ปากมดลูกปลิ้น (Cervical Ectropion)

โดย ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ

คำจำกัดความ

ปากมดลูกปลิ้นคืออะไร

ปากมดลูกปลิ้น (Cervical ectropion) คือการที่เซลล์อ่อน (เซลล์ในคลองปากมดลูก) ซึ่งเรียงเป็นเเนวอยู่ภายในช่องคอมดลูกกระจายตัวออกไปยังพื้นผิวนอกปากมดลูก ปกติเเล้วเซลล์นอกปากมดลูกจะเป็นเซลล์แข็ง (เซลล์เยื่อบุ)

บริเวณที่ซึ่งเซลล์ทั้งสองประเภทมาบรรจบกันนี้เรียกว่าพื้นที่เปลี่ยนผ่าน โดยปากมดลูกถือเป็น “คอ” ของมดลูก เพราะเป็นพื้นที่เชื่อมต่อระหว่างมดลูกกับช่องคลอดของคุณ

อาการดังกล่าวบางครั้งเรียกว่าการกร่อนของปากมดลูก นอกจากชื่อดังกล่าวจะไม่มีความหมายเเน่นอนเเล้ว ยังชวนให้เข้าใจผิดอีกด้วย คุณสบายใจได้เลยว่ามดลูกของคุณไม่ได้กร่อนจริงๆ

อาการปากมดลูกปลิ้นไม่ใช่มะเร็ง เเละไม่ได้กระทบกับภาวะเจริญพันธุ์ของผู้หญิง เเท้จริงเเล้ว อาการดังกล่าวไม่ใช่โรค เแต่กระนั้น อาการนี้ก็สามารถก่อให้เกิดปัญหาสำหรับผู้หญิงบางคนได้

ปากมดลูกปลิ้นพบได้บ่อยเเค่ไหน

อาการปากมดลูกปลิ้นเป็นอาการพบได้บ่อยสำหรับผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ โปรดปรึกษาเเพทย์สำหรับข้อมูลอื่นๆ

อาการ

อาการปากมดลูกปลิ้นเป็นอย่างไร

ถ้าคุณเป็นเหมือนผู้หญิงส่วนใหญ่ที่มีอาการดังกล่าว คุณจะไม่มีอาการใดปรากฏเลย อาจฟังดูเเปลก แต่คุณอาจจะไม่ได้รับรู้ถึงโรคดังกล่าวเลย จนกระทั่งคุณไปหานรีเเพทย์เเละได้รับการตรวจภายใน

ถ้าคุณมีอาการปรากฏ อาการดังกล่าวอาจรวมถึง

  • มีตกขาว
  • เลือดออกกะปริบกะปรอยในช่วงไม่มีรอบเดือน
  • อาการเจ็บเเละมีเลือดไหลระหว่างหรือหลังมีเพศสัมพันธ์

อาการเจ็บเเละเลือดไหลอาจเกิดขึ้นระหว่างหรือภายหลังการตรวจภายในได้เช่นกัน อาการดังกล่าวจะรุนเเรงสำหรับผู้หญิงบางคน ตกขาวจะก่อให้เกิดความรำคาญ เเละอาการเจ็บปวดจะขัดความสุขที่เกิดขึ้นระหว่างมีเพศสัมพันธ์

อาการปากมดลูกปลิ้นยังเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด ในการทำให้มีเลือดไหลในช่วงเดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์

สาเหตุของอาการเหล่านี้เกิดจากเซลล์ปากมดลูกที่บอบบางว่าเซลล์เยื่อบุผิว เซลล์ปากมดลูดจึงผลิตมูกออกมามากกว่าเเละมีเเนวโน้มที่จะมีเลือดออกได้ง่าย

ถ้าคุณมีอาการเหล่านี้เเต่ไม่รุนเเรง คุณไม่ควรทึกทักเอาว่าคุณเป็นมีปัญหาเรื่องปากมดลูกปลิ้น แต่ควรเข้ารับการวินิจฉัยอย่างถูกต้องจากเเพทย์จะดีที่สุด

อาจมีอาการอื่นๆ ที่ไม่ได้กล่าวถึงข้างต้น โปรดปรึกษาเเพทย์ หากคุณมีความกังวลเกี่ยวกับอาการดังกล่าว

เมื่อไหร่ที่ควรไปหาหมอ

คุณควรติดต่อเเพทย์เมื่อคุณมีอาการดังต่อไปนี้

  • เลือดไหลในช่วงต่อของการมีประจำเดือน
  • ตกขาวผิดปกติหรือเจ็บปวดในระหว่างหรือหลังมีเพศสัมพันธ์

อาการปากมดลูกปลิ้นไม่ได้ร้ายแรง เเต่สัญญาณเเละอาการเหล่านี้อาจเป็นผลมาจากโรคอื่น ที่ควรจะได้รับการรักษาหรือชี้ชัดว่าคุณเป็นโรคนั้นหรือไม่

อาการดังกล่าวบางอย่างได้แก่

  • การติดเชื้อ
  • มีเนื้องอกมดลูกหรือติ่งเนื้อยื่นออกมา
  • เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis)
  • ปัญหากับห่วงอนามัย
  • ปัญหากับการตั้งครรภ์
  • มะเร็งปากมดลูก มะเร็งมดลูก เเละมะเร็งประเภทอื่นๆ

โปรดปรึกษาเเพทย์ หากคุณหรือคนที่คุณรักมีสัญญาณหรืออาการข้างต้น รวมถึงหากคุณมีข้อสงสัย ร่างกายของทุกคนต่างมีการตอบสนองที่เเตกต่างกัน วิธีที่ดีที่สุดคือการปรึกษาเเพทย์ว่า อะไรเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับสถานการณ์ของคุณ

สาเหตุ

สาเหตุของอาการปากมดลูกปลิ้น

ผู้หญิงบางคนเกิดมาพร้อมกับอาการปากมดลูกปลิ้น โดยอาการดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้จาก

การเปลี่ยนเเปลงของฮอร์โมน ปากมดลูกปลิ้นอาจเกิดจากความผันผวนของระดับฮอร์โมน เเละพบได้บ่อยมากในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ ผู้หญิงที่เข้าสู่ช่วงหมดประจำเดือน (menopause) มักไม่มีอาการดังกล่าว

กินยาคุมกำเนิด การกินยาคุมกำเนิดจะส่งผลต่อระดับฮอร์โมนเ เละทำให้เกิดอาการปากมดลูกปลิ้นได้

การตั้งครรภ์ การตั้งครรภ์อาจก่อให้เกิดอาการปากมดลูกปลิ้นได้ เนื่องจากการเปลี่ยนเเปลงของระดับฮอร์โมน

ปัจจัยเสี่ยง

อะไรเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอาการปากมดลูกปลิ้น

วัยรุ่น หญิงตั้งครรภ์ เเละผู้หญิงทั่วไปที่ทานยาคุมกำเนิด หรือใช้แผ่นเเปะเอสโตรเจนเพื่อคุมกำเนิด มีโอกาสที่จะมีอาการดังกล่าวสูงกว่า เมื่อเทียบกับผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือน

โปรดปรึกษาเเพทย์เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยและการรักษาโรค

ข้อมูลเหล่านี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ใดๆ โปรดปรึกษาแพทย์ของคุณ ทุกครั้ง เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

เเพทย์วินิจฉัยอาการปากมดลูกปลิ้นอย่างไร

คนส่วนมากที่มีอาการปากมดลูกปลิ้นมักไม่รู้ว่าตัวเองมีอาการดังกล่าว ส่วนใหญ่เเล้วจะได้ตรวจพบเมื่อรับการตรวจภายในตามปกติจากเเพทย์

อาการปากมดลูกปลิ้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับมะเร็งปากมดลูก อย่างไรก็ตาม ปากมดลูกของผู้หญิงที่เป็นมีอาการดังกล่าว อาจดูคล้ายกับปากมดลูกของผู้หญิงที่เริ่มเป็นมะเร็งปากมดลูก

ด้วยเหตุนี้ เเพทย์จึงจำเป็นที่จะต้องชี้ชัดว่าอาการดังกล่าวคือมะเร็งปากมดลูกหรือไม่ หากปากมดลูกมีสีเเดงหรืออักเสบผิดปกติ เเพทย์จะวินิจฉัยด้วยวิธีต่อไปนี้

การตรวจแป๊ปสเมียร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูเเลสุขภาพจะขูดตัวอย่างเซลล์ปากมดลูก เพื่อตรวจหาเชื้อเอชพีวี (HPV) เเละการเปลี่ยนเเปลงของเซลล์มะเร็ง เหรือเซลล์ก่อนเป็นมะเร็ง

การส่องตรวจช่องคลอด ได้แก่การที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพตรวจปากมดลูกอย่างละเอียด ด้วยเครื่องมือที่ใช้ขยายปากมดลูกพร้อมไฟส่อง

การตรวจชิ้นเนื้อ การนำตัวอย่างของเนื้อเยื่อมาตรวจเพื่อหาเซลล์มะเร็ง ผู้หญิงอาจรู้สึกปวดเกร็งที่ท้องระหว่างการตรวจดังกล่าว

การรักษาอาการปากมดลูกปลิ้น

อาการปากมดลูกปลิ้นไม่ใช่อาการอันตราย เเละไม่จำเป็นรักษาเสมอไป

ในการีวิวเมื่อปี 2008 นักวิจัยได้บันทึกว่า ไม่มีข้อมูลใดสนับสนุนให้มีการตรวจอาการปากมดลูกปลิ้นเป็นประจำ อย่างไรก็ตาม เเพทย์จะเเนะนำเมื่ออาการของโรคก่อให้เกิดความรำคาญ

ถ้าผู้หญิงเคยมีอาการ อย่างเช่นเจ็บปวดหรือเลือดไหล เเพทย์อาจเเนะนำให้ใช้การจี้เนื้อเยื่อ (cauterization) ซึ่งเป็นวิธีกำจัดเซลล์ปากมดลูกที่กระจายออกมาด้านนอกโดยไม่ทำให้เกิดความเจ็บปวด

เเม้ว่าการจี้เนื้อเยื่อจะเเก้อาการปากมดลูกปลิ้นได้ เเต่เเพทย์อาจต้องจี้ใหม่อีกครั้งหากผู้ป่วยมีอาการอีก

การรักษาโดยการจี้เนื้อเยื่อมีวิธีการแตกต่างกันสามแบบคือ

การอบด้วยความร้อน (Diathermy) การใช้ความร้อนเพื่อจี้เนื้อเยื่อบริเวณที่มีอาการ

การรักษาด้วยความเย็น (Cryotherapy) การใช้คาร์บอนไดออกไซด์ที่เย็นมาก เพื่อทำให้บริเวณที่มีอาการเเข็งตัว รายงานการศึกษาในปี 2016 พบว่านี่เป็นวิธีการรักษาที่ได้ผลสำหรับผู้หญิงที่มีอาการดังกล่าว เเละมีมูกไหลเป็นจำนวนมาก

การใช้ซิลเวอร์ไนเตรท (silver nitrate) เป็นอีกวิธีหนึ่งของการจี้เนื่อเยื่อเซลล์ปากมดลูกให้ไหม้

หลังการรักษา เเพทย์อาจเเนะนำให้ผู้หญิงหลีกเลี่ยงกิจกรรมทางเพศบางอย่าง เเละไม่ใช้ผ้าอนามัยเเบบสอดเป็นเวลาสี่สัปดาห์ หลังจากช่วงเวลาดังกล่าว ปากมดลูกของเธอควรจะหายเป็นปกติ

ถ้าผู้หญิงที่ได้รับการรักษามีอาการดังต่อไปนี้ เธอควรจะกลับไปหาหมอ

  • มีมูกที่มีกลิ่นเหม็น
  • เลือดไหลอย่างมาก (มากกว่าประจำเดือนโดยทั่วไป)
  • เลือดไหลไม่หยุด

อาการเหล่านี้อาจบ่งชี้ถึงการติดเชื้อหรืออาการอื่นที่แอบแฝงอยู่ ผู้หญิงจึงไม่ควรละเลยอาการดังกล่าว

การเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเอง

การเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์หรือการเยียวยาตนเองที่ช่วยจัดการอาการปากมดลูกปลิ้น

หากคุณมีคำถามเพิ่มเติม โปรดปรึกษาเเพทย์เพื่อให้เข้าใจทางออกที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำเเนะนำทางการเเพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรค แต่อย่างใด

Review Date: มิถุนายน 19, 2018 | Last Modified: สิงหาคม 28, 2019

แหล่งที่มา