรคเบาหวาน หรือผู้เสี่ยงเป็น โรคเบาหวาน ควรมีพกติดตัวไว้

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อัปเดตข่าวสารสุขภาพติดตามไลน์ Hello คุณหมอ

อ่านเพิ่มเติม:

บทความนี้มีประโยชน์ต่อคุณหรือไม่
happy unhappy

FROM EXPERT แพทย์หญิงรุ่งนภา ลออธนกุล

เบาหวานโรคยอดฮิต มาดูกันว่า เบาหวานชนิดที่ 1 และ เบาหวานชนิดที่ 2 แตกต่างกันอย่างไร

เบาหวานชนิดที่ 1 และ เบาหวานชนิดที่ 2 มีความแตกต่างกันอยู่หลายประการ ตั้งแต่สาเหตุที่เกิด ไปจนถึงปัจจัยความเสี่ยงในเรื่องของอายุ และอีกหลายสาเหตุ

Written by แพทย์หญิงรุ่งนภา ลออธนกุล
เบาหวานชนิดที่-1-และ-เบาหวานชนิดที่-2-ความแตกต่าง

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน

โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Disease, CAD): โรคแทรกซ้อนที่พบบ่อยในผู้ป่วยโรคเบาหวาน

โรคหลอดเลือดหัวใจ อีกหนึ่งโรคแทรกซ้อนที่อันตรายใน ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ดังนั้นการตรวจเช็คและรักษาภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ จึงถือเป็นสิ่งที่ควรให้สำคัญ

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by ทีม Hello คุณหมอ

ผู้ป่วยโรคเบาหวาน หากไม่ควบคุมน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด

ผู้ป่วย โรคเบาหวาน หากไม่ควบคุมน้ำตาลในเลือดให้ดี มีความเสี่ยงที่จะเป็น โรคหัวใจและหลอดเลือด ที่ไม่เพียงแต่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ และอาจอันตรายถึงชีวิต

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by ทีม Hello คุณหมอ

แนวทางปฏิบัติในการดูแลสุขภาพจิตสำหรับ ผู้ดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวาน

บทความของ Hello คุณหมอ วันนี้ขอนำวิธีดูแลจิตใจสำหรับ ผู้ดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวาน มาฝากกันค่ะ เพื่อให้ทุกคนนั้นได้มีความพร้อมในการดูแลผู้ป่วยต่อไปอย่างใกล้ชิด

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by panyapat Aiemsin

การบำบัดด้วยสี กับประโยชน์ที่คุณควรรู้ไว้

การบำบัดด้วยสี สามารถช่วยรักษาสุขภาพกายหรือสุขภาพจิตได้ การบำบัดด้วยสีส่วนใหญ่ถูกมองว่า เป็นการบำบัดแบบเสริมหรือการแพทย์ทางเลือก

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย

Recommended for you

ไขมันในเลือดสูง-hyperlipidemia

ไขมันในเลือดสูง (Hyperlipidemia)

Written by จินดารัตน์ สิริวิจักษณ์
Published on 15/02/2021 . 3 mins read
การนอนไม่หลับ-ผลกระทบต่อร่างกาย

การนอนไม่หลับ กับผลกระทบที่อาจส่งผลต่อร่างกาย

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย
Published on 06/01/2021 . 3 mins read

ชามะระขี้นก เครื่องดื่มสมุนไพร ที่อาจช่วยต่อสู้กับ โรคเบาหวาน

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by panyapat Aiemsin
Published on 13/11/2020 . 2 mins read
กลุ่มยาสแตติน-ผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคหลอดเลือดหัวใจ

การลดระดับไขมันในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคหลอดเลือดหัวใจ

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by ทีม Hello คุณหมอ
Published on 11/11/2020 . 6 mins read