ฉี่ไม่ออก (Urinary Retention)

โดย ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ

ฉี่ไม่ออก เป็นภาวะที่ปัสสาวะไม่ถูกขับออกจากกระเพาะปัสสาวะได้ทั้งหมด แม้ว่ามีปัสสาวะเต็มแล้ว และรู้สึกปวดปัสสาวะบ่อย เกิดขึ้นได้ทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง

คำจำกัดความ

ฉี่ไม่ออกคืออะไร

ฉี่ไม่ออก (Urinary retention) หรือปัสสาวะไม่ออก เป็นภาวะที่ปัสสาวะไม่ถูกขับออกจากกระเพาะปัสสาวะได้ทั้งหมด แม้ว่ามีปัสสาวะเต็มแล้ว และรู้สึกปวดปัสสาวะบ่อย ภาวะปัสสาวะไม่ออกมีสองประเภท ได้แก่ ภาวะเฉียบพลันและภาวะเรื้อรัง

ฉี่ไม่ออกพบบ่อยแค่ไหน

อาการฉี่ไม่ออกเกิดขึ้นทั้งในผู้ชายและผู้หญิง แต่เกิดในผู้ชายมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออายุมากขึ้น ผลการวิจัยระบุว่า อัตราของภาวะปัสสาวะไม่ออก เกิดขึ้นในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงถึง 10 เท่า และเกิดกับผู้ชายอายุระหว่าง 40 ถึง 83 ปี คิดเป็น 4.5 ถึง 6.8 คนต่อผู้ชาย 1,000 คนในทุกๆ ปี เมื่อถึงอายุ 80 ปี โอกาสการเกิดภาวะปัสสาวะไม่ออกเฉียบพลันในผู้ชาย มีสูงถึงร้อยละ 30 ควรปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

อาการ

อาการฉี่ไม่ออกเป็นอย่างไร

อาการฉี่หรือปัสสาวะไม่ออกเกิดขึ้นได้เฉียบพลัน และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ คุณจะรู้สึกปวดปัสสาวะมาก แต่ไม่สามารถปัสสาวะออกมาได้ จึงส่งผลให้เกิดอาการปวดหรือไม่สบายบริเวณท้องส่วนล่าง ควรรีบเข้ารับการรักษาทันที เพื่อระบายปัสสาวะออก

อาการภาวะปัสสาวะไม่ออกเรื้อรังใช้เวลานานในเกิดขึ้นอาการ คุณสามารถปัสสาวะได้ แต่กระเพาะปัสสาวะไม่สามารถขับปัสสาวะออกได้หมด คุณอาจไม่ทราบว่าเกิดภาวะนี้ เนื่องจากยังไม่มีการแสดงอาการในช่วงแรก

อาการภาวะปัสสาวะไม่ออกเรื้อรังสามารถทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ ได้

อาจมีอาการอื่นๆ ที่ไม่ได้ระบุไว้ข้างต้น หากคุณมีปัญหาที่เกี่ยวข้องกับอาการของโรค ควรติดต่อแพทย์

ควรพบหมอเมื่อใด

คุณควรพบหมอหากเกิดอาการดังต่อไปนี้

  • รู้สึกปวดปัสสาวะบ่อย ประมาณ 8 ครั้งขึ้นไปต่อวัน
  • มีปัญหาการเบ่งในขณะปัสสาวะ
  • ปัสสาวะสะดุด น้ำปัสสาวะที่ออกมาหยุดเป็นช่วงๆ หรือไม่พุ่งเป็นสาย
  • รู้สึกเหมือนต้องปัสสาวะอีกทันทีหลังจากเพิ่งปัสสาวะเสร็จ
  • ปัสสาวะหลายครั้งกลางดึก
  • ปัสสาวะรั่วจากระเพาะปัสสาวะตลอดวัน
  • ปัสสาวะรด หรือรู้สึกว่าต้องปัสสาวะทันที ตามด้วยอาการไม่สามารถหยุดปัสสาวะได้
  • ไม่รู้สึกว่ากระเพาะปัสสาวะเต็มแล้ว
  • รู้สึกไม่สบายหรือหน่วงบริเวณอุ้งเชิงกรานหรือท้องส่วนล่าง

สาเหตุ

สาเหตุของอาการ ฉี่ไม่ออก

อาการฉี่หรือปัสสาวะไม่ออกอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ สาเหตุหนึ่งอาจมาจากมีสิ่งที่เข้าไปอุดตันทางเดินปัสสาวะในผ่านกระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะ ท่อปัสสาวะเป็นท่อที่เชื่อมต่อกับกระเพาะปัสสาวะทำหน้าที่เป็นทางเดินให้ปัสสาวะถูกขับออกจากร่างกาย ปัญหาอาจเกิดจากการใช้ยาเช่น ยาต้านฮิสตามีน (antihistamines) อย่างเบนาดริล (Benadryl®) ยาคลายการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ (antispasmodics) อย่างเดทโทรล (Detrol®) และยาต้านซึมเศร้ากลุ่มไตรไซคลิก (tricyclic antidepressants) อย่างเอลาวิล (Elavil®) ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการทำงานของกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะ

การขับปัสสาวะเกิดขึ้นเมื่อสมองสั่งการให้กระเพาะปัสสาวะบีบตัว การบีบตัวจะทำให้ปัสสาวะถูกขับออกจากกระเพาะปัสสาวะ จากนั้น สมองจะสั่งการให้กล้ามเนื้อหูรูดคลายตัว เพื่อปล่อยปัสสาวะผ่านท่อปัสสาวะและออกจากร่างกาย สิ่งผิดปกติที่เข้ามาขัดขวางเส้นทางจากสมองสู่ระบบประสาทที่เชื่อมต่อกับกระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะ ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปัสสาวะไม่ออกได้ อาการที่เกิดจากโรคทางระบบประสาทเกิดขึ้นในเพศชายเท่ากับเพศหญิง

  • ในเพศชาย การอุดตันเกิดขึ้นเมื่อต่อมลูกหมากโตขึ้น และกดทับท่อปัสสาวะ อาการนี้เกิดขึ้นบ่อยในกรณีของผู้ป่วยที่มีภาวะปัสสาวะไม่ออกเรื้อรัง หนึ่งในสาเหตุของอาการในเพศหญิงมาจากกระเพาะปัสสาวะหย่อน เรียกว่าภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อน (cystocele) อีกสาเหตุเกิดได้จากการที่ลำไส้ใหญ่หน่อยลงมาหาผนังด้านหลังของช่องคลอด ที่เรียกว่าภาวะช่องคลอดหย่อน (rectocele) บางสาเหตุอาจเกิดขึ้นได้ทั้งในเพศชายและเพศหญิง ท่อปัสสาวะสามารถตีบลงได้ เรียกว่าอาการท่อปัสสาวะตีบ นอกจากนี้การเกิดนิ่วก็สามารถขัดขวางทางเดินปัสสาวะได้เช่นกัน
  • การติดเชื้อและอาการบวม ในเพศชาย การติดเชื้อที่ต่อมลูกหมากเป็นสาเหตุให้เกิดอาการบวม เมื่อต่อมลูกหมากบวม ท่อปัสสาวะจะถูกบีบ จึงทำให้เกิดการขัดขวางทางเดินปัสสาวะ การติดเชื้อที่ระบบทางเดินปัสสาวะ (UTI) เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ท่อปัสสาวะบวม และทำให้เกิดอาการปัสสาวะไม่ออก โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STDs) ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุของอาการบวม และนำไปสู่อาการปัสสาวะไม่ออกได้
  • สาเหตุทางระบบประสาท กระเพาะปัสสาวะอาจทำงานผิดปกติเมื่อเกิดปัญหาในการรับคำสั่งจากสมอง ที่ส่งไปยังกระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะ ผ่านทางเส้นประสาท สาเหตุอย่างเช่นโรคหลอดเลือดสมอง โรคเบาหวาน โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง หรือเอ็มเอส (Multiple Sclerosis) การบาดเจ็บที่กระดูกสันหลังหรืออุ้งเชิงกราน การกดทับไขสันหลังจากเนื้องอก และโรคหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาท (herniated disk) ในเพศหญิง การคลอดลูกอาจส่งผลเสียต่อทางเดินประสาทที่ควบคุมระบบปัสสาวะ หากคุณเคยทำการสวนท่อไว้ อาจเกิดความเสี่ยงในการเกิดอาการได้มากกว่า ความเสี่ยงจะเพิ่มมากขึ้น หากแพทย์เคยใช้อุปกรณ์พิเศษ เช่น การใช้เครื่องมือที่มีกล้องติดกับท่อขนาดยาวใส่เข้าไปตามท่อปัสสาวะ (ureteroscope) หรือการส่องกล้องทางเดินปัสสาวะ (cystoscope)
  • การใช้ยาบางชนิด ส่งผลกระทบต่อการทำงานของกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งทำให้เกิดอาการปัสสาวะไม่ออก ยากลุ่มนี้ ได้แก่ ยากลุ่มแอนตีโคลีเนอร์จิคส์ (anticholinergics) ยาต้านซึมเศร้า ยาแอนตี้ฮีสตามีน ยาลดความดัน ยาระงับอาการทางจิต (antipsychotics) ฮอร์โมนทดแทน และกลุ่มยาคลายกล้ามเนื้อ
  • ยาที่ให้ก่อนการผ่าตัด ที่ทำให้เกิดอาการง่วงซึม อาจทำให้เกิดภาวะปัสสาวะไม่ออกหลังการผ่าตัด การผ่าตัดดังกล่าวได้แก่ การผ่าตัดเปลี่ยนสะโพก การผ่าตัดลำไส้ใหญ่ การผ่าตัดเกี่ยวกับโรคของผู้หญิง การผ่าตัดริดสีดวงทวาร อาจทำให้เกิดภาวะปัสสาวะไม่ออก

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอาการฉี่ไม่ออก

ปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอาการฉี่หรือปัสสาวะไม่ออก มีดังนี้

  • เพศชายสูงอายุ เนื่องจากเกิดภาวะต่อมลูกหมากโตไม่รุนแรงในคนกลุ่มนี้
  • เพศชายสูงอายุที่มีภาวะต่อมลูกหมากโต
  • นิ่วในไต ท่อไต หรือในกระเพาะปัสสาวะ
  • ภาวะกระเพาะปัสสาวะหย่อนในเพศหญิง เป็นอาการที่กระเพาะปัสสาวะหย่อนออกมาช่องคลอด
  • ภาวะช่องคลอดหย่อน ภาวะที่ช่องทวารหนักและผนังส่วนหลังของช่องคลอดยื่นต่ำลงมาที่รูเปิดช่องคลอด
  • การติดเชื้อซ้ำในระบบปัสสาวะที่อาจทำให้เกิดโรคท่อปัสสาวะตีบ (urethral strictures)
  • ผู้ป่วยโรคเบาหวาน
  • การบาดเจ็บที่ไขสันหลัง

การวินิจฉัยและการรักษา

ข้อมูลเหล่านี้ไม่สามารถแทนคำปรึกษาทางการแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยอาการฉี่ไม่ออก

แพทย์ทำการวินิจฉัยอาการได้โดยการซักประวัติของอาการอย่างละเอียด และตรวจร่างกาย รวมถึงการตรวจอวัยวะเพศและทวารหนัก

หากแพทย์ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม อาจมีการตรวจเพิ่มเติม ดังนี้

  • การตรวจปัสสาวะหรือตรวจเลือด
  • การตรวจปริมาณปัสสาวะเหลือค้าง (PVR)
  • การส่องกล้องทางเดินปัสสาวะ
  • การตรวจโดยอัลตร้าซาวน์และซีทีสแกน
  • การสวนท่อปัสสาวะ
  • การตรวจคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ

การรักษาอาการฉี่ไม่ออก

การรักษาอาการฉี่หรือปัสสาวะไม่ออกเรื้อรังหรือเฉียบพลัน ที่กลายเป็นภาวะเรื้อรังนั้น ขึ้นอยู่กับสาเหตุของการเกิด สำหรับการรักษาในผู้ป่วยชายที่มีภาวะต่อมลูกหมากโต อาจใช้ยาเพื่อทำให้ต่อมลูกหมากเล็กลง เช่น ยาอัลฟ่า-บล็อกเกอร์ (alpha-blockers) และ ยา 5-อัลฟา รีดักเตส อินฮิบิเตอร์ (5-alpha reductase inhibitors) อย่างยาฟิแนสเตอไรด์ (finasteride) และดูตาสเตอไรด์ (dutasteride) การรักษาด้วยการผ่าตัดต่อมลูกหมากออกหรือลดขนาดต่อมลูกหมากลง อาจเป็นอีกหนึ่งวิธีในการรักษาภาวะปัสสาวะไม่ออก

การผ่าตัดต่อมลูกหมากผ่านท่อปัสสาวะ เป็นวิธีการที่ใช้บ่อยที่สุดในกรณีต่อมลูกหมากโต ระหว่างการผ่าตัด แพทย์จะใส่เครื่องมือผ่านสายสวนท่อปัสสาวะเพื่อตัดส่วนใดส่วนหนึ่งของต่อมลูกหมาก ยังมีวิธีการอื่นๆ ในการรักษาโดยไม่ใช่การผ่าตัด แพทย์อาจใช้พลังงานเช่น พลังงานไมโครเวฟและเลเซอร์ เพื่อกำจัดส่วนที่อุดตัน

สำหรับผู้หญิงที่มีภาวะกระเพาะปัสสาวะหย่อน หรือภาวะช่องคลอดหย่อน ที่เป็นสาเหตุของอาการปัสสาวะไม่ออก หากเป็นอาการที่ไม่รุนแรงมาก อาจใช้การออกกำลังกาย เพื่อช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน แพทย์อาจใช้ห่วงพยุงในช่องคลอด เพื่อรองรับกระเพาะปัสสาวะ แพทย์อาจแนะนำให้ใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจน ในกรณีที่คุณอยู่ในช่วงวัยหมดประจำเดือน การรักษาโดยการผ่าตัดอาจจำเป็นในกรณีที่อาการรุนแรง เพื่อรักษาการหย่อนของกระเพาะปัสสาวะหรือทวารหนัก

ในกรณีท่อปัสสาวะตีบ แพทย์อาจใช้วิธีสวนเพื่อขยายท่อปัสสาวะ อาจใช้วิธีการผ่าตัดโดยการใช้มีดผ่าตัดหรือเลเซอร์ เพื่อเปิดส่วนที่ตีบออก การดามขดลวดเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยเปิดท่อปัสสาวะในเพศชาย

หากอาการปัสสาวะไม่ออกเกิดจากสาเหตุเกี่ยวกับระบบประสาท อาจจำเป็นต้องใช้สายสวนปัสสาวะด้วยตนเองที่บ้าน

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเอง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเองที่ช่วยจัดการอาการฉี่ไม่ออก

อาการฉี่หรือปัสสาวะไม่ออกเฉียบพลัน จำเป็นต้องมีการขับปัสสาวะออกทันที จึงควรรีบไปสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุด คุณอาจใช้บริการดูแลสุขภาพที่บ้าน แต่ไม่ควรละเลยการตรวจวินิจฉัย หากเกิดอาการปวด การนอนแช่น้ำอุ่นเพื่อผ่อนคลายอุ้งเชิงกราน หรือปล่อยให้น้ำไหลผ่านร่างกาย เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของปัสสาวะ สามารถช่วยบรรเทาอาการได้

ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับยาที่แพทย์สั่ง รวมถึงยาที่ซื้อมารับประทานเอง เพื่อประเมินว่ามียาชนิดใดที่อาจส่งผลกระทบต่อการขับปัสสาวะของคุณ

ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว (เช่น ผู้ที่มีอาการป่วยหรือได้รับการผ่าตัดและอยู่ในช่วงพักฟื้น) ที่ส่งผลต่อการขับปัสสาวะ ควรลุกขึ้นและเดินเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของระบบปัสสาวะ

การดูแลอาการท้องผูกด้วยอาหารที่มีกากใย และยาระบายตามคำแนะนำของแพทย์อาจช่วยบรรเทาอาการได้

หากคุณมีคำถาม ควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำความเข้าใจวิธีการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Review Date: มกราคม 24, 2019 | Last Modified: สิงหาคม 27, 2019

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย