มะเร็งอัณฑะ (Testicular Cancer)

โดย ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ

มะเร็งอัณฑะ เป็นโรคมะเร็งที่พบเฉพาะในผู้ชาย เนื่องจากเกิดขึ้นในลูกอัณฑะเท่านั้น มีโอกาสในการรักษาให้หายได้สูง แม้กระทั่งเมื่อมะเร็งแพร่กระจายออกไปจากอัณฑะแล้วก็ตาม

คำจำกัดความ

มะเร็งอัณฑะคืออะไร

มะเร็งอัณฑะ (Testicular cancer) เป็นโรคมะเร็งที่พบเฉพาะในผู้ชาย เนื่องจากเกิดขึ้นในลูกอัณฑะ (testes) เท่านั้น โครงสร้างนี้อยู่ในถุงอัณฑะ ซึ่งเป็นถุงผิวหนังหลวมๆ ใต้องคชาต อัณฑะสังเคราะห์ฮอร์โมนเพศชายและอสุจิสำหรับการสืบพันธุ์

เซลล์ชนิดที่ทำหน้าที่สร้างอสุจิ ซึ่งเรียกว่าเซลล์สืบพันธุ์ (germ cell) มักเป็นต้นเหตุของมะเร็ง มะเร็งเซลล์สืบพันธุ์ที่อัณฑะสองประเภทหลัก ได้แก่ มะเร็งชนิดเซมิโนมา (seminomas) และมะเร็งชนิดไม่ใช่เซมิโนมา (nonseminomas) มะเร็งชนิดเซมิโนมาเติบโตและแพร่กระจายอย่างช้าๆ และตอบสนองต่อรังสีรักษา (radiation therapy) มะเร็งชนิดไม่ใช่เซมิโนมา เติบโตและแพร่กระจายได้เร็วกว่ามะเร็งชนิดเซมิโนมา นอกจากนี้ มะเร็งชนิดไม่ใช่เซมิโนมามีอยู่หลายประเภท

มะเร็งอัณฑะมีโอกาสในการรักษาให้หายได้สูง แม้กระทั่งเมื่อมะเร็งแพร่กระจายออกไปจากอัณฑะแล้วก็ตาม พิจารณาจากประเภทและระยะของมะเร็งอัณฑะ คุณอาจได้รับการรักษาประเภทหนึ่งหรือร่วมกันหลายประเภท

พบได้บ่อยเพียงใด

มะเร็งอัณฑะพบได้น้อย โดยคิดเป็นประมาณร้อยละ 1 ของมะเร็งทั้งหมดในผู้ชาย อย่างไรก็ดี มะเร็งอัณฑะเป็นมะเร็งประเภทที่พบได้มากที่สุดในผู้ชายอายุ 15-35 ปี โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

อาการ

อาการของมะเร็งอัณฑะ

อาการทั่วไปของมะเร็งอัณฑะ ได้แก่

  • ก้อนหรือส่วนที่โตขึ้นในลูกอัณฑะข้างใดข้างหนึ่ง
  • ความรู้สึกหนักในถุงอัณฑะ
  • อาการปวดทึบในท้องหรือต้นขา
  • การสะสมตัวของของเหลวในถุงอัณฑะอย่างกะทันหัน
  • อาการปวดหรือแน่นในลูกอัณฑะหรือถุงอัณฑะ
  • มีส่วนที่โตขึ้น หรือมีอาการกดเจ็บ
  • ปวดหลัง
  • มะเร็งมักส่งผลต่อลูกอัณฑะหนึ่งลูกเท่านั้น

อาจมีสิ่งบ่งชี้หรืออาการบางประการที่ไม่ได้กล่าวถึงข้างต้น หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการ โปรดปรึกษาแพทย์

ควรไปพบหมอเมื่อใด

คุณควรติดต่อแพทย์หากคุณมีอาการปวด บวม หรือมีก้อนโตใดๆ ในบริเวณลูกอัณฑะหรือต้นขา โดยเฉพาะหากสัญญาณและอาการต่างๆ คงอยู่มากกว่าสองสัปดาห์

สาเหตุ

สาเหตุของมะเร็งอัณฑะ

  • ไม่เป็นที่ทราบสาเหตุของมะเร็งอัณฑะในผู้ป่วยส่วนใหญ่
  • แพทย์ทราบว่ามะเร็งอัณฑะเกิดขึ้น เมื่อเซลล์ที่แข็งแรงในอัณฑะถูกแทนที่ด้วยเซลล์ผิดปกติ ในการทำงานของร่างกายตามปกติ เซลล์ที่แข็งแรงแบ่งตัวเป็นลำดับ แต่ในบางครั้ง เซลล์บางเซลล์มีความผิดปกติเกิดขึ้น ซึ่งทำให้การเติบโตดังกล่าวไม่สามารถควบคุมได้ หลังจากนั้น เซลล์มะเร็งเหล่านี้ยังคงแบ่งตัว ถึงแม้ว่าไม่จำเป็นต้องมีเซลล์ใหม่แล้ว ท้ายที่สุดแล้ว เซลล์ที่สะสมตัวก่อตัวเป็นก้อนเนื้อในอัณฑะ

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งอัณฑะ

มีปัจจัยเสี่ยงหลายประการสำหรับมะเร็งอัณฑะ เช่น

  • ภาวะลูกอัณฑะไม่ลงถุง (cryptorchidism) แต่ผู้ชายส่วนใหญ่ที่เป็นมะเร็งอัณฑะ ก็ไม่มีประวัติมีภาวะลูกอัณฑะไม่ลงถุง
  • การเจริญเติบโตของลูกอัณฑะที่ผิดปกติ ภาวะต่างๆ ที่ทำให้ลูกอัณฑะเติบโตผิดปกติ เช่น กลุ่มอาการไคลน์เฟลเตอร์ (Klinefelter’s syndrome) อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งอัณฑะ
  • ประวัติครอบครัว หากสมาชิกในครอบครัวเป็นมะเร็งอัณฑะ คุณอาจมีความเสี่ยงที่มากขึ้น
  • อายุ มะเร็งอัณฑะส่งผลต่อวัยรุ่นและผู้ชายที่อายุน้อย โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุระหว่าง 15 และ 35 ปี อย่างไรก็ดี มะเร็งอัณฑะสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกช่วงวัย
  • เชื้อชาติ มะเร็งอัณฑะพบในผู้ชายผิวขาวได้มากกว่าในผู้ชายผิวดำ

การวินิจฉัยและการรักษา

ข้อมูลที่นำเสนอในที่นี้ ไม่สามารถใช้แทนข้อแนะนำทางการแพทย์ ให้ปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยมะเร็งอัณฑะ

เพื่อวินิจฉัยว่าก้อนเนื้อเป็นมะเร็งอัณฑะหรือไม่ จะใช้วิธีการดังต่อไปนี้

  • การตรวจอัลตราซาวนด์
    • การตรวจอัลตราซาวนด์อัณฑะ ใช้คลื่นเสียงเพื่อสร้างภาพถ่ายถุงอัณฑะและลูกอัณฑะ
    • การตรวจอัลตราซาวนด์สามารถช่วยให้แพทย์วินิจฉัยลักษณะทั่วไปของก้อนเนื้อใดๆ ในลูกอัณฑะได้ เช่น หากก้อนเนื้อแข็งหรือมีของเหลว การตรวจอัลตราซาวนด์ยังสามารถทำให้แพทย์ทราบว่าก้อนเนื้ออยู่ภายในหรือภายนอกลูกอัณฑะ
  • การตรวจเลือด แพทย์อาจให้มีการตรวจเพื่อวัดระดับสารบ่งชี้มะเร็ง (tumor markers) ในเลือด
  • การผ่าตัดนำลูกอัณฑะออก (radical inguinal orchiectomy)

การระบุประเภทของมะเร็ง ตัวอย่างอัณฑะที่นำออกมาจะนำไปทำการวิเคราะห์เพื่อวินิจฉัยประเภทของมะเร็งอัณฑะ

การตรวจระยะของมะเร็ง

  • การตรวจด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ (Computerized tomography (CT) scan)
  • การตรวจเลือด

การรักษามะเร็งอัณฑะ

การผ่าตัด

  • การผ่าตัดลูกอัณฑะ (inguinal orchiectomy) และต่อมน้ำเหลืองอาจมีการดำเนินการสำหรับการวินิจฉัยและการตรวจระยะของมะเร็ง ก้อนเนื้อที่ได้แพร่กระจายไปยังบริเวณอื่นในร่างกายอาจถูกนำออกไปบางส่วน หรือทั้งหมดจากการผ่าตัด
  • ผู้ป่วยบางรายอาจได้รับเคมีบำบัดหรือรังสีรักษาหลังการผ่าตัด เพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งใดๆ ที่หลงเหลืออยู่

รังสีรักษา

  • รังสีรักษาเป็นการรักษามะเร็งที่ใช้รังสีเอกซเรย์พลังงานสูงหรือรังสีประเภทอื่นๆ เพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งและป้องกันการเติบโตของเซลล์มะเร็ง
  • รังสีรักษาภายนอก (External radiation therapy) ใช้เพื่อรักษามะเร็งอัณฑะ

เคมีบำบัด

  • เคมีบำบัดเป็นการรักษามะเร็งที่ใช้ยาเพื่อหยุดการเติบโตของเซลล์มะเร็ง ไม่ว่าจะโดยการกำจัดเซลล์มะเร็งหรือโดยการหยุดการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง

การเฝ้าระวังอาการ

  • การเฝ้าระวังอาการเป็นการติดตามอาการของผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดโดยไม่มีการรักษาใดๆ หากผลการตรวจไม่มีความเปลี่ยนแปลง

เคมีบำบัดในขนาดสูงพร้อมด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด

  • คมีบำบัดในขนาดสูงพร้อมด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด เป็นวิธีการให้ยาเคมีบำบัดในขนาดสูง และแทนที่เซลล์ที่สร้างเลือดที่ถูกทำลายจากการรรักษามะเร็ง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเอง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเองที่ช่วยจัดการมะเร็งอัณฑะ

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเองดังต่อไปนี้ อาจช่วยจัดการมะเร็งอัณฑะได้

  • คุณควรตรวจอัณฑะหลังอาบน้ำอุ่น เนื่องจากความร้อนจากน้ำทำให้ถุงอัณฑะผ่อนคลาย ซึ่งทำให้ตรวจพบสิ่งปกติได้ง่ายขึ้น
  • ยืนหน้ากระจก มองหาอาการบวมใดๆ ที่พื้นผิวถุงอัณฑะ
  • ตรวจลูกอัณฑะแต่ละลูกด้วยมือทั้งสองข้าง ให้วางนิ้งชี้และนิ้วกลางใต้ลูกอัณฑะในขณะที่วางนิ้วหัวแม่มือไว้ที่ส่วนบนของลูกอัณฑะ
  • ให้ม้วนลูกอัณฑะอย่างเบาๆ ระหว่างนิ้วหัวแม่มือและนิ้วมืออื่นๆ
  • ให้ระลึกไว้ว่าลูกอัณฑะมักราบเรียบ เป็นรูปไข่ และค่อนข้างแข็ง เป็นเรื่องปกติสำหรับลูกอัณฑะหนึ่งที่จะมีขนาดใหญ่กว่าลูกอัณฑะอีกลูกหนึ่งเล็กน้อย
  • นอกจากนี้ เส้นที่เป็นแนวไปทางด้านบนจากลูกอัณฑะส่วนบน (epididymis) เป็นส่วนปกติของลูกอัณฑะ

หากคุณมีข้อสงสัย โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อให้เข้าใจได้ดีขึ้นถึงวิธีการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

Hello Health Group ม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

Review Date: มกราคม 30, 2019 | Last Modified: สิงหาคม 27, 2019