ภาวะพิษจากยาดิจ็อกซิน (Digoxin toxicity)

โดย ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์

ภาวะพิษจากยาดิจ็อกซิน คือ การใช้ยาดิจ็อกซินเกินขนาด หรือยาดิจ็อกซินเป็นพิษ เป็นภาวะที่เป็นอันตรายต่อชีวิต ซึ่งสามารถเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันหรือเรื้อรัง

คำจำกัดความของ ภาวะพิษจากดิจ็อกซิน

ภาวะพิษจากดิจ็อกซิน คืออะไร

ดิจ็อกซิน (Digoxin) มักใช้รักษาภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ (Atrial Fibrillation) โดยเฉพาะภาวะหัวใจวาย (Congestive Heart Failure) ที่เกิดขึ้นร่วมกัน ภาวะพิษจากยาดิจ็อกซิน (Digoxin Toxicity) เรียกอีกอย่างว่าภาวะพิษจากคาร์ดิแอกไกลโคไซด์ (Cardiac Glycoside Toxicity) การใช้ยาดิจ็อกซินเกินขนาด หรือยาดิจ็อกซินเป็นพิษ และเป็นภาวะที่เป็นอันตรายต่อชีวิต ภาวะนี้มีอาการเกี่ยวกับกระเพาะอาหารและลำไส้ และมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดในช่องท้อง และท้องเสีย อาการเกี่ยวกับหัวใจเป็นสิ่งที่น่ากังวลมากที่สุด และสามารถเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ ภาวะพิษจากยาดิจ็อกซินสามารถเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันหรือเรื้อรัง

ภาวะพิษจากดิจ็อกซินพบได้บ่อยเพียงใด

ในช่วงปี ค.ศ. 1780 ต้นฟ็อกซ์โกลฟ (Foxglove Plant) ที่ใช้สกัดยาดิจ็อกซิน ใช้ในการรักษาภาวะหัวใจวาย มีการใช้ต่อเนื่องมากกว่า 230 ปี เพื่อรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ โดยเฉพาะหากมีภาวะหัวใจวายหรือภาวะการทำงานผิดปกติของโพรงสมอง (Ventricular Dysfunction) ปัจจุบัน จำนวนผู้ป่วยที่มีภาวะพิษจากยาดิจ็อกซินมีอัตราคงที่ ถึงแม้ว่าการใช้ยาดิจ็อกซินเพิ่มขึ้น โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

อาการ

อาการภาวะพิษจากยาดิจ็อกซิน

ภาวะพิษจากยาดิจ็อกซิน เฉียบพลัน มีแนวโน้มที่จะส่งผลต่อผู้ที่อายุน้อยมากกว่า ตามด้วยการใช้ยาดิช็อกซินเกินขนาด อาการที่พบโดยทั่วไปคือ อาการคลื่นไส้ อาเจียน ภาวะเลือดมีโพแทสเซียมสูง (Hyperkalemia) และภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Dysrhythmias)

ภาวะพิษจากยาดิจ็อกซินเรื้อรังมักเกิดขึ้นในผู้สูงอายุ เป็นผลมาจากความสามารถของร่างกายที่ลดลงในการกำจัดยาดิจ็อกซิน ซึ่งเกิดจากการทำงานของไตที่ลดลง หรือปฏิกิริยาระหว่างตัวยา อาการที่มักพบทั่วไปคือ อาการคลื่นไส้ ไม่สบาย และอ่อนเพลีย

ภาวะพิษจากยาดิจ็อกซินเฉียบพลัน มักทำให้เกิดอาการเกี่ยวกับกระเพาะอาหารและทางเดินอาหาร เช่น ภาวะเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน และปวดในช่องท้อง นอกจากนี้ยังมีการบรรยายถึงภาวะการมองเห็นที่เปลี่ยนแปลง รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงในการมองเห็นภาพสีอีด้วย มักมีการตรวจพบภาวะเลือดมีโพแทสเซียมสูง และเป็นอาการที่ช่วยพยากรณ์โรค ในทางกลับกัน ภาวะพิษจากยาดิจ็อกซิน เรื้อรังมีอาการที่ค่อยเป็นค่อยไป อาการเกี่ยวกับทางเดินอาหารสามารถระบุได้น้อยกว่าภาวะพิษจากยาดิจ็อกซินเฉียบพลัน อาการทางประสาท เช่น อาการง่วงซึม อ่อนเพลีย มึนงง และหมดแรง มักพบได้ทั่วไป อาจสังเกตได้ถึงภาวะเลือดมีโพแทสเซียมมาก หรือภาวะเลือดมีโพแทสเซียมน้อย (Hypokalemia)

อาจมีบางอาการที่ไม่ได้ระบุไว้ข้างต้น หากมีข้อกังวลเกี่ยวกับอาการใดก็ตาม โปรดปรึกษาแพทย์

ควรไปพบหมอเมื่อใด

หากคุณหรือคนที่คุณรักมีสิ่งบ่งชี้หรืออาการใดๆ ตามที่ระบุข้างต้น หรือมีคำถาม โปรดปรึกษาแพทย์ ร่างกายของแต่ละบุคคลมีการตอบสนองแตกต่างกัน ทางที่ดีที่สุดให้ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับวิธีรักษาที่ดีที่สุด ตามสถานการณ์ของคุณ

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัย หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

สาเหตุ

สาเหตุของภาวะพิษจากดิจ็อกซิน

ในผู้ป่วยวัยเด็ก ภาวะพิษจากยาดิจ็อกซินเกิดจากการใช้ยาดิจ็อกซินมากเกินขนาดในทันที ในขณะที่ภาวะนี้ในผู้สูงอายุ จะเกิดจากความสามารถในการขจัดยาดิจ็อกซินที่ลดลง

ดิจ็อกซินมักใช้รักษาภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ โดยเฉพาะภาวะหัวใจวายที่เกิดขึ้นร่วมกัน ยาคาร์ดิแอกไกลโคไซด์รวมทั้งยาดิจ็อกซิน ยับยั้ง sodium-potassium-ATPase ส่งผลให้เกิดภาวะโซเดียมในเซลล์สูงขึ้น และภาวะโพแทสเซียมนอกเซลล์สูงขึ้น ท้ายที่สุดแล้ว ภาวะโซเดียมในเซลล์สูงขึ้นนั้น ส่งผลให้เกิดภาวะแคลเซียมในเซลล์สูงขึ้น และการบีบตัวของหัวใจเพิ่มขึ้น (increased inotropy) ภาวะแคลเซียมในเซลล์ที่มากเกินไปสามารถก่อให้เกิดภาวะการเต้นของหัวใจที่ช้าลง ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดภาวะพิษจากยาดิจ็อกซิน

โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยและการรักษาโรค

ข้อมูลที่นำเสนอมิได้ใช้แทนข้อแนะนำทางการแพทย์ ให้ปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัย

การวินิจฉัยภาวะพิษจากยาดิจ็อกซินมักเป็นการวินิจฉัยทางคลินิก โดยยึดตามอาการ รวมทั้งการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (electrocardiogram) และโพแทสเซียม ระดับตัวยาดิจ็อกซินสามารถใช้วินิจฉัยได้ แต่ไม่ควรเป็นพื้นฐานสำหรับกำหนดภาวะพิษจากยาดิช็อกซิน

เนื่องจากดัชนีในการรักษาที่จำกัดของยาดิจ็อกซิน ผู้ป่วยสามารถเกิดภาวะพิษจากยาดิจ็อกซินได้ด้วยปริมาณตัวยาดิจ็อกซินที่ใช้สำหรับการรักษาโรค ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ปริมาณตัวยาดิจ็อกซินที่สูงขึ้น ก็ไม่สามารถตีความได้ว่าจะเกิดภาวะพิษจากยาดิจ็อกซิน

ยากลุ่มคาร์ดิแอกไกลโคไซด์ รวมทั้งยาสกัดจากพืชต่างๆ (ตัวอย่างเช่น ยี่โถ ลิลี่ เป็นต้น) สามารถก่อให้เกิดภาวะพิษจากยาคาร์ดิแอกไกลโคไซด์ ในผู้ป่วยเหล่านี้ ปริมาณตัวยาดิจ็อกซินที่ตรวจจับได้ สามารถช่วยยืนยันการวินิจฉัยได้ แต่เนื่องจากการทดสอบได้รับการออกแบบมาเฉพาะเพื่อวัดปริมาณตัวยาดิจ็อกซิน การตีความค่าทั้งหมดของระดับตัวยา จึงใช้ไม่ได้ และระดับตัวยาสามารถใช้เพื่อยืนยันการใช้ยาได้เท่านั้น ไม่สามารถประเมินระดับการใช้ยาได้

ปริมาณตัวยาดิจ็อกซินอิสระ สามารถใช้เพื่อช่วยจำแนกความแตกต่าง ระหว่างสารคล้ายตัวยาดิจ็อกซินจากภายใน รวมทั้งใช้วัดปริมาณตัวยาดิจ็อกซินที่กระจายตัว หลังจากการรักษาเพื่อแก้พิษยาได้

ค่าตรวจวัดปกติ

ปริมาณความเข้มข้นตัวยาดิจ็อกซินในเลือด ที่มีฤทธิ์ในการรักษาควรมีค่าเป็น 0.8-2.0 ng/mL.

ปริมาณความเข้มข้นของโพแทสเซียมในเลือด ในระดับปกติควรมีค่าเป็น 3.5-5 mEq/L.

การทดสอบเพื่อยืนยัน

ปริมาณความเข้มข้นของตัวยาดิจ็อกซินในเลือด สามารถใช้เพื่อช่วยยืนยันการใช้ยาดิจ็อกซิน เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องระลึกไว้ว่า ปริมาณความเข้มข้นของตัวยาดิจ็อกซินที่สูงขึ้น ไม่ได้บ่งชี้ถึงภาวะพิษจากยาดิจ็อกซิน ในทำนองเดียวกัน ผู้ป่วยอาจมีภาวะพิษจากยาคาร์ดิแอกไกลโคไซด์ได้ในขณะที่ใช้ยาดิจ็อกซินในการรักษา

การรักษา

ควรเลิกใช้ยาดิจ็อกซินโดยทันที ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmia) ควรได้รับการรักษาตามหลักการ Advanced Cardiac Life Support (ACLS) โดยมีข้อยกเว้น ห้ามให้แคลเซียมทางหลอดเลือด ซึ่งเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ เนื่องจากอาจก่อให้เกิดการออกฤทธิ์ของยาดิจ็อกซินตามที่ได้อธิบายไว้ข้างต้น การให้ยาทางหลอดเลือดใช้สำหรับภาวะความดันโลหิตต่ำ (hypotension) หากมีความผิดปกติของระบบไหลเวียนโลหิต หรือมีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะอย่างรุนแรง จากภาวะพิษจากยาดิจ็อกซินแล้ว วิธีการรักษาหลักคือ การใช้แอนติบอดีเฉพาะสำหรับยาดิช็อกซิน หรือ Fab

ข้อบ่งใช้สำหรับการใช้ Fab มีดังนี้

  • ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต ได้แก่ ภาวะหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะ (หัวใจห้องล่างเต้นแผ่วระรัว/ หัวใจห้องล่างเต้นเร็ว) ภาวะหัวใจห้องล่างหยุดเต้น ภาวะสัญญาณไฟฟ้าหัวใจถูกขัดขวาง หรือภาวะหัวใจเต้นช้ากว่าปกติ
  • หลักฐานแสดงให้เห็นถึงภาวะอวัยวะสำคัญล้มเหลว เช่น ไตล้มเหลว ตับวาย ภาวะฉุกเฉินของระบบประสาท ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงของสติสัมปชัญญะ
  • ภาวะเลือดมีโพแทสเซียมมากอย่างมีนัยสำคัญ (โพแทสเซียมในรูปเซรั่ม > 5.5 mmol/L)

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเอง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเองเพื่อรับมือกับภาวะพิษจากดิช็อกซิน

หากคุณมีข้อสงสัย โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อให้เข้าใจได้ดีขึ้นถึงวิธีการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

Review Date: ตุลาคม 3, 2018 | Last Modified: สิงหาคม 28, 2019