เบาหวานชนิดที่สอง (Diabetes mellitus type 2)

โดย ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ

เบาหวานชนิดที่สอง เป็นภาวะเรื้อรังที่ส่งผลต่อวิธีที่ร่างกายเผาผลาญน้ำตาล (กลูโคส) ทำให้ร่างกายของคุณไม่สามารถควบคุมระดับกลูโคสตามปกติได้ Hello คุณหมอ นำสาระความรู้เกี่ยวกับเบาหวานชนิดที่สอง มาฝากกันนะคะ

คำจำกัดความ

เบาหวานชนิดที่สองคืออะไร

เบาหวานชนิดที่ 2 (Diabetes mellitus type 2) เป็นภาวะเรื้อรังที่ส่งผลต่อวิธีที่ร่างกายเผาผลาญน้ำตาล (กลูโคส) เมื่อเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ร่างกายของคุณต้านฤทธิ์ของอินซูลิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่ง ที่ทำให้ร่างกายของคุณควบคุมระดับกลูโคส นอกจากนี้เบาหวานชนิดที่ 2 อาจเกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์อินซูลินที่เพียงพอ เพื่อรักษาระดับกลูโคสตามปกติได้

ข่าวร้าย คือ ไม่มีการรักษาที่ได้ผลสำหรับเบาหวานชนิดที่ 2 แต่คุณสามารถควบคุมอาการของโรคนี้ได้ ด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ด้วยการออกกำลังกาย และควบคุมน้ำหนัก แต่หากการรับประทานอาหารและการออกกำลังกายไม่เพียงพอ ที่จะจัดการน้ำตาลในเลือดได้ดี ยังอาจต้องการยารักษาเบาหวานหรืออินซูลิน

เบาหวานชนิดที่ 2 พบได้บ่อยเพียงใด

เบาหวานชนิดที่ 2 พบได้มากกว่าในผู้ใหญ่ อย่างไรก็ดี จำนวนผู้ป่วยที่เป็นเด็กกำลังเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากโรคอ้วนในเด็ก องค์การอนามัยโลกรายงานตัวเลขทางสถิติ ดังต่อไปนี้

  • ความชุกของโรคเบาหวานทั่วโลกในปี พ.ศ. 2557 คิดเป็นร้อยละ 9 สำหรับผู้ใหญ่
  • ผู้ป่วยเบาหวานประมาณร้อยละ 90 เป็นเบาหวานชนิดที่ 2
  • เบาหวานเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตประมาณ 1.5 ล้านคนทั่วโลกในปี พ.ศ. 2555
  • ผู้ป่วยเบาหวานประมาณครึ่งหนึ่ง เสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งได้แก่ โรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง
  • เบาหวานยังเป็นสาเหตุหลักของไตวาย (kidney failure) อีกด้วย

อย่างไรก็ดี เบาหวานชนิดที่ 2 สามารถจัดการได้โดยลดความเสี่ยง โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

อาการ

สิ่งบ่งชี้และอาการของเบาหวานชนิดที่ 2 มักเพิ่มมากขึ้นทีละน้อย ในความเป็นจริงแล้ว คุณสามารถเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ได้เป็นเวลาหลายปี โดยไม่ทราบว่าเป็น สิ่งบ่งชี้และอาการที่พบได้ทั่วไปบางประการ ได้แก่

  • กระหายน้ำมากขึ้นและปัสสาวะบ่อย น้ำตาลส่วนเกินในกระแสเลือด ทำให้เนื้อเยื่อสูญเสียน้ำ อาจทำให้คุณกระหายน้ำ ดังนั้น คุณอาจดื่มน้ำ และปัสสาวะมากกว่าปกติ
  • หิวบ่อยขึ้น เมื่อไม่มีอินซูลินเพียงพอ เพื่อดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ กล้ามเนื้อ และอวัยวะต่างๆ ของคุณไม่มีพลังงาน เป็นการกระตุ้นความหิวที่รุนแรง
  • น้ำหนักลดลง ถึงแม้ว่ารับประทานมากกว่าปกติ เพื่อบรรเทาความหิว แต่คุณอาจมีน้ำหนักลดลงได้ เพราะร่างกายอาจใช้พลังงานจากกล้ามเนื้อและไขมัน ในกรณีที่ไม่สามารถเผาผลาญกลูโคสเพื่อนำไปใช้เป็นพลังงานได้ จึงอาจส่งผลให้น้ำหนักตัวของคุณลดลง
  • อ่อนเพลีย หากเซลล์ไม่มีน้ำตาล คุณอาจรู้สึกเหนื่อยและหงุดหงิด
  • การมองเห็นไม่ชัด หากน้ำตาลในเลือดสูงเกินไป น้ำในเลนส์ดวงตาอาจจะแห้งลง อาจส่งผลต่อความสามารถในการมองเห็น
  • แผลหายช้าหรือติดเชื้อบ่อย เบาหวานชนิดที่ 2 ส่งผลต่อความสามารถในการรักษาและต้านการติดเชื้อ
  • มีบริเวณที่ผิวคล้ำขึ้น ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 บางรายมีบริเวณผิวคล้ำและลื่นที่รอยพับ และรอยย่นของร่างกาย โดยส่วนมากจะเกิดบริเวณรักแร้และคอ

ควรไปพบหมอเมื่อใด

การวินิจฉัยและการรักษาโดยเร็ว สามารถยับยั้งโรคนี้ไม่ให้มีอาการแย่ลงได้ และสามารถป้องกันอาการฉุกเฉินอื่นๆ ได้ ดังนั้น ให้ปรึกษาแพทย์โดยเร็วที่สุด เพื่อป้องกันอาการที่รุนแรงและความปลอดภัยของผู้ป่วย ในการดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง

หากคุณมีสิ่งบ่งชี้หรืออาการใดๆ ตามที่ระบุข้างต้น หรือมีคำถาม โปรดปรึกษาแพทย์ ร่างกายของแต่ละบุคคลมีการตอบสนองแตกต่างกัน ทางที่ดีที่สุด ให้ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับวิธีรักษาที่ดีที่สุด ตามสถานการณ์ของคุณ

สาเหตุของเบาหวานชนิดที่ 2

เบาหวานชนิดที่ 2 เกิดขึ้นเมื่อร่างกายต้านอินซูลิน หรือเมื่อตับอ่อนหยุดสังเคราะห์อินซูลินที่เพียงพอ โดยแท้จริงแล้วสาเหตุยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด ถึงแม้ว่าปัจจัยทางพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม เช่น น้ำหนักเกิน การไม่ออกกำลังกาย กินอาหารที่ไม่มีประโยชน์จนทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง ดูเหมือนเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรค

ปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงเบาหวานชนิดที่ 2

คุณอาจเสี่ยงต่อเบาหวานชนิดที่ 2 หากคุณมีภาวะดังต่อไปนี้

  • น้ำหนักเกิน ภาวะน้ำหนักเกิน เป็นความเสี่ยงในเบื้องต้น สำหรับเบาหวานชนิดที่ 2 ยิ่งคุณมีเนื้อเยื่อที่มีไขมันมากเท่าไร เซลล์ของคุณก็ยิ่งต้านอินซูลินมากยิ่งขึ้นเท่านั้น อย่างไรก็ดี ภาวะน้ำหนักเกินไม่จำเป็นต้องเป็นสาเหตุในการเกิดเบาหวานชนิดที่ 2
  • การกระจายตัวของไขมัน หากร่างกายของคุณสะสมไขมันไว้ในช่องท้องเป็นหลัก ความเสี่ยงในการเกิดเบาหวานชนิดที่ 2 สูงกว่าการสะสมไขมันไว้ในบริเวณอื่น เช่น สะโพกและต้นขา
  • การไม่เคลื่อนไหวร่างกาย ยิ่งคุณเคลื่อนไหวร่างกายน้อยเท่าไร ก็ยิ่งมีความเสี่ยงในการเกิดเบาหวานชนิดที่ 2 มากขึ้นเท่านั้น การออกกำลังกายช่วยควบคุมน้ำหนัก ใช้กลูโคสให้เป็นพลังงาน และทำให้เซลล์ไวต่ออินซูลินมากขึ้น
  • ประวัติครอบครัว ความเสี่ยงในการเกิดเบาหวานชนิดที่ 2 เพิ่มสูงขึ้น หากพ่อแม่หรือพี่น้องของคุณเป็นเบาหวานชนิดที่ 2
  • เชื้อชาติ ถึงแม้ว่ายังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด ผู้คนบางเชื้อชาติ ได้แก่ คนผิวดำ คนอเมริกากลางและอเมริกาใต้ คนพื้นเมืองในอเมริกา และชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชีย มีโอกาสที่จะเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ได้มากกว่าคนผิวขาว
  • อายุ ความเสี่ยงของเบาหวานชนิดที่ 2 เพิ่มขึ้น เมื่อคุณมีอายุมากขึ้น โดยเฉพาะหลังจากอายุ 45 ปี อาจเป็นเพราะมีแนวโน้มออกกำลังกายน้อยลง สูญเสียมวลกล้ามเนื้อ และมีน้ำหนักมากขึ้นตามอายุที่มากขึ้น แต่เบาหวานชนิดที่ 2 ยังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในเด็ก วัยรุ่น และวัยหนุ่มสาว

ข้อมูลที่นำเสนอมิได้ใช้แทนข้อแนะนำทางการแพทย์ ให้ปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยโรคเบาหวานชนิดที่ 2

หากแพทย์สงสัยว่าคุณอาจเป็นโรคนี้ จะมีการตรวจร่างกาย และแพทย์อาจสั่งให้มีการตรวจบางประเภท การตรวจวินิจฉัยมีดังต่อไปนี้

  • การตรวจฮีโมโกลบิน A1C เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เป็นการทดสอบน้ำตาลสะสมในเลือด (glycosylated hemoglobin test) การทดสอบนี้เป็นการวัดระดับกลูโคสในเลือดเฉลี่ย ในช่วงสองหรือสามเดือนที่ผ่านมา คุณไม่จำเป็นต้องอดอาหารเพื่อทดสอบ และแพทย์สามารถวินิจฉัยคุณได้ตามผลการทดสอบ
  • คุณจำเป็นต้องอดอาหารเป็นเวลา 8 ชั่วโมง ก่อนเข้ารับการทดสอบกลูโคสในพลาสม่า การทดสอบประเภทนี้จะวัดปริมาณกลูโคสในพลาสม่า
  • ในระหว่างการทดสอบความทนทานต่อน้ำตาล จะมีการเจาะเลือดก่อนและสองชั่วโมงหลังจากดื่มกลูโคสในขนาดหนึ่ง ผลการทดสอบแสดงให้เห็นว่า ร่างกายของคุณจัดการกลูโคสก่อนและหลังดื่มได้ดีเพียงใด

หากคุณเป็นเบาหวาน แพทย์จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการจัดการโรคนี้

การรักษาเบาหวานชนิดที่ 2     

โชคดีที่คุณสามารถจัดการเบาหวานชนิดที่ 2 ได้อย่างได้ผล แพทย์จะแจ้งให้คุณทราบ เกี่ยวกับความถี่ที่คุณควรตรวจระดับกลูโคสในเลือด เป้าหมายคือควบคุมให้อยู่ในช่วงเฉพาะช่วงใดช่วงหนึ่ง

นอกจากนี้ แพทย์จะอธิบายวิธีการรับรู้ถึงอาการเริ่มแรกของน้ำตาลในเลือด ที่มีค่าสูงเกินไปหรือต่ำเกินไป และข้อควรปฏิบัติในแต่ละสถานการณ์ และแพทย์จะช่วยให้คุณได้เรียนรู้ว่า อาหารใดมีประโยชน์ และอาหารใดไม่มีประโยชน์

ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ไม่จำเป็นต้องใช้อินซูลินทุกคน หากคุณจำเป็นต้องใช้อินซูลินนั่นเป็นเพราะ ตับอ่อนสังเคราะห์อินซูลินไม่เพียงพอด้วยตัวเอง ซึ่งจำเป็นที่คุณต้องใช้อินซูลินตามที่แพทย์สั่ง และมียาตามที่แพทย์สั่งประเภทอื่นที่อาจช่วยควบคุมอาการด้วย

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเอง ที่ช่วยรับมือกับเบาหวานชนิดที่ 2

ให้ปฏิบัติตามเคล็ดลับเหล่านี้ เพื่อจัดการเบาหวานชนิดที่ 2

  • เพิ่มอาหารที่อุดมไปด้วยใยอาหารและคาร์โบไฮเดรตที่มีประโยชน์ในมื้ออาหาร การรับประทานผลไม้ ผัก และธัญพืชเต็มเมล็ดจะช่วยให้ระดับกลูโคสในเลือดคงที่
  • รับประทานอาหารให้ตรงเวลา
  • รับประทานแค่พออิ่ม
  • ควบคุมน้ำหนักและรักษาหัวใจให้มีสุขภาพดี หมายความว่า ให้ควบคุมคาร์โบไฮเดรตที่ผ่านการขัดสี ของหวาน และไขมันจากสัตว์ในปริมาณที่น้อยที่สุด
  • ออกกำลังกายแบบแอโรบิคประมาณครึ่งชั่วโมงทุกวัน เพื่อช่วยให้หัวใจแข็งแรง การออกกำลังกายช่วยควบคุมกลูโคสในเลือดด้วย

ปฏิบัติตามเคล็ดลับเหล่านี้ เพื่อช่วยให้คุณห่างไกลจากเบาหวานชนิดที่ 2 ได้

  • อาหาร: อาหารของคุณควรเน้นที่คาร์โบไฮเดรตที่อุดมด้วยสารอาหารและเส้นใย คุณยังต้องการกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่มีประโยชน์ต่อหัวใจจากปลาบางชนิด เช่น ปลาแซลมอน และไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว และไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน ผลิตภัณฑ์จากนมควรมีไขมันต่ำ สิ่งสำคัญไม่ใช่เป็นเพียงสิ่งที่คุณรับประทานเท่านั้น แต่ยังเป็นปริมาณอาหารที่รับประทานอีกด้วย คุณควรระมัดระวังเกี่ยวกับขนาดมื้ออาหาร และควรพยายามรับประทานอาหารในเวลาเดียวกันทุกวัน
  • การออกกำลังกาย: เบาหวานชนิดที่ 2 สัมพันธ์กับการไม่ออกกำลังกาย การออกกำลังกายแบบแอโรบิคเป็นเวลา 30 นาทีทุกวัน สามารถทำให้สุขภาพโดยรวมของคุณดีขึ้น ให้พยายามเพิ่มการเคลื่อนไหวร่างกายเพิ่มเติมตลอดทั้งวันอีกด้วย
  • การควบคุมน้ำหนักร่างกาย: คุณมีโอกาสมากขึ้นที่จะเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 หากคุณมีน้ำหนักเกิน การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และสมดุล และการออกกำลังกายทุกวัน ช่วยให้คุณควบคุมน้ำหนักได้ หากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมดังกล่าวไม่ได้ผล แพทย์อาจให้ข้อแนะนำสำหรับการลดน้ำหนักอย่างปลอดภัย

หากคุณมีข้อสงสัย โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อให้เข้าใจได้ดีขึ้นถึงวิธีการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ และเพื่อการป้องกันและดูแลคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดียิ่งขึ้น 

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

Review Date: พฤศจิกายน 10, 2018 | Last Modified: ตุลาคม 11, 2019

แหล่งที่มา