โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)

โดย ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ

โรคหลอดเลือดสมอง เกิดขึ้นเมื่อเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงสมองถูกขัดขวางหรือลดลงอย่างมาก ทำให้เนื้อเยื่อสมองขาดออกซิเจน และสารอาหารต่างๆ ซึ่งทำให้เซลล์สมองตายและทำให้มีผลเรื้อรัง

คำจำกัดความ

โรคหลอดเลือดสมอง คืออะไร

โรคหลอดเลือดสมอง (stroke) หรือสโตรก เกิดขึ้นเมื่อเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงสมองถูกขัดขวางหรือลดลงอย่างมาก โรคหลอดเลือดสมองในบางครั้งเรียกว่า “สมองวาย (brain attack)”

กระแสเลือดที่ถูกขัดขวางเป็นเวลานานกว่าสองสามนาที ทำให้เนื้อเยื่อสมองขาดออกซิเจน และสารอาหารต่างๆ ซึ่งทำให้เซลล์สมองตายและทำให้มีผลเรื้อรัง

โรคหลอดเลือดสมอง พบได้บ่อยเพียงใด

โรคหลอดเลือดสมองสามารถส่งผลต่อผู้ป่วยได้ทุกวัย สามารถจัดการได้โดยลดความเสี่ยง โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

อาการ

อาการของโรคหลอดเลือดสมอง

อาการโดยทั่วไปของโรคหลอดเลือดสมอง ได้แก่

  • คุณอาจมีอาการอ่อนเพลีย หรืออาการชาเฉียบพลันที่ใบหน้า แขน หรือขา โดยเฉพาะที่ด้านใดด้านหนึ่งของร่างกาย ให้ลองพยายามยกแขนทั้งสองข้างเหนือศีรษะไปพร้อมกัน หากแขนข้างหนึ่งเริ่มตกลง หรือปากด้านหนึ่งตกลงเมื่อพยายามยิ้ม อาจจะหมายความว่าคุณเป็นโรคหลอดเลือดสมอง
  • การสูญเสียการมองเห็น พละกำลัง การประสานกันของร่างกาย ความรู้สึก การพูด หรือความสามารถในการทำความเข้าใจคำพูดอย่างกะทันหัน
  • ปัญหาเกี่ยวกับการพูด และการทำความเข้าใจ คุณอาจมีอาการมึนงง อย่างเช่น พูดไม่ชัด หรือมีปัญหาในการทำความเข้าใจคำพูด
  • ดวงตาข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างอาจจะมีอาการตาพร่า มองเห็นไม่ชัด ตาบอดกะทันหัน หรือมองเห็นภาพซ้อน
  • สูญเสียการทรงตัวกะทันหัน อาจมีอาการอาเจียน คลื่นไส้ มีไข้ สะอึก หรืออาการกลืนลำบากเกิดขึ้นตามมาภายหลัง
  • อาการปวดศีรษะกะทันหันและรุนแรง โดยไม่มีสาเหตุ และมีอาการรู้สึกตัวตามมาภายหลังอย่างรวดเร็ว อาการนี้เป็นสัญญาณของโรคหลอดเลือดสมองจากการมีเลือดออก
  • มีปัญหาเกี่ยวกับการเดิน อาจสะดุดหรือมีอาการเวียนศีรษะ สูญเสียการทรงตัว หรือสูญเสียการประสานงานกันของร่างกายอย่างกะทันหัน
  • หมดสติชั่วคราว
  • เวียนศีรษะโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือหกล้มกะทันหัน

อาจมีสิ่งบ่งชี้หรืออาการบางประการที่ไม่ได้กล่าวถึงข้างต้น หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการ โปรดปรึกษาแพทย์

ควรไปพบหมอเมื่อใด

หากคุณสังเกตได้ถึงสัญญาณหรืออาการต่างๆ ของโรคหลอดเลือดสมอง ถึงแม้ว่าไม่คงที่หรือหายไป ให้เข้ารับการรักษาทันที โรคหลอดเลือดสมองเป็นภาวะฉุกเฉิน การรักษาที่ทันท่วงทีเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง การดำเนินการแต่เนิ่นๆ สามารถลดความเสียหายของสมองและอาการแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้

สาเหตุ

สาเหตุของโรคหลอดเลือดสมอง

โรคหลอดเลือดสมองอาจเกิดจากสมองขาดเลือด (ischemic stroke) หรือเนื่องจากหลอดเลือด (แตกหรือรั่ว (hemorrhagic stroke) ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการขาดเลือดไปเลี้ยงสมองชั่วคราว (transient ischemic attack หรือ TIA)

โรคหลอดเลือดสมองเนื่องจากสมองขาดเลือด (Ischemic stroke)

หลอดเลือดสมองตีบตันเกิดขึ้นเมื่อหลอดเลือดสมองตีบตันหรืออุดตัน ซึ่งทำให้กระแสเลือดลดลงอย่างรุนแรง หลอดเลือดสมองตีบตันที่พบได้มากที่สุด ได้แก่

  • โรคหลอดเลือดสมองจากหลอดเลือดสมองตีบ (Thrombotic stroke) เกิดขึ้นเมื่อลิ่มเลือด ก่อตัวขึ้นในหลอดเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงสมอง ลิ่มเลือดอาจเกิดจากการสะสมตัวของไขมัน (plaque) ที่ก่อตัวขึ้นในหลอดเลือดและทำให้กระแสเลือดลดลง (atherosclerosis) หรือภาวะอื่นๆ เกี่ยวกับหลอดเลือด
  • โรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดจากการอุดตัน (Embolic stroke) เกิดขึ้นเมื่อลิ่มเลือดหรือตะกอนก่อตัวขึ้นห่างจากสมอง ซึ่งมักเป็นที่หัวใจ และถูกลำเลียงผ่านทางกระแสเลือดไปสะสมตัวอยู่ในหลอดเลือดสมองที่ตีบลง ลิ่มเลือดประเภทนี้เรียกว่า embolus

โรคหลอดเลือดสมองแตก (Hemorrhagic stroke)

หลอดเลือดสมองแตก เกิดขึ้นเมื่อหลอดเลือดในสมองรั่วหรือแตก หลอดเลือดสมองแตกสามารถเกิดจากภาวะหลายประการที่ส่งผลต่อหลอดเลือด ได้แก่ ความดันโลหิตสูงที่ไม่ได้รับการควบคุม (hypertension) การรักษามากเกินไปด้วยยาต้านการแข็งตัวของเลือด (anticoagulants) และจุดอ่อนแอในผนังหลอดเลือด (aneurysms) สาเหตุที่พบได้น้อยกว่าของหลอดเลือดสมองแตก คือ การแตกของหลอดเลือดผนังบางที่เกี่ยวพันกันอย่างซับซ้อน (arteriovenous malformation) ที่เกิดขึ้นตั้งแต่คลอด ประเภทของหลอดเลือดสมองแตก ได้แก่

  • เลือดออกในสมอง (Intracerebral hemorrhage) สำหรับเลือดออกในสมองนั้น หลอดเลือดในสมองแตกและเลือดกระจายออกไปยังเนื้อเยื่องสมองโดยรอบ ซึ่งทำให้เซลล์สมองเสียหาย เซลล์สมองเหนือรอยรั่วขาดเลือดและยังเสียหายอีกด้วย ความดันโลหิตสูง อุบัติเหตุ การก่อตัวผิดรูปของหลอดเลือด การใช้ยาสลายลิ่มเลือด และภาวะอื่นๆ อาจทำให้เกิดเลือดออกในสมอง
  • เลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นกลาง (Subarachnoid hemorrhage) สำหรับเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นกลางนั้น หลอดเลือดในบริเวณหรือใกล้พื้นผิวสมองแตก และเลือดกระจายออกไปยังบริเวณระหว่างพื้นผิวสมองและกะโหลก ภาวะเลือดออกนี้มักมีสัญญาณเตือน จากอาการปวดศีรษะกะทันหันและรุนแรง เลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นกลาง มักเกิดจากการแตกของถุงด้านนอกขนาดเล็กที่มีรูปร่างเหมือนถุงหรือผลเบอร์รี่ในบริเวณหลอดเลือด ที่เรียกว่า aneurysm หลังจากมีเลือดออกที่สมอง หลอดเลือดในสมองอาจขยายตัวและตีบลงอย่างไม่สม่ำเสมอ (vasospasm) ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายที่เซลล์สมองโดยการจำกัดกระแสเลือดต่อไป

สมองขาดเลือดชั่วคราว (Transient ischemic attack: TIA) หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า mini-stroke เป็นช่วงอาการในระยะสั้น ที่คล้ายคลึงกับโรคหลอดเลือดสมอง การลดลงชั่วคราวของกระแสเลือดไปยังสมองทำให้เกิดภาวะ TIA ซึ่งมักมีอาการน้อยกว่าห้านาที เช่นเดียวกับสมองขาดเลือดชั่วคราว อาการ TIA เกิดขึ้นเมื่อลิ่มเลือดหรือตะกอนอุดกั้นกระแสเลือดไปยังสมอง อาการ TIA ไม่ทำให้มีอาการเรื้อรัง เนื่องจากการอุดกั้นเกิดขึ้นชั่วคราว

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง

มีปัจจัยเสี่ยงหลายประการสำหรับโรคหลอดเลือดสมอง เช่น

ปัจจัยเสี่ยงจากไลฟ์สไตล์

  • ภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน
  • ขาดการออกกำลังกาย
  • ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป
  • การใช้ยาเสพติด เช่น โคเคน (cocaine) และเมธแอมเฟตามีน (methamphetamines)

ปัจจัยเสี่ยงจากภาวะสุขภาพ

  • ความดันโลหิตสูง ความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมองเริ่มต้นที่ค่าความดันโลหิตที่สูงกว่า 120/80 มิลลิเมตรของปรอท แพทย์จะช่วยตัดสินใจเกี่ยวกับค่าความดันโลหิตเป้าหมายตามอายุของคุณ ไม่ว่าคุณเป็นเบาหวานหรือความเสี่ยงอื่นๆ หรือไม่ก็ตาม
  • การสูบบุหรี่ หรือการสัมผัสควันบุหรี่มือสอง
  • คอเลสเตอรอลสูง
  • เบาหวาน
  • ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ (Obstructive sleep apnea) เป็นความผิดปกติเกี่ยวกับการนอนหลับ ซึ่งระดับออกซิเจนลดลงเป็นระยะในระหว่างตอนกลางคืน
  • โรคหลอดเลือดหัวใจ (Cardiovascular disease) ซึ่งได้แก่ หัวใจล้มเหลว (heart failure) โรคหัวใจพิการ (heart defects) หัวใจติดเชื้อ (heart infection) หรือหัวใจเต้นผิดปกติ (abnormal heart rhythm)

ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ

  • ประวัติส่วนตัวหรือประวัติครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดสมอง หัวใจวาย หรือสมองขาดเลือดชั่วคราว
  • อายุ 55 ปีหรือมากกว่า
  • ชนชาติ ชาวแอฟริกัน-อเมริกันมีความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมองสูงกว่าชนชาติอื่นๆ
  • เพศ: ผู้ชายมีความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดสมองสูงกว่าผู้หญิง ผู้หญิงสูงอายุมักเป็นโรคหลอดเลือดสมอง และมีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าผู้ชาย นอกจากนี้ ผู้หญิงอาจมีความเสี่ยงจากการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดหรือหรือยาฮอร์โมน ซึ่งได้แก่ เอสโตรเจน รวมทั้งอาจมีความเสี่ยงจากการตั้งครรภ์ และการคลอดบุตรอีกด้วย

การวินิจฉัยและการรักษา

ข้อมูลที่นำเสนอในที่นี้ ไม่สามารถใช้แทนข้อแนะนำทางการแพทย์ ให้ปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยโรคหลอดเลือดสมอง

การตรวจในห้องฉุกเฉิน

การตรวจประการแรกหลังจากเป็นโรคหลอดเลือดสมอง มักเป็นการตรวจด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ (CT scan) การตรวจเอกซเรย์ที่สามารถแสดงให้เห็นว่ามีเลือดออกในสมองหรือไม่ การตรวจวิธีนี้จะแสดงให้เห็นว่า โรคหลอดเลือดสมองเกิดจากหลอดเลือดตีบตัน  หรือหลอดเลือดแตก นอกจากนี้ คุณยังสามารถเข้ารับการตรวจ MRI ได้อีกด้วย การตรวจเบื้องต้นอื่นๆ ที่แนะนำสำหรับหลอดเลือดสมองตีบตัน ได้แก่

  • การตรวจ Electrocardiogram (ECG, EKG) เพื่อตรวจหาความผิดปกติเกี่ยวกับหัวใจ
  • การตรวจเลือดเพื่อช่วยให้แพทย์หาทางเลือกเกี่ยวกับการรักษาและเพื่อตรวจหาภาวะต่างๆ ที่อาจทำให้เกิดอาการที่คล้ายคลึงกับโรคหลอดเลือดสมอง การตรวจดังกล่าว ได้แก่
    • การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด
    • น้ำตาลในเลือด
    • อิเล็กโตรไลต์ (Electrolytes)
    • หน้าที่การทำงานของตับและไต
    • การตรวจ Prothrombin time และ INR (การตรวจประเภทหนึ่งที่วัดระยะเวลาในการแข็งตัวของเลือด)

การตรวจที่อาจเข้ารับต่อไป

หากดูเหมือนว่าคุณอาจมีหลอดเลือดคาโรติดตีบตัน แพทย์อาจต้องการให้มีการตรวจดังต่อไปนี้

  • การตรวจอัลตราซาวนด์หลอดเลือดคาโรติด (Carotid ultrasound)/การตรวจ Doppler scan เพื่อประเมินกระแสเลือดผ่านทางหลอดเลือด
  • การตรวจ Magnetic resonance angiogram (MRA)
  • การตรวจ CT angiogram
  • การตรวจ Carotid angiogram
  • หากแพทย์เชื่อว่าโรคหลอดเลือดสมองอาจเกิดจากความผิดปกติเกี่ยวกับหัวใจ อาจมีการตรวจ echocardiogram หรือ Holter monitoring หรือ telemetry test

มีแนวทางแนะนำว่า ความเสี่ยงต่างๆ สำหรับโรคหัวใจ ยังอาจมีการประเมินได้หลังจากเป็นโรคหลอดเลือดสมอง เพื่อป้องกันความพิการหรือการเสียชีวิต จากความผิดปกติเกี่ยวกับหัวใจในอนาคต เนื่องจากผู้ป่วยจำนวนมากที่เป็นโรคหลอดเลือดสมอง มักเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ (coronary artery disease) อีกด้วย

การรักษาโรคหลอดเลือดสมอง

การรักษาฉุกเฉินสำหรับโรคหลอดเลือดสมอง ขึ้นอยู่กับหลอดเลือดสมองตีบตันที่อุดกั้นหลอดเลือด หรือหลอดเลือดสมองแตกที่มีเลือดออกในสมอง

หลอดเลือดสมองตีบตัน

เพื่อรักษาหลอดเลือดสมองตีบตัน แพทย์ต้องฟื้นฟูกระแสเลือดที่ไปเลี้ยงสมองอย่างรวดเร็ว

การรักษาฉุกเฉินด้วยยา

การรักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือด ต้องเริ่มต้นภายใน 3 ชั่วโมง หากมีการให้ยาผ่านทางหลอดเลือด และยิ่งเร็วยิ่งดี การรักษาโดยเร็วไม่เพียงแต่เพิ่มโอกาสในการรอดชีวิต แต่ยังอาจลดอาการแทรกซ้อนได้ คุณอาจได้รับยาดังต่อไปนี้

  • ยาแอสไพริน ยาแอสไพรินเป็นการรักษาที่ได้ผลทันทีในห้องฉุกเฉินเพื่อลดโอกาสในการเป็นโรคหลอดเลือดสมองซ้ำ ยาแอสไพรินป้องกันการเกิดลิ่มเลือด
  • การฉีดยาสลายลิ่มเลือด การฉีดยา TPA มักดำเนินการผ่านทางหลอดเลือดแขน จำเป็นต้องให้ยาสลายลิ่มเลือดที่ได้ผลนี้ภายใน 4.5 ชั่วโมง หลังจากอาการของโรคหลอดเลือดสมองเริ่มเกิดขึ้น หากมีการให้ยาทางหลอดเลือด ยา TPA ทำให้กระแสเลือดกลับคืนสู่ปกติ โดยการละลายลิ่มเลือดที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง และอาจช่วยให้ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองมีการฟื้นตัวได้ดีมากขึ้น แพทย์ที่ทำการรักษาจะพิจารณาความเสี่ยงบางประการ เช่น เลือดออกที่อาจเกิดขึ้นในสมอง เพื่อดูว่ายา TPA เหมาะสมสำหรับคุณหรือไม่

การรักษาฉุกเฉิน

ในบางครั้ง แพทย์รักษาหลอดเลือดสมองตีบตัน ด้วยการรักษาที่ต้องมีการดำเนินการโดยเร็วที่สุด ซึ่งขึ้นอยู่กับลักษณะของลิ่มเลือด

  • ยาที่ลำเลียงไปยังสมองโดยตรง แพทย์อาจใส่ท่อยาวขนาดเล็ก (สายสวน) ผ่านทางหลอดเลือดในขาหนีบและเคลื่อนที่ไปยังสมองเพื่อลำเลียงยา TPA โดยตรงไปยังบริเวณที่เกิดโรคหลอดเลือดสมอง
  • การกำจัดลิ่มเลือดโดยใช้เครื่องมือ แพทย์อาจใช้สายสวนเพื่อนำเครื่องมือขนาดเล็กไปยังสมอง เพื่อทำลายหรือดูดและนำลิ่มเลือดออกมา

การรักษาวิธีอื่นๆ

เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมองซ้ำ หรือสมองขาดเลือดชั่วคราว แพทย์ที่ทำการรักษาอาจจะแนะนำหัตถการ เพื่อขยายหลอดเลือดที่ตีบตันจากการสะสมตัวของไขมันในบางครั้ง แพทย์จะแนะนำหัตถการดังต่อไปนี้ เพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง ทางเลือกมีความหลากหลายโดยขึ้นอยู่กับสถานการณ์

  • การผ่าตัดหลอดเลือดคอที่ไปเลี้ยงสมอง (Carotid endarterectomy) แพทย์นำคราบไขมันออกจากหลอดเลือดคอแต่ละข้างที่ไปยังสมอง (เส้นเลือดคาโรติด) หัตถการนี้อาจลดความเสี่ยงในการเกิดหลอดเลือดสมองตีบตันได้ อย่างไรก็ดี การผ่าตัดหลอดเลือดคอที่ไปเลี้ยงสมองยังเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่างๆ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคหัวใจหรือภาวะสุขภาพอื่นๆ
  • การผ่าตัดขยายหลอดเลือด (Angioplasty) และขดลวดตาข่าย (stents) แพทย์จะเข้าถึงหลอดเลือดคาโรติดได้มากที่สุดผ่านทางหลอดเลือดในขาหนีบ ในบริเวณนี้ แพทย์จะตรวจพบเส้นเลือดคาโรติดที่คออย่างเบาและปลอดภัย แล้วใช้บอลลูนเพื่อขยายหลอดเลือดตีบตัน แล้วใส่ชิ้นปิดเพื่อพยุงหลอดเลือดที่เปิดออก

หลอดเลือดสมองแตก

การรักษาฉุกเฉินสำหรับหลอดเลือดสมองแตกมุ่งเน้นการควบคุมภาวะเลือดออกและลดความดันในสมอง ยังอาจมีการผ่าตัดเพื่อลดความเสี่ยงในอนาคตอีกด้วย

มาตรการฉุกเฉิน

หากคุณใช้ยาวาร์ฟาริน (warfarin) อย่างคูมาดิน (Coumadin) หรือยาต้านเกล็ดเลือด (antiplatelet drugs) เช่น ยาคลอพิโดเกรล (clopidogrel) อย่างพลาวิกซ์ (Plavix) เพื่อป้องกันลิ่มเลือด คุณอาจได้รับยา หรือการถ่ายส่วนประกอบของเลือดเพื่อต้านฤทธิ์ของยาละลายลิ่มเลือด คุณยังอาจได้รับยาต่างๆ เพื่อลดความดันในสมอง (intracranial pressure) ลดความดันโลหิต ป้องกันการบีบเกร็งของหลอดเลือด (vasospasm) หรือป้องกันอาการชัก

ทันทีที่ภาวะเลือดออกในสมองหยุดลง การรักษามักเกี่ยวกับการรักษาเพื่อพยุงอาการในขณะที่ร่างกายดูดซึมเลือด การรักษาคล้ายคลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในระหว่างที่แผลฟกช้ำรุนแรงหายไป หากบริเวณที่มีเลือดออกมีขนาดใหญ่ แพทย์ที่ทำการรักษาอาจทำการผ่าตัด เพื่อนำเลือดออกและบรรเทาแรงดันในสมอง

การผ่าตัดรักษาหลอดเลือด

อาจมีการผ่าตัดเพื่อรักษาความผิดปกติของหลอดเลือด ที่สัมพันธ์กับหลอดเลือดสมองแตก แพทย์ที่ทำการรักษาอาจแนะนำหนึ่งในหัตถการเหล่านี้ หลังจากเกิดโรคหลอดเลือดสมอง หรือหากหลอดเลือดโป่งพองหรือเส้นเลือดขอดในสมอง (arteriovenous malformation: AVM) หรือความผิดปกติเกี่ยวกับหลอดเลือดประเภทอื่นๆ ทำให้เกิดหลอดเลือดสมองแตก

  • การผ่าตัดแล้วใช้คลิปหนีบ (Surgical Clipping) แพทย์จะวางปากจับขนาดเล็กที่ด้านล่างของหลอดเลือดโป่งพองเพื่อห้ามเลือดที่ไหลเวียนไปถึง ปากจับนี้ป้องกันหลอดเลือดโป่งพองไม่ให้แตกหรือสามารถป้องกันเลือดไหลออกจากหลอดเลือดโป่งพองอีกครั้งที่มีเลือดออกไม่นานมานี้
  • การใส่ขดลวด (endovascular embolization) แพทย์ใส่สายสวนเข้าไปในหลอดเลือดในขาหนีบและนำไปยังสมองโดยใช้การถ่ายภาพเอกซเรย์ แล้วแพทย์จะนำขดลวดขนาดเล็กที่แยกออกได้ใส่ไปยังหลอดเลือดโป่งพอง (aneurysm coiling) ขดลวดอยู่ในหลอดเลือดโป่งพองและทำให้เลือดแข็งตัว
  • การผ่าตัดเส้นเลือดขอดในสมอง (AVM removal) แพทย์จะผ่าตัดนำเส้นเลือดขอดในสมอง (AVM) ขนาดเล็กกว่าออกไป หากอยู่ในบริเวณที่เข้าถึงได้ของสมอง เพื่อลดความเสี่ยงในการแตก และลดความเสี่ยงหลอดเลือดสมองแตก อย่างไรก็ดี เป็นไปไม่ได้ทุกครั้งไปที่จะตัดเส้นเลือดขอดในสมอง (AVM) ออก หากการผ่าตัดทำให้เกิดการทำหน้าที่ของสมองลดลงเป็นอย่างมาก หรือหากมีขนาดใหญ่หรืออยู่ลึกลงไปในสมอง
  • การผ่าตัดทำทางเบี่ยงในสมอง (Intracranial bypass) ในสถานการณ์เฉพาะ การผ่าตัดทำทางเบี่ยงของหลอดเลือดในสมองอาจเป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษากระแสเลือดที่ไหลเวียนไม่ดีไปยังบริเวณสมอง หรือรอยโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดที่ซับซ้อน เช่น การรักษาหลอดเลือดโป่งพอง
  • การฉายรังสีร่วมพิกัด (Stereotactic radiosurgery) ด้วยการใช้รังสีความถี่สูงที่หลากหลาย การฉายรังสีร่วมพิกัดเป็นการรักษาขั้นสูง ที่มีผลกระทบต่อร่างกายน้อย ที่ใช้เพื่อรักษาการก่อตัวที่ผิดรูปของหลอดเลือด

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเอง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเองที่ช่วยจัดการกับโรคหลอดเลือดสมอง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเองดังต่อไปนี้ อาจช่วยรับมือกับโรคหลอดเลือดสมองได้

  • ใช้ไม้ค้ำยันหรือไม้เท่าเพื่อช่วยป้องกันไม่ให้ล้ม
  • ช่วยเรื่องการแต่งตัว ให้ปรึกษานักบำบัดวิชาชีพเกี่ยวกับอุปกรณ์ต่างๆ เช่น อุปกรณ์ช่วยเอื้อมจับ เครื่องช่วยใส่ถุงเท้า และเครื่องช่วยติดกระดุม ที่สามารถช่วยให้คุณแต่งตัวได้
  • ห้ามละเลยด้านที่ได้รับผลกระทบ เป็นเรื่องธรรมชาติที่จะใช้ร่างกายเฉพาะด้านที่ไม่ได้รับผลกระทบจากโรคหลอดเลือดสมอง แต่เป็นสิ่งสำคัญที่จะเอาใจใส่ร่างกายส่วนที่เหลืออีกด้วย
  • จัดการปัญหาการรับประทาน: คุณอาจไม่สามารถสัมผัสอาหารในปากด้านใดด้านหนึ่งหรือทั้งสองด้าน เป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการสำลัก คุณอาจจำเป็นต้องได้รับการตรวจเพิ่มเติม หรือการประเมินโดยนักบำบัดการพูด

หากคุณมีข้อสงสัย โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อให้เข้าใจได้ดีขึ้นถึงวิธีการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

Hello Health Group ม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

Review Date: มกราคม 31, 2019 | Last Modified: สิงหาคม 2, 2019

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน