ภาวะรังไข่ถูกกระตุ้นมากเกินไป (Ovarian Hyperstimulation Syndrome)

โดย ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ

ภาวะรังไข่ถูกกระตุ้นมากเกินไป ส่งผลกับผู้หญิงที่ได้รับการฉีดยาฮอร์โมน เพื่อกระตุ้นให้มีการพัฒนาของไข่ในรังไข่ อาจเกิดขึ้นกับผู้หญิงที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการผสมเทียม

คำจำกัดความ

ภาวะรังไข่ถูกกระตุ้นมากเกินไป คืออะไร

ภาวะรังไข่ถูกกระตุ้นมากเกินไป (Ovarian hyperstimulation syndrome หรือ OHS) ส่งผลกับผู้หญิงที่ได้รับการฉีดยาฮอร์โมนเข้าเส้นเลือด เพื่อกระตุ้นให้มีการพัฒนาของไข่ในรังไข่ อาจเกิดขึ้นกับผู้หญิงที่กำลังอยู่ในขั้นตอนของการปฏิสนธินอกร่างกาย (IVF) หรือการผสมเทียม มีการชักนำให้ไข่ตก (ovulation induction) หรือรับการฉีดอสุจิเข้าสู่โพรงมดลูก (intrauterine insemination)

การให้ยาฮอร์โมนที่มากเกินไปสามารถทำให้เกิด ภาวะรังไข่ถูกกระตุ้นมากเกินไป ซึ่งก็คือการที่รังไข่เกิดการบวมและปวด ผู้หญิงส่วนน้อยอาจจะมีภาวะรังไข่ถูกกระตุ้นมากเกินไป ในระดับรุนแรง ซึ่งสามารถทำให้เกิดการเพิ่มน้ำหนักอย่างรวดเร็ว ปวดท้อง อาเจียน และหายใจติดขัด

ในกรณีที่ไม่บ่อยนัก ภาวะรังไข่ถูกกระตุ้นมากเกินไป อาจจะเกิดขึ้นขณะที่ทำการรักษาภาวะเจริญพันธุ์ (fertility treatments) โดยรับประทานยาจำพวกโคลมีฟีน (Clomiphene) อย่างเช่น คลอมิด (Clomid) หรือ เซโรฟีน (Serophene) ใบบางครั้ง ภาวะรังไข่ถูกกระตุ้นมากเกินไป สามารถเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยไม่เกี่ยวข้องกับการรักษาภาวะเจริญพันธุ์

ภาวะนี้พบได้บ่อยแค่ไหน

ภาวะรังไข่ถูกกระตุ้นมากเกินไปในระดับเบานั้น พบมากในผู้หญิงที่กำลังอยู่ในขั้นตอนของการผสมเทียม โดยมีผลกระทบต่อถึงผู้หญิง 33 คน จาก 100 คน คิดเป็นร้อยละ 33 อย่างไรก็ตาม มีแค่ราว 1 ใน 100 คน ที่จะกลายเป็น OHS ระดับกลางหรือรุนแรง อาการส่วนใหญ่มักจะหายไปภายใน 7-10 วัน สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดปรึกษากับคุณหมอ

อาการ

อาการของภาวะรังไข่ถูกกระตุ้นมากเกินไป

อาการทั่วไปมีดังนี้คือ

บางกรณีหายาก อาจจะมีอาการร้ายแรง เช่น

  • น้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มากกว่า 4.5 กิโลกรัมใน 3-5 วัน
  • มีอาการปวด หรือบวมอย่างรุนแรง บริเวณหน้าท้อง
  • ปัสสาวะได้ลดลง
  • หายใจติดขัด
  • คลื่นไส้ อาเจียน และท้องร่วง

อาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใดๆ โปรดปรึกษาหมอของคุณ

ควรไปพบหมอเมื่อไร

ถ้าคุณมีอาการใดๆ ที่กล่าวมาข้างต้น หรือมีข้อสงสัยใดๆ ควรปรึกษากับคุณหมอ เนื่องจากร่างกายของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ทางที่ดีที่สุดจึงควรพูดคุยกับหมอ เพื่อหาแนวทางในการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

สาเหตุ

สาเหตุของภาวะรังไข่ถูกกระตุ้นมากเกินไป

สาเหตุของภาวะรังไข่ถูกกระตุ้นมากเกินไป (OHS) ยังไม่เป็นที่เข้าใจแน่ชัด แม้การมีระดับสูงๆ ของฮอร์โมนเอชซีจี (human chorionic gonadotropin) ซึ่งมักจะผลิตมาในช่วงของการตั้งครรภ์ และเข้ามามีบทบาทในระบบของคุณ จะมีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้ก็ตาม เนื่องจากหลอดเลือดในรังไข่มีปฏิกิริยาที่ไม่ปกติกับฮอร์โมนเอชซีจี และหลั่งของเหลวออกมา ของเหลวนี้เองที่ทำให้รังไข่มีอาการบวม และบางครั้งก็อาจมีของเหลวจำนวนมากเคลื่อนตัวเข้าสู่ช่องท้อง

ในช่วงของการรักษาภาวะเจริญพันธุ์ อาจจะมีการให้ฮอร์โมนเอชซีจีเพื่อเป็น “ตัวกระตุ้น” ให้ถุงไข่ที่โตเต็มที่ตกไข่ออกมา ภาวะรังไข่ถูกกระตุ้นมากเกินไปนั้น มักจะเกิดขึ้นในภายในหนึ่งสัปดาห์ หลังจากได้รับฮอร์โมนเอชซีจี หากคุณเกิดตั้งครรภ์ในช่วงการรักษานี้ ภาวะรังไข่ถูกกระตุ้นมากเกินไปอาจจะทำให้ร่างกายของคุณมีอาการแย่ลง เพราะร่างกายของคุณจะผลิตฮอร์โมนเอชซีจีเพิ่มขึ้น เพื่อตอบสนองกับการตั้งครรภ์

การฉีดยาเพื่อรักษาภาวะเจริญพันธุ์นั้น มักจะทำให้เกิดภาวะ OHSS มากกว่าการรักษาด้วยยาแบบรับประทานอย่างโคลมีฟีน

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงของภาวะรังไข่ถูกกระตุ้นมากเกินไป

ปัจจัยเสี่ยงของ OHS มีหลากหลายประการ อย่างเช่น

  • ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (Polycystic Ovary Syndrome) คือการเจริญพันธุ์ผิดปกติที่พบได้ทั่วไป ทำให้เกิดการมีประจำเดือนอย่างไม่ปกติ เกิดขนส่วนเกิน และสังเหตเห็นรังไข่รูปร่างไม่ปกติจากการทำอัลตร้าซาวด์
  • มีถุงไข่จำนวนมากจนเกินไป
  • อายุต่ำกว่า 30 ปี
  • น้ำหนักน้อย
  • มีระดับของเอสโทรน (Estradiol) ซึ่งคือฮอร์โมนในกลุ่มเอสโตรเจน (estrogen) ในปริมาณที่สูง หรือเพิ่มขึ้นสูง ก่อนการได้รับการฉีดฮอร์โมนกระตุ้นเอชซีจี
  • เคยมีภาวะรังไข่ถูกกระตุ้นมากเกินไปมาก่อน

แต่ในบางกรณี OHS อาจจะเกิดขึ้นกับผู้หญิงที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงเลยแม้แต่น้อยก็เป็นได้

การวินิจฉัยโรคและการรักษาโรค

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์และเภสัชกรทุกครั้งเพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยภาวะรังไข่ถูกกระตุ้นมากเกินไป

หากคุณมีภาวะรังไข่ถูกกระตุ้นมากเกินไป (OHS) ในระดับรุนแรง คุณหมอจะจำเป็นต้องตรวจอาการของคุณอย่างละเอียด คุณอาจจำเป็นต้องพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล

จะมีการวัดน้ำหนักและขนาดของหน้าท้อง การตรวจสอบอาจทำได้โดย

  • อัลตร้าซาวด์ที่บริเวณท้องหรือช่องคลอด
  • เอกซเรย์ที่บริเวณหน้าอก
  • ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดแดง (Complete blood count)
  • ตรวจค่าอิเล็กโทรไลต์ (Electrolytes panel)
  • ตรวจสอบการทำงานของตับ
  • ตรวจวัดปริมาณของปัสสาวะ

การรักษาภาวะรังไข่ถูกกระตุ้นมากเกินไป

โดยทั่วไป OHS จะหายไปเองภายใน 1-2 สัปดาห์ หรืออาจจะนานกว่านั้น หากคุณตั้งครรภ์ การรักษาจะมุ่งเน้นไปที่การรักษาเพื่อทำให้คุณรู้สึกสบาย ลดการทำงานของรังไข่ และหลีกเลี่ยงอาการแทรกซ้อน

OHS ระดับเบาถึงปานกลาง

OHS ระดับเบานั้นมักจะหายไปได้เอง การรักษาสำหรับ OHSS ระดับปานกลาง อาจประกอบด้วยขั้นตอนเหล่านี้

  • ให้ยาต้านอาการคลื่นไส้ หรือยาแก้ปวดที่แพทย์สั่งให้ หรือให้ทั้งสองอย่าง
  • ตรวจร่างกายและทำอัลตร้าซาวด์บ่อยๆ
  • ชั่งน้ำหนักและวัดรอบเอวทุกวัน เพื่อตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรง
  • วัดระดับปัสสาวะที่ผลิตได้ในแต่ละวัน
  • ตรวจเลือดเพื่อคอยสังเกตระดับการคายน้ำ อิเล็กโทรไลต์ที่ไม่สมดุล และปัญหาอื่นๆ
  • บริโภคน้ำให้เพียงพอ
  • ถ่ายของเหลวที่อยู่ในท้องโดยการใช้เข็มจิ้มเข้าไปในช่องท้อง
  • ใช้ถุงน่องซัพพอร์ต (Support stockings) เพื่อช่องป้องกันการเกิดลิ่มเลือด

OHS แบบรุนแรง

สำหรับ OHS แบบรุนแรงจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล เพื่อคอยสังเกตการณ์และใช้การรักษาที่จริงจังขึ้น รวมไปถึงการให้ของเหลวเข้าเส้นเลือด คุณหมออาจจะให้ยาคาเบอร์โกลีน (Cabergoline) เพื่อลดอาการของคุณ ในบางกรณีคุณหมออาจจะให้ยาชนิดอื่น คือ ยาปิดกั้นตัวรับฮอร์โมนโกนาโดโทรปินรีลิสซิง (Gonadotropin releasing hormone antagonist) เพื่อกดการทำงานของรังไข่

อาการแทรกซ้อนที่รุนแรงบางอย่าง อาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาเพิ่มมากขึ้น เช่น การผ่าตัดเพื่อนำซีสต์รังไข่ที่ฉีกขาดออก หรือการดูแลอย่างเข้มงวดสำหรับอาการแทรกซ้อนที่ตับหรือปอด คุณอาจต้องรับยาต้านการแข็งตัวของเลือด (anticoagulant medications) เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดลิ่มเลือดที่ขา

การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเอง

การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์หรือการเยียวยาตนเองที่จะช่วยรับมือกับภาวะรังไข่ถูกกระตุ้นมากเกินไป

ลักษณะไลฟ์สไตล์และการเยียวยาด้วยตนเองต่อไปนี้อาจจะช่วยคุณรับมือกับอาการของ OHS ได้

  • สำหรับอาการไม่สบายในท้อง ลองรับประทานยาแก้ปวดที่หาซื้อได้ตามร้านขายยา เช่น ยาอะเซตามีโนเฟน (acetaminoph) อย่างเช่น ไทลินอลหรืออื่นๆ แต่ควรหลีกเลี่ยงยาไอบูโพรเฟน อย่างเช่น แอดวิล (Advil) มอทริน ไอบี (Motrin IB) และอื่นๆ หรือยานาพรอกเซน (naproxen sodium) อย่างเช่น อะลีฟ (Aleve) และอื่นๆ เพราะยาพวกนี้สามารถส่งผลต่อการฝังตัวของไข่ที่ผสมแล้ว
  • หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ เพราะอาจจะรู้สึกเจ็บปวด และอาจทำให้ซีสต์ในรังไข่ฉีกขาดได้
  • รักษาระดับของการออกกำลังกายเบาๆ เอาไว้ หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมที่รุนแรงหรือมีผลกระทบสูง
  • ชั่งน้ำหนักและวัดรอบท้องทุกๆ วัน แจ้งให้หมอทราบหากมีการเพิ่มขึ้นอย่างไม่ปกติ
  • โทรแจ้งแพทย์ หากคุณมีสัญญาณบ่งชี้หรืออาการที่แย่ลง

หากคุณมีข้อสงสัยใดๆ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำความเข้าใจให้ดีขึ้นถึงทางออกที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

Review Date: สิงหาคม 11, 2018 | Last Modified: สิงหาคม 28, 2019

แหล่งที่มา