หัวใจขาดเลือด (Ischemic heart disease)

โดย ทบทวนบทความโดย นายแพทย์อรรณพ เลขะกุล

คำจำกัดความ

โรคหัวใจขาดเลือด (Ischemic heart disease) ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าโรคหลอดเลือดหัวใจ (coronary artery disease) หมายถึง ภาวะเมื่อเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงหัวใจถูกปิดกั้นหรือขัดขวาง โดยการก่อตัวขึ้นของสารจำพวกไขมันในหลอดเลือดหัวใจ กล่าวคือเป็นคราบพลัค คอเลสเตอรอลในหลอดเลือดและการอักเสบมักกล่าวถึงว่าเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ

เมื่อคราบพลัคก่อตัวขึ้น คราบพลัคจะไปอุดกั้นหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งทำให้กระแสเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงหัวใจลดลง ดังนั้น จึงอาจทำให้เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก หรือมีสัญญาณเตือนและอาการอื่นๆ ของโรคหลอดเลือดหัวใจ การอุดกั้นทั้งหลอดเลือดอาจทำให้เกิดหัวใจวาย (heart attack)

โรคหัวใจขาดเลือดพบได้บ่อยเพียงใด

ภาวะสุขภาพนี้พบได้บ่อยมาก สามารถส่งผลต่อผู้ป่วยได้ทุกวัย สามารถจัดการได้โดยการลดความเสี่ยง โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

อาการ

อาการของโรคหัวใจขาดเลือด

อาการทั่วไปของโรคหัวใจขาดเลือด ได้แก่

  • เจ็บหน้าอก (Chest pain)
  • มีอาการปวดในอวัยวะอื่นๆ ของร่างกาย เช่น แขน ขากรรไกร คอ หลัง และช่องท้อง
  • มีอาการมึนศีรษะ
  • มีเหงื่อออก
  • คลื่นไส้
  • หายใจไม่ออก

อาจมีอาการบางประการที่ไม่ได้กล่าวถึงข้างต้น หากมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับอาการหนึ่ง โปรดปรึกษาแพทย์ที่ทำการรักษา

ควรไปพบหมอเมื่อใด

หากคุณมีสัญญาณเตือนหรืออาการใดๆ ที่กล่าวถึงข้างต้นหรือมีข้อคำถามใดๆ ให้ปรึกษาแพทย์ ร่างกายของแต่ละคนมีปฏิกิริยาที่แตกต่างกัน มักเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่จะปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับสถานการณ์ของคุณ

สาเหตุ

สาเหตุของโรคหัวใจขาดเลือด

โรคหัวใจขาดเลือดคาดว่าเริ่มเกิดขึ้นเมื่อมีความเสียหายหรือการบาดเจ็บที่ชั้นด้านในของหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งในบางครั้งเกิดในวัยเด็กตอนต้น ความเสียหายดังกล่าวอาจเกิดจากปัจจัยต่างๆ ซึ่งได้แก่

เมื่อผนังด้านในของหลอดเลือดเกิดความเสียหาย การสะสมตัวของไขมันที่เกิดจากคอเลสเตอรอลและของเสียในระดับเซลล์อื่นๆ มีแนวโน้มที่จะสะสมตัวในบริเวณที่มีการบาดเจ็บในกระบวนการที่เรียกว่าภาวะหลอดเลือดแข็ง (atherosclerosis) หากพื้นผิวของคราบพลัคแตกออก เซลล์เม็ดเลือดจะจับตัวเป็นก้อนในบริเวณดังกล่าวและพยายามซ่อมแซมหลอดเลือด การจับตัวเป็นก้อนนี้สามารถอุดกั้นหลอดเลือด ซึ่งทำให้เกิดหัวใจวายได้

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจขาดเลือด

มีปัจจัยเสี่ยงหลายประการสำหรับโรคหัวใจขาดเลือด เช่น

  • การมีอายุมากขึ้น ก็เพิ่มความเสี่ยงในการมีหลอดเลือดเสียหายและตีบตันได้
  • เพศชาย มักมีความเสี่ยงมากกว่าในการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงสำหรับผู้หญิงเพิ่มมากขึ้นหลังหมดประจำเดือน
  • ประวัติครอบครัว ความเสี่ยงมีมากที่สุดหากบิดาหรือพี่ชายหรือน้องชายได้รับวินิจฉัยว่าเป็นโรคหัวใจก่อนอายุ 55 ปี หรือหากมารดาหรือพี่สาวหรือน้องสาวเป็นโรคหัวใจก่อนอายุ 65 ปี
  • ผู้ที่สูบบุหรี่ หรือผู้ที่ได้รับควันบุหรี่มีความเสี่ยงมากขึ้นในการเป็นโรคหัวใจ
  • ความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตสูงที่ไม่ได้รับการควบคุมอาจทำให้เกิดหลอดเลือดแข็งและหนา ซึ่งเป็นการอุดกั้นทางเดินที่โลหิตไหลผ่าน
  • ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูง ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดที่สูงอาจเพิ่มความเสี่ยงในการก่อตัวของคราบพลัคและภาวะหลอดเลือดแข็ง (atherosclerosis)
  • เบาหวาน สัมพันธ์กับความเสี่ยงที่มากขึ้นในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ เบาหวานประเภท 2 และโรคหลอดเลือดหัวใจมีปัจจัยเสี่ยงที่คล้ายคลึงกัน เช่น โรคอ้วนและความดันโลหิตสูง
  • ภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน น้ำหนักที่มากเกินไปมักทำให้ปัจจัย เสี่ยงอื่นๆ แย่ลง
  • การขาดการออกกำลังกาย การขาดการออกกำลังกายยังสัมพันธ์กับโรคหลอดเลือดหัวใจและปัจจัยเสี่ยงบางประการ
  • ความเครียดสูง ความเครียดในชีวิตที่ไม่ได้รับการบรรเทาอาจทำลายหลอดเลือดรวมทั้งทำให้ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ สำหรับโรคหลอดเลือดหัวใจแย่ลงได้

การวินิจฉัยและการรักษาโรค

ข้อมูลที่นำเสนอมิได้ใช้แทนข้อแนะนำทางการแพทย์ ให้ปรึกษาแพทย์เสมอสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยโรคหัวใจขาดเลือด

แพทย์จะสอบถามเกี่ยวกับอาการต่างๆ ประวัติสุขภาพ และปัจจัยเสี่ยงต่างๆ แล้วจะมีการตรวจร่างกาย มีการตรวจบางประการที่คุณอาจเข้ารับ ซึ่งได้แก่ การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (electrocardiogram (ECG หรือ EKG), การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (echocardiogram), การตรวจสมรรถภาพหัวใจ (exercise stress tests), ลำแสงอิเล็กตรอน (electron beam) (ultrafast), การตรวจวินิจฉัยโรคด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scans), การใช้สายสวนหัวใจ (cardiac catheterization) และอื่นๆ การตรวจเหล่านี้ช่วยให้แพทย์ทราบถึงขอบเขตของภาวะของโรคหลอดเลือดหัวใจได้

การรักษาโรคหัวใจขาดเลือด

การรักษาบางประการสำหรับโรคหัวใจขาดเลือด ได้แก่

การเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์ เช่น การเลิกสูบบุหรี่ การหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป การรับประทานไขมันทรานส์ในปริมาณต่ำ เกลือในปริมาณต่ำ และอาหารที่มีน้ำตาลในปริมาณต่ำ ให้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดหากเป็นเบาหวาน

การใช้ยา ยาสามารถใช้เพื่อรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจได้ ซึ่งได้แก่ ยาปรับคอเลสเตอรอล (cholesterol-modifying medications) ยาแอสไพริน (aspirin) ยากลุ่ม beta blockers ยาไนโตรกลีเซอริน (nitroglycerin) ยากลุ่ม angiotensin-converting enzyme (ACE) inhibitors และยากลุ่ม angiotensin II receptor blockers (ARBs)

การผ่าตัดและหัตถการอื่นๆ มักใช้เพื่อรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งได้แก่ การผ่าตัดขยายหลอดเลือด (angioplasty) และการใส่ขดลวดขยายหลอดเลือดหัวใจ (stent placement) (percutaneous coronary revascularization) การผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ (coronary artery bypass surgery)

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตัวเอง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตัวเองเพื่อรับมือกับโรคหัวใจขาดเลือด

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการปฏิบัติตนขั้นพื้นฐานดังต่อไปนี้อาจช่วยให้คุณจัดการโรคหัวใจขาดเลือดได้

  • เลิกสูบบุหรี่
  • ควบคุมความดันโลหิต
  • ตรวจคอเลสเตอรอล
  • ควบคุมเบาหวาน
  • ออกกำลังกาย
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
  • ควบคุมน้ำหนักร่างกาย
  • จัดการความเครียด

หากคุณมีข้อสงสัย โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อให้เข้าใจได้ดีขึ้นถึงวิธีการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัย หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

 

แหล่งที่มา

Review Date: มีนาคม 14, 2019 | Last Modified: สิงหาคม 27, 2019

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย
บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน