ไข้หวัด (Common Cold)

โดย ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ

ไข้หวัด (common cold) คืออาการติดเชื้อไวรัสที่ช่องทางเดินหายใจส่วนบน สามารถเกิดได้จากไวรัสหลายชนิด โรคนี้ไม่ค่อยจะเป็นอันตราย แต่อาจจะทำให้รู้สึกไม่ค่อยสบาย

คำจำกัดความ

ไข้หวัดคืออะไร

ไข้หวัด (common cold) คืออาการติดเชื้อไวรัสที่บริเวณจมูกและลำคอ (ช่องทางเดินหายใจส่วนบน) สามารถเกิดได้จากไวรัสหลายชนิด โรคนี้ไม่ค่อยจะเป็นอันตราย แม้อาการอาจจะทำให้รู้สึกไม่สบายมากก็ตาม

ไข้หวัดพบได้บ่อยได้แค่ไหน

โรคนี้เป็นโรคที่พบได้บ่อยมาก เด็กที่อายุต่ำกว่า 6 ปีจะมีความเสี่ยงในการเป็นโรคหวัดได้มากกว่า แต่ผู้ใหญ่ที่สุขภาพดีก็สามารถเป็นหวัดได้สองถึงสามครั้งต่อปี โรคนี้สามารถจัดการได้โดยการลดปัจจัยเสี่ยงของโรค โปรดปรึกษากับแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

อาการ

อาการของไข้หวัดเป็นอย่างไร

อาการทั่วไปมีดังนี้

  • น้ำมูกไหลและจมูกอุดตัน
  • เจ็บคอ
  • ไอ
  • จาม
  • เลือดคั่ง
  • ปวดตัวหรือปวดหัวในระดับเบา
  • เป็นไข้ต่ำ
  • รู้สึกไม่สบาย

น้ำมูกในจมูกอาจจะข้นขึ้น และเป็นสีเหลืองหรือสีเขียวในขณะที่เป็นหวัดแต่นั่นไม่ได้บ่งชี้การติดเชื้อแบคทีเรีย

อาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใดๆ โปรดปรึกษาหมอของคุณ

ควรไปพบหมอเมื่อไร

ควรติดต่อกับแพทย์ในทันทีหากคุณมีอาการดังนี้

สำหรับผู้ใหญ่

  • มีไข้สูงกว่า 38.5 องศาเซียลเซียส
  • มีไข้นานเกินกว่า 5 วัน
  • มีอาการไข้กำเริบหลับจากที่อาการไข้หายไป
  • หายใจไม่ทั่วท้อง
  • หายใจมีเสียงหวีด
  • เจ็บคอ ปวดหัว หรือปวดไซนัสอย่างรุนแรง

สำหรับเด็ก

  • มีไข้ 38 องศาเซียลเซียส สำหรับเด็กแรกเกิดไปจนถึง 12 สัปดาห์
  • มีไข้เพิ่มสูงขึ้น และเป็นไข้นานกว่า 2 วัน สำหรับเด็กในทุกๆ ช่วงอายุ
  • มีอาการแย่ลง หรือไม่มีอาการดีขึ้น
  • มีอาการที่รุนแรง เช่น ปวดหัวหรือไอ
  • หายใจมีเสียงหวีด
  • ปวดหู
  • กระสับกระส่ายอย่างหนัก
  • มีอาการง่วงซึมอย่างผิดปกติ
  • ไม่อยากอาหาร

ถ้าคุณมีอาการใดๆ ที่กล่าวมาข้างต้น หรือมีข้อสงสัยใดๆ ควรปรึกษากับคุณหมอ เนื่องจากร่างกายของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ทางที่ดีที่สุดจึงควรพูดคุยกับหมอ เพื่อหาแนวทางในการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

สาเหตุ

สาเหตุของไข้หวัด

มีไวรัสหลายชนิดที่สามารถทำให้เกิดโรคหวัดได้ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วจะเกิดขึ้นเพราะไรโนไวรัส (rhinoviruses)

โรคหวัดนั้นเป็นโรคติดต่อ ไวรัสสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ผ่านทางปาก ดวงตา หรือจมูก เชื้อโรคนั้นจะอยู่ในอากาศและแพร่กระจายเมื่อมีคนไอ จาม หรือพูด นอกจากนี้ไวรัสยังสามารถแพร่กระจายได้ผ่านทางการสัมผัสผู้ที่เป็นโรคหวัด หรือมีการแบ่งปันสิ่งของเครื่องใช้ที่ปนเปื้อนเชื้อโรค เมื่อคุณสัมผัสที่บริเวณดวงตา จมูก หรือปาก หลังจากสัมผัสกับเชื้อแล้วคุณก็จะเป็นโรคหวัด

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหวัด

ปัจจัยเสี่ยงมีหลายประการ อย่างเช่น

  • อายุ เด็กที่อายุต่ำกว่า 6 ปี จะมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหวัดสูงมาก โดยเฉพาะหากพวกเขาอยู่ในศูนย์ดูแลเด็ก
  • ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายที่อ่อนแอ การมีระบบภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอเนื่องจากโรคเรื้อรังหรืออาการอื่นๆ นั้นสามารถเพิ่มความเสี่ยงได้
  • ช่วงเวลาของปี ทั้งเด็กและผู้ใหญ่จะมีโอกาสเป็นโรคหวัดได้มากในช่วงฤดูใบไม่ร่วงและฤดูหนาว แต่จำไว้ว่าคุณสามารถเป็นหวัดเวลาใดก็ได้
  • สูบบุหรี่ คุณจะมีโอกาสสูงขึ้นที่จะเป็นหวัดขั้นรุนแรงหากคุณสูบบุหรี่
  • การสัมผัสกับเชื้อโรค หากคุณถูกห้อมล้อมด้วยคนจำนวนมาก คุณก็จะมีโอกาสที่จะสัมผัสกับเชื้อไวรัสโรคหวัดมากขึ้น

การวินิจฉัยโรคและการรักษาโรค

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์ทุกครั้งเพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยโรคโรคหวัด

กรณีของโรคหวัดส่วนใหญ่ สามารถวินิจฉัยได้ด้วยสัญญาณและอาการ อย่างไรก็ตามหากแพทย์สงสัยว่า คุณอาจจะติดเชื้อแบคทีเรียหรือมีอาการอื่นๆ คุณอาจจะต้องรับการตรวจสอบแบบอื่นเพื่อยืนยันอาการ

การรักษาโรคโรคหวัด

ไม่มีวิธีที่จะรักษาโรคหวัดได้จริงๆ การรักษาจะทำเพื่อบรรเทาสัญญาณและอาการของโรค

บรรเทาอาการปวด

สำหรับไข้ เจ็บคอ และปวดหัว คนจำนวนมากจะใช้ยาอะเซตามีโนเฟน (ไทลินอลหรืออื่นๆ) หรือใช้ยาบรรเทาปวดแบบเบาอื่นๆ ใช้อะเซตามีโนเฟนในระยะเวลาที่สั้นที่สุดเท่าที่จะทำได้ และใช้ด้วยความระมัดระวังในเด็กและวัยรุ่น เด็กและวัยรุ่นที่กำลังฟื้นฟูจากโรคอีสุกอีใส หรืออาการที่เหมือนกับโรคไว้หวัดใหญ่ ไม่ควรใช้ยาแอสไพริน เนื่องจากแอสไพรินมีความเกี่ยวข้องกับโรคเรย์ซินโดรมในเด็ก (Reye’s syndrome) ซึ่งเป็นโรคหายากแต่อันตรายถึงชีวิต ควรพิจารณาให้เด็กใช้ยาที่หาซื้อได้ตามร้านขายยา ซึ่งเป็นยาสำหรับทารกหรือเด็กโดยเฉพาะ ซึ่งมีทั้งอะเซตามีโนเฟน อย่างไทลินอล ฟีเวอร์รอล สำหรับเด็ก (Tylenol, Infant’s Feverall) และอื่นๆ หรือไอบูโพเฟน อย่างพีดีแอทริค แอดวิล (Pediatric Advil) มอทริน อินฟานต์ (Motrin Infant) และอื่นๆ เพื่อกำจัดอาการ

ยาพ่นแก้คัดจมูก

ผู้ใหญ่สามารถใช้ยาหยอด หรือยาพ่นแก้คัดจมูก ได้เป็นเวลาสูงสุด 5 วัน การใช้ยานี้ในระยะยาวสามารถทำให้เกิดการกลับมาเป็นซ้ำที่หนักกว่าเดิมได้ เด็กที่อายุต่ำกว่า 6 ปี ไม่ควรใช้หยอดหรือยาพ่นแก้คัดจมูก

ยาไซรัปแก้ไอ

องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา และสถาบันกุมารเวชศาสตร์แห่งอเมริกา ได้คัดค้านการใช้ยาแก้ไอแก้หวัดที่หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไปกับเด็กที่อายุต่ำกว่า 4 ปี และยังไม่มีหลักฐานที่ดีว่า การเยียวยาด้วยตัวเองแบบนี้จะมีประโยชน์และปลอดภัยสำหรับเด็ก

หากคุณใช้ยาแก้ไอหรือยาแก้หวัดกับเด็กโต ควรทำตามคำแนะนำบนฉลากยาอย่างเคร่งครัด อย่าให้ยาสองชนิดที่มีส่วนประกอบสำคัญเหมือนกันในเวลาเดียวกัน เช่น ยาต้านฮิสตามีน (Antihistamine) ยาแก้คัดจมูก และยาบรรเทาอาการปวด ส่วนประกอบชนิดเดียวที่มากเกินไป สามารถทำให้กลายเป็นการรับยาเกินขนาดได้ ปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนจะใช้ยาใดๆ

การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเอง

การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์หรือการเยียวยาตนเองที่จะช่วยรับมือกับโรคหวัด

ลักษณะไลฟ์สไตล์และการเยียวยาด้วยตนเองต่อไปนี้อาจจะช่วยรักษาอาการของคุณได้

  • ล้างมือเป็นประจำเพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่เชื้อของไวรัส
  • รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เลือกรับประทานอาหารที่มีสารอาหารสูง เช่น ผักและผลไม้ที่มีสีเขียวเข้ม สีแดงหรือสีเหลือง และอย่าลืมรับประทานโปรตีนลีน ไขมันดี และคาร์โบไฮเดตรเชิงซ้อนเพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันอยู่ในสภาพที่ดี
  • หยุดสูบบุหรี่ บุหรี่จะลดความสามารถของร่างกายในการต่อสู้กับโรคหวัด
  • หยุดดื่มแอลกอฮอล์ การดื่มหนักจะทำให้คุณมีโอกาสเป็นโรคแทรกซ้อนจากโรคหวัดได้

หากคุณมีข้อสงสัยใดๆ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำความเข้าใจให้ดีขึ้นถึงทางออกที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Review Date: สิงหาคม 11, 2018 | Last Modified: สิงหาคม 28, 2019

แหล่งที่มา
บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน