สมองเสื่อมจากศีรษะบาดเจ็บ (Dementia after a head injury)

โดย ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ

สมองเสื่อมจากศีรษะบาดเจ็บ แตกต่างจากโรคสมองเสื่อมประเภทอื่นๆ ที่จะมีอาการแย่ลงเมื่อเวลาผ่านไป แต่โรคสมองเสื่อมจากศีรษะบาดเจ็บนั้นดีขึ้นได้แบบค่อยเป็นค่อยไป

คำจำกัดความ

สมองเสื่อมจากศีรษะบาดเจ็บคืออะไร

สมองเสื่อมจากศีรษะบาดเจ็บ (Dementia after a head injury) เป็นปัญหาสุขภาพทั่วไป ลักษณะทั่วไปของสมองเสื่อมในผู้ที่ศีรษะเกิดการบาดเจ็บแตกต่างกันไปตามประเภทและบริเวณของศีรษะที่ได้รับบาดเจ็บรวมทั้งลักษณะของผู้ป่วยก่อนได้รับบาดเจ็บ

โรคสมองเสื่อมที่เกิดหลังจากศีรษะบาดเจ็บแตกต่างจากโรคสมองเสื่อมประเภทอื่นๆ เช่น โรคอัลไซเมอร์ จะมีอาการแย่ลงอย่างต่อเนื่องเมื่อเวลาผ่านไป แต่โรคสมองเสื่อมที่เกิดหลังจากศีรษะบาดเจ็บนั้นดีขึ้นได้แบบค่อยเป็นค่อยไป โดยใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปี

สมองเสื่อมจากศีรษะบาดเจ็บพบได้บ่อยเพียงใด

โรคสมองเสื่อมจากศีรษะบาดเจ็บพบได้บ่อยมาก และสามารถส่งผลต่อผู้ป่วยได้ทุกวัย โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

อาการ

อาการสมองเสื่อมจากศีรษะบาดเจ็บ

อาการที่สัมพันธ์กับโรคสมองเสื่อมจากศีรษะบาดเจ็บ ได้แก่ อาการที่ส่งผลต่อการคิดและการจดจ่อ ความทรงจำ การสื่อสาร บุคลิกภาพปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น อารมณ์ และพฤติกรรม

ผู้ป่วยมักมีอาการเหล่านี้ร่วมกันโดยขึ้นอยู่กับบริเวณของศีรษะที่ได้รับบาดเจ็บ ความรุนแรงของบาดแผล หรือความเสียหายที่เกิดขึ้น รวมทั้งบุคลิกภาพของผู้ป่วยก่อนได้รับบาดเจ็บ อาการบางประการเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในขณะที่อาการอื่นๆ เกิดขึ้นได้ช้ากว่า ในกรณีส่วนใหญ่แล้ว อาการต่างๆ จะเริ่มปรากฏขึ้นในเดือนแรกหลังจากได้รับบาดเจ็บ

อาการของโรคสมองเสื่อมในผู้ที่ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ ได้แก่

  • มีปัญหาเกี่ยวกับการคิด
  • สูญเสียความทรงจำ
  • สมาธิสั้น
  • กระบวนการคิดช้าลง
  • อารมณ์เสีย หงุดหงิดง่าย
  • มีพฤติกรรมย้ำคิดย้ำทำ
  • อารมณ์แปรปรวน
  • มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในการเข้าสังคม
  • การแต่งกายแปลกหรือไม่ใส่ใจการแต่งตัว
  • กระสับกระส่าย
  • นอนไม่หลับ
  • ความก้าวร้าว ชอบต่อสู้ หรือมักเป็นศัตรูกับผู้อื่น
  • ปวดศีรษะ
  • อ่อนเพลีย
  • อาการทางกายที่ไม่ทราบสาเหตุและไม่เจาะจง
  • การขาดความกระตือรือร้น

ผู้ป่วยบางรายมีอาการชักหลังจากได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ อาการเหล่านี้ไม่ใช่ภาวะสมองเสื่อมแต่อาจทำให้การวินิจฉัยและรักษาโรคสมองเสื่อมมีความซับซ้อนขึ้น

ความผิดปกติทางจิตที่สำคัญอาจเกิดขึ้นหลังจากได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ โดยผู้ป่วยอาจมีอาการเหล่านี้ร่วมกันอย่างน้อยสองประการหรือมากกว่า

  • อาการซึมเศร้า ความเสียใจ การร้องไห้ การเซื่องซึม การล้มเลิก
    การขาดความสนใจในกิจกรรมที่เคยชื่นชอบ อาการนอนไม่หลับหรือนอนมากเกินไป น้ำหนักเพิ่มขึ้นหรือลดลง
  • ความกังวล ความกังวลหรือความกลัวมากเกินไปส่งผลต่อกิจกรรมประจำวันหรือความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น หรือปรากฏอาการทางร่างกายต่างๆ เช่น อาการกระสับกระส่ายหรืออ่อนเพลียมาก กล้ามเนื้อตึง และปัญหาเกี่ยวกับการนอนหลับ
  • อาการฟุ้งซ่าน ภาวะตื่นเต้นมากเกินไป กระสับกระส่าย อยู่ไม่สุอาการนอนไม่หลับ พูดเร็ว หุนหันพลันแล่น การตัดสินใจช้า
  • โรคทางจิต การไม่สามารถคิดได้ตามความเป็นจริง ส่งผลให้เกิดอาการต่างๆ เช่น ประสาทหลอน อาการหลงผิด โรคจิตหวาดระแวง และมีปัญหาเกี่ยวกับกระบวนการการคิด หากมีอาการรุนแรง พฤติกรรมของผู้ป่วยจะเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน แต่หากอาการไม่รุนแรง พฤติกรรมอาจแค่ผิดปกติ แปลก หรือน่าสงสัย
  • อาการย้ำคิดย้ำทำ การเกิดอาการย้ำคิด (ความคิดและความเชื่อที่ไม่สามารถควบคุมและไม่มีเหตุผล) และอาการย้ำทำ (ความต้องการที่จะทำพฤติกรรมแปลกแยกโดยไม่สามรถควบคุมได้) การหมกมุ่นกับรายละเอียด กฎระเบียบ หรือความเป็นระเบียบ การขาดความยืดหยุ่นหรือความสามารถในการเปลี่ยนแปลง
  • ความเสี่ยงในการฆ่าตัวตาย ความรู้สึกไร้ค่าหรือความรู้สึกว่าชีวิตไม่มีค่าในการมีชีวิตอยู่หรือความรู้สึกว่าโลกจะดีขึ้นหากไม่มีเขาหรือเธอ การพูดถึงการฆ่าตัวตาย การพูดถึงการตั้งใจฆ่าตัวตาย การมีแผนที่จะฆ่าตัวตาย

อาจมีสิ่งบ่งชี้หรืออาการบางประการที่ไม่ได้กล่าวถึงข้างต้น หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการ โปรดปรึกษาแพทย์

ควรไปพบหมอเมื่อใด

หากมีอาการและสิ่งบ่งชี้ใดๆ ข้างต้น ควรเข้ารับการรักษาทันที ไม่ว่าผู้ป่วยมีอาการศีรษะบาดเจ็บโดยทราบสาเหตุหรือไม่ และควรให้ข้อมูลแพทย์อย่างละเอียด หากมีอุบัติเหตุใดๆ ที่อาจเกี่ยวข้องกับอาการศีรษะบาดเจ็บแม้เพียงเล็กน้อย

สาเหตุ

สาเหตุของสมองเสื่อมจากศีรษะบาดเจ็บ

ต่อไปนี้เป็นสาเหตุที่พบได้มากที่สุดของศีรษะบาดเจ็บในคนทั่วไป

  • หกล้ม (40%)
  • อุบัติเหตุโดยไม่ตั้งใจ (15%)
  • อุบัติเหตุจากรถยนต์ (14%)
  • การทำร้ายร่างกาย (11%)
  • ไม่ทราบสาเหตุ (19%)

การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือการใช้สารเสพติดอื่นๆ เป็นสาเหตุหนึ่งของศีรษะบาดเจ็บจำนวนประมาณครึ่งหนึ่ง

คนบางกลุ่มมีโอกาสมากขึ้นในการมีศีรษะบาดเจ็บ

  • ในเด็ก อุบัติเหตุจากการปั่นจักรยานเป็นสาเหตุสำคัญของศีรษะบาดเจ็บ
  • ศีรษะบาดเจ็บส่วนใหญ่ในทารกสะท้อนให้เห็นถึงว่ามีการทำร้ายเด็ก โดยมีชื่อที่เรียกโดยทั่วไปว่า shaken baby syndrome
  • ผู้สูงอายุมักได้รับบาดเจ็บจากการหกล้ม

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดสมองเสื่อมจากศีรษะบาดเจ็บ

โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยและการรักษา

ข้อมูลที่นำเสนอในที่นี้ ไม่สามารถใช้แทนข้อแนะนำทางการแพทย์ ให้ปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยอาการสมองเสื่อมจากศีรษะบาดเจ็บ

ในกรณีส่วนใหญ่แล้ว การเกิดขึ้นของอาการต่างๆ ของโรคสมองเสื่อมสัมพันธ์อย่างชัดเจนกับอาการบาดเจ็บที่ศีรษะ โดยแพทย์จะสอบถามเกี่ยวกับรายละเอียดของอาการเริ่มแรกต่างๆ ดังต่อไปนี้

  • ลักษณะที่แน่ชัดของการบาดเจ็บ และเหตุการณ์ของการบาดเจ็บ
  • การรักษาเบื้องต้นหลังจากการบาดเจ็บ เช่น การไปห้องฉุกเฉิน โดยควรมีประวัติการรักษาเพื่อการวินิจฉัยขั้นต่อไป
  • ภาวะของผู้ป่วยตั้งแต่ได้รับบาดเจ็บ
  • ยาที่แพทย์สั่งหรือยาที่วางจำหน่ายโดยทั่วไป หรือยาผิดกฎหมายที่ผู้ป่วยกำลังใช้อยู่
  • คำอธิบายของอาการทั้งหมด ช่วงเวลา และความรุนแรงของอาการ
  • รายละเอียดการรักษาทั้งหมดที่ดำเนินการตั้งแต่ได้รับบาดเจ็บ
  • มีการกระทำที่ผิดกฎหมายใดๆ ค้างอยู่หรือในระหว่างการพิจารณาหรือไม่

การสัมภาษณ์เกี่ยวกับสุขภาพเป็นการขอรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับปัญหาทางสุขภาพทั้งหมดในปัจจุบันและในอดีต ยาทั้งหมดและการบำบัดอื่นๆ ประวัติสุขภาพของครอบครัว ประวัติการทำงาน ตลอดจนลักษณะนิสัยและไลฟ์สไตล์ ในกรณีส่วนใหญ่แล้ว พ่อแม่ คู่สมรส ลูกที่โตแล้ว หรือญาติหรือเพื่อนสนิทอื่นๆ ควรให้ข้อมูลแก่แพทย์ผู้รักษาหากผู้ได้รับบาดเจ็บไม่สามารถให้ข้อมูลได้

ในขั้นตอนการประเมิน แพทย์อาจส่งต่อผู้ที่ได้รับบาดเจ็บไปยังประสาทแพทย์ ซึ่งเชี่ยวชาญเกี่ยวกับอาการผิดปกติต่างๆ เกี่ยวกับระบบประสาท ซึงรวมถึงสมอง

การตรวจร่างกายโดยละเอียด จะดำเนินการเพื่อระบุปัญหาทางประสาทวิทยาและการรับรู้ ปัญหาเกี่ยวกับการทำงานของสมองและทักษะการเข้าสังคม รวมทั้งลักษณะภายนอก พฤติกรรม หรืออารมณ์ที่ผิดปกติ

แพทย์ส่วนใหญ่จะผู้ที่ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะเข้ารับการทดสอบทางจิตประสาท ซึ่งเป็นวิธีที่น่าเชื่อถือมากที่สุดในการบันทึกการบกพร่องทางการรับรู้ที่เกิดขึ้นหลังจากศีรษะได้รับบาดเจ็บ

การทดสอบทางจิตประสาทสำหรับความจำเสื่อม

การทดสอบทางจิตประสาทเป็นวิธีที่ได้ผลที่สุดในการวินิจฉัยสมองเสื่อมในผู้ที่ศีรษะได้รับบาดเจ็บ การทดสอบดังกล่าวดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการฝึกฝนในสาขาเฉพาะทางของจิตวิทยาคลินิก โดยนักจิตประสาทจะใช้การวัดการจัดอันดับทางคลินิกเพื่อวินิจฉัยปัญหาทางการรับรู้แบบละเอียด การทดสอบนี้ยังกำหนดค่าพื้นฐานสำหรับการวัดการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ตลอดระะยะเวลาการรักษาอีกด้วย

การทดสอบโดยใช้ภาพถ่ายอวัยวะสำหรับการบาดเจ็บที่ศีรษะและสมองเสื่อม

การบาดเจ็บที่ศีรษะจำเป็นต้องสแกนสมองเพื่อตรวจหาส่วนของสมองที่ได้รับบาดเจ็บ

ซีทีสแกน (CT scan) เป็นการเอกซเรย์ประเภทหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงรายละเอียดต่างๆ ของสมอง เป็นการทดสอบมาตรฐานสำหรับผู้ที่มีอาการบาดเจ็บที่ศีรษะ โดยมักทำการตรวจ 3 เดือนหลังจากการบาดเจ็บ เพราะอาจยังตรวจไม่พบความเสียหายได้ทันทีหลังจากได้รับบาดเจ็บ

เอ็มอาร์ไอ (MRI) มีความละเอียดกว่ามากกว่าวิธี CT scan ในการแสดงให้เห็นการบาดเจ็บบางประเภท

สเป็คท์สแกน (SPECT scan) เป็นเทคโนโลยีใหม่การตรวจโดยใช้ภาพถ่ายอวัยวะที่ยังอยู่ระหว่างการทดลองในผู้ที่ได้รับการบาดเจ็บที่ศีรษะ ซึ่งอาจได้ผลดีมากกว่าวิธี CT scan หรือ MRI ในการวินิจฉัยอาการผิดปกติของการทำงานของสมอง โดยสามารถตรวจหาโรคสมองเสื่อมบางประเภทหรืออาการผิดปกติทางสมองอื่นๆ ซึ่งวิธีนี้มักใช้ในศูนย์การแพทย์ขนาดใหญ่เท่านั้น

การบาดเจ็บที่ศีรษะ

การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง หรือการตรวจ EEG เป็นการวัดกิจกรรมทางไฟฟ้าของสมอง อาจใช้เพื่อรักษาอาการชักหรือภาวะที่กิจกรรมทางสมองทำงานช้าผิดปกติ

การรักษาสมองเสื่อมจากศีรษะบาดเจ็บ

ศีรษะบาดเจ็บมักทำให้เกิด “วิกฤตการแก้ปัญหา (coping crisis)” อย่างเฉียบพลัน ผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันจากการได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะทางอารมณ์ต่างๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความกังวลเป็นการตอบสนองที่พบได้ทั่วไปและผู้ป่วยอาจรู้สึกสิ้นหวังหรือซึมเศร้า

อาการบาดเจ็บที่สมองอาจทำให้ความสามารถในการแก้ปัญหาของผู้ป่วยลดลงในช่วงเวลาหนึ่ง ผู้ที่ศีรษะบาดเจ็บมักมีความทุกข์ใจและมีความลำบากในการรับมือกับอาการบาดเจ็บมากกว่าผู้ที่มีอาการบาดเจ็บประเภทอื่น

โดยปกติแล้ว สมาชิกในครอบครัวมีส่วนสำคัญมากที่สุดในการดูแลผู้ได้รับบาดเจ็บ โดยหลักการแล้ว สมาชิกในครอบครัวมากกว่าหนึ่งคนควรผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด เพื่อแบ่งเบาภาระในการดูแลผู้ป่วยและช่วยให้ผู้ดูแลไม่รู้สึกโดดเดี่ยวหรือรับภาระหนักมากเกินไป โดยผู้ดูแลควรติดด่อพูดคุยหรือรับคำปรึกษาในการดูแลผู้ป่วยกับแพทย์ผู้รักษาหรือผู้เชี่ยวชาญอย่างสม่ำเสมอ

ผู้ดูแลผู้ป่วยควรให้กำลังใจและกระตุ้นให้ผู้ป่วยดูแลตนเองและช่วยตัวเองให้ได้มากที่สุด ในขณะเดียวกัน ผู้ดูแลจำเป็นต้องอดทนและเข้มแข็ง โดยต้องทำใจยอมรับสภาพของผู้ป่วยว่าย่อมรู้สึกเหนื่อย มีอาการป่วย หรือมีอาการเครียด ควรให้ส่งเสริมหรือใส่ใจผู้ป่วยในสิ่งที่ทำได้มากกว่าสิ่งที่ผู้ป่วยไม่สามารถทำได้

อาการบาดเจ็บมี่ศีรษะมักฟื้นตัวมากที่สุดในระยะเวลาหกเดือนแรก แต่การฟื้นตัวที่ช้าลงอาจเกิดขึ้นได้ในเวลาถึงห้าปีหลังได้รับบาดเจ็บ

ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะที่มีอาการสมองเสื่อมจะมีอาการดีขึ้นจากปัจจัยดังต่อไปนี้

  • การปรับพฤติกรรม
  • การฟื้นฟูการรับรู้
  • การใช้ยาสำหรับอาการเฉพาะ
  • การมีส่วนเกี่ยวข้องของครอบครัวหรือเครือข่าย
  • บริการทางสังคม

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตัวเอง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตัวเองที่ช่วยจัดการสมองเสื่อมจากศีรษะบาดเจ็บ

ผู้ป่วยสามารถดูแลรักษาตัวเองที่บ้านได้ โดยขึ้นอยู่กับความสามารถในการดูแลช่วยเหลือตัวเอง หากผู้ป่วยยังสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ควรปรับปรุงแผนการรักษาโดยใช้ข้อมูลที่ได้รับจากทั้งฝ่ายทีมงานวิชาชีพและสมาชิกในครอบครัว ทีมงานดังกล่าวควรประเมินความสามารถของผู้ป่วยในการดูแลด้วยตัวเองและปฏิบัติตามแนวทางการรักษา
ในหลายๆ กรณี ผู้ป่วยต้องได้มีผู้ดูแลเพื่อให้มั่นใจว่ามีการปฏิบัติตามแนวทางการรักษาบนพื้นฐานความปลอดภัย

สิ่งแวดล้อมโดยรอบก็เป็นเรื่องสำคัญ โดยไม่ควรเงียบสงบหรือวุ่นวายเกินไป ผู้ป่วยควรมีกิจวัตรประจำวันทั้งกลางวันและกลางคืน การรับประทานอาหาร การนอน การพักผ่อน การใช้ห้องน้ำ และการเข้าร่วมการฟื้นฟูและกิจกรรมอดิเรก ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยมีความสมดุลทางอารมณ์และลดภาระของผู้ดูแลได้

ควรดูแลสิ่งแวดล้อมให้ปลอดภัยโดยการนำพรมเช็ดเท้าออกไปเพื่อหลีกเลี่ยงการหกล้ม การนำสิ่งที่อาจเกิดอันตรายออกไป การจัดเตรียมที่จับยึดในอ่างอาบน้ำและฝักบัวอาบน้ำและโดยรอบโถส้วม รวมทั้งการใช้ตัวล็อคสำหรับเด็กที่ตู้หรือที่จับเตาหากจำเป็น

หากผู้ป่วยสามารถออกไปข้างนอกคนเดียวได้ ผู้ป่วยควรทราบเส้นทางเป็นอย่างดีหรือสามารถใช้ขนส่งสาธารณะได้ และควรพกบัตรประจำตัวประชาชนไปด้วย หรืออาจสวมใส่สร้อยข้อมือแจ้งเตือนเกี่ยวกับสุขภาพ รวมทั้งควรพกโทรศัพท์มือถือตลอดเวลา

ผู้ดูแลต้องตัดสินใจว่าผู้ป่วยสามารถจัดการเงินของตนเองได้หรือไม่ โดยปกติผู้ป่วยมักสามารถทำได้และต้องการทำด้วยตัวเอง แต่หากผู้ป่วยมีปัญหาเกี่ยวกับการตัดสินใจอย่างชัดเจนหรือดูแล้วไม่สามารถจัดการเรื่องทางการเงินได้ ผู้ดูแลควรให้ใช้อำนาจทางกฎหมายเพื่อจัดการทรัพย์สินของผู้ป่วย โดยควรได้รับหนังสือยินยอมเพื่อเฝ้าดูความรับผิดชอบทางการเงินของผู้ป่วย

ยาที่วางจำหน่ายโดยทั่วไปที่แพทย์ไม่ได้สั่ง อาจส่งผลต่อการใช้ชยาทีใช้ระหว่างการรักษาฟื้นฟู ซึ่งอาจลดการออกฤทธิ์ของยาและอาจทำให้มีอาการแย่ลง ทีมดูแลผู้ป่วยควรต้องทราบประเภทของยาที่วางจำหน่ายโดยทั่วไปที่ผู้ป่วยใช้อยู่ด้วย

ผู้ให้การดูแลควรขอรับความช่วยเหลือหากผู้ป่วยมีปัญหาเกี่ยวกับการนอนหลับ รับประทานอาหารไม่พอหรือรับประทานอาหารมากเกินไป ไม่สามารถควบคุมกระเพาะปัสสาวะหรือลำไส้ (ปัสสาวะเล็ด) หรือมีอาการก้าวร้าวหรือไม่เหมาะสมทางเพศ ความเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมที่ชัดเจนใดๆ ควรมีการแจ้งผู้ให้การรักษาดูแลผู้ป่วยอย่างทันท่วงที

หากคุณมีข้อสงสัย โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อให้เข้าใจได้ดีขึ้นถึงวิธีการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

Hello Health Group ม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

Review Date: ธันวาคม 31, 2018 | Last Modified: สิงหาคม 28, 2019