ไตวายเฉียบพลัน (Acute Kidney Failure)

โดย ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ

ไตวายเฉียบพลัน เกิดขึ้นเมื่อไตไม่สามารถกำจัดเกลือส่วนเกิน ของเหลว และของเสียจากเลือดอย่างกะทันหัน เมื่อไตสูญเสียความสามารถในการกรองของเสีย ของเหลวในร่างกายจะเพิ่มสูงขึ้นจนถึงระดับที่เป็นอันตราย

คำจำกัดความ

ไตวายเฉียบพลันคืออะไร

ไตวายเฉียบพลัน (Acute Kidney Failure) สามารถเรียกได้อีกว่า ไตเสียหายเฉียบพลัน (Acute Kidney Injury) หรือภาวะไตล้มเหลวเฉียบพลัน (Acute Renal Failure) เกิดขึ้นเมื่อไตไม่สามารถกำจัดเกลือส่วนเกิน ของเหลว และของเสียจากเลือด อย่างกะทันหัน ซึ่งการกำจัดสารพิษจากร่างกายเป็นหน้าที่กาารทำงานหลักของไต เมื่อไตสูญเสียความสามารถในการกรองของเสีย ของเหลวในร่างกายจะเพิ่มสูงขึ้นจนถึงระดับที่เป็นอันตราย ภาวะดังกล่าวยังทำให้อิเล็กโตรไลต์และของเสียสะสมอยู่ในร่างกาย ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตอีกด้วย

ภาวะไตวายเฉียบพลันเป็นอันตรายต่อชีวิต และจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อย่างไรก็ดี สถานการณ์อาจเปลี่ยนแปลงได้ หากผู้ป่วยมีสุขภาพดี ซึ่งจะทำให้การฟื้นตัวเป็นไปได้ด้วยดี

ไตวายเฉียบพลันพบบ่อยเพียงใด

พบได้ทั่วไปในผู้ป่วยที่พักฟื้นในโรงพยาบาล อาการอาจรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วในเวลา 2-3 วัน จนถึงหลายสัปดาห์ ผู้ที่มีอาการป่วยหนัก และจำเป็นต้องได้รับการรักษาเป็นพิเศษ ถือว่ามีความเสี่ยงสูงสุดในการเกิดไตวายเฉียบพลัน โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

อาการ

อาการไตวายเฉียบพลัน

อาการทั่วไปของภาวะไตวายเฉียบพลัน ได้แก่

  • อุจจาระมีเลือดปน
  • ลมหายใจมีกลิ่นเหม็น
  • เคลื่อนไหวช้าและเฉื่อยชา
  • มีอาการบวมทั่วไปหรือมีภาวะคั่งน้ำ
  • อ่อนเพลีย
  • มีอาการปวดระหว่างซี่โครงและสะโพก
  • มือสั่น
  • เป็นแผลฟกช้ำได้ง่าย
  • สภาวะทางจิตหรืออารมณแปรปรวน โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ
  • ความอยากอาหารลดลง
  • ความรู้สึกลดลง โดยเฉพาะที่มือหรือเท้า
  • เลือดหยุดช้า
  • มีอาการชัก
  • คลื่นไส้
  • อาเจียน
  • ความดันโลหิตสูง
  • รู้สึกถึงรสชาติของโลหะในปาก

อาจมีสิ่งบ่งชี้หรืออาการที่ไม่ได้ระบุไว้ข้างต้น หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการต่างๆ โปรดปรึกษาแพทย์

ควรไปพบหมอเมื่อใด

หากคุณมีสิ่งบ่งชี้หรืออาการใด ๆ ตามที่ระบุข้างต้น หรือมีคำถาม โปรดปรึกษาแพทย์ ร่างกายของแต่ละบุคคลมีการตอบสนองแตกต่างกัน ทางที่ดีที่สุดให้ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับวิธีรักษาที่ดีที่สุดตามสถานการณ์ของคุณ

สาเหตุ

สาเหตุของไตวายเฉียบพลัน

ภาวะไตวายเฉียบพลันสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ โดยสาเหตุที่พบได้มากที่สุด ได้แก่

  • ภาวะไตวายเฉียบพลันที่เกิดจากพยาธิสภาพที่เซลล์ของ หลอดไต (Acute tubular necrosis: ATN)
  • ภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรงหรือกะทันหัน
  • ภาวะไตเป็นพิษจากสารพิษหรือยาบางชนิด
  • โรคไตภูมิต้านทานตนเอง เช่น ไตอักเสบเฉียบพลัน และภาวะไตวายที่เกิดจากการอักเสบของเนื้อไตในส่วนอินเตอร์สติเชียม (interstitium)
  • ท่อปัสสาวะอุดตัน

การที่กระแสเลือดหล่อเลี้ยงไตลดลง ก็สามารถทำให้ไตเกิดความเสียหายได้ ซึ่งมีสาเหตุจากอาการดังต่อไปนี้

  • ความดันโลหิตต่ำ
  • รอยไหม้
  • ภาวะขาดน้ำ
  • ภาวะตกเลือด
  • มีบาดแผล
  • ภาวะช็อกเหตุพิษติดเชื้อ
  • มีอาการป่วยรุนแรง
  • การผ่าตัด

อาการผิดปกติบางประการสามารถทำให้เกิดลิ่มเลือดภายในหลอดเลือดที่หล่อเลี้ยงไต และอาจทำให้เกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน ซึ่งได้แก่

  • กลุ่มอาการเม็ดเลือดแดงแตกยูรีเมีย
  • โรคเกล็ดเลือดต่ำจากภูมิคุ้มกัน
  • ความดันโลหิตสูงมาก
  • การให้เลือดผิดหมู่
  • ผิวหนังหนาและแข็งตัว

การติดเชื้อบางชนิด เช่น ติดเชื้อในกระแสเลือด และกรวยไตอักเสบเฉียบพลัน สามารถทำให้ไตเสียหายไดโดยตรง นอกจากนี้ การตั้งครรภ์ยังทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายต่อไตได้ เช่น รกเกาะต่ำ และรกลอกตัวก่อนกำหนด

ปัจจัยความเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงของโรคตับ

โอกาสในการเป็นไตวายเฉียบพลันมีมากขึ้นในผู้สูงอายุ หรือในผู้ที่มีปัญหาสุขภาพเรื้อรัง ดังต่อไปนี้

  • โรคไต
  • โรคตับ
  • โรคเบาหวาน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยที่ควบคุมอาการไม่ได้
  • ความดันโลหิตสูง
  • หัวใจล้มเหลว
  • โรคอ้วน

ผู้ที่กำลังป่วยหรือกำลังเข้ารับการรักษาในห้องไอซียูในโรงพยาบาล จะมีความเสี่ยงสูงมากสำหรับการเกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน นอกจากนี้ การเข้ารับการผ่าตัดหัวใจ การผ่าตัดช่องท้อง หรือการปลูกถ่ายไขกระดูกก็ยังเพิ่มความเสี่ยงด้วยเช่นกัน

การวินิจฉัยและการรักษา

ข้อมูลที่นำเสนอในที่นี้ ไม่สามารถใช้แทนข้อแนะนำทางการแพทย์ ให้ปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยไตวายเฉียบพลัน

ผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะไตวายเฉียบพลันอาจมีอาการบวมทั่วร่างกาย โดยเฉพาะอาการบวมจากภาวะคั่งน้ำ

การวินิจฉัยสามารถทำได้ด้วยการใช้เครื่องฟังเสียงหัวใจ โดยแพทย์จะได้ยินเสียงในปอด ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของภาวะคั่งน้ำ การวินิจฉัยยังสามารถยืนยันได้ด้วยผลการทดสอบในห้องปฏิบัติการซึ่งแสดงค่าที่ผิดปกติ แตกต่างจากระดับพื้นฐาน โดยมีวิธีทดสอบหลายประการ ได้แก่

  • การตรวจวัดค่า Blood urea nitrogen (BUN)
  • การตรวจวัดค่า Serum potassium
  • การตรวจวัดค่า Serum sodium
  • อัตราการกรองของไตโดยประมาณ (Estimated glomerular filtration rate: eGFR))
  • การตรวจปัสสาวะ (Urinalysis)
  • การตรวจการทำงานของไต (Creatinine clearance)
  • การตรวจวัดค่าครีเอตินิน (Serum creatinine)

การตรวจอัลตราซาวด์เป็นอีกวิธีที่ได้รับความนิยมในการวินิจฉัยไตวายเฉียบพลัน อย่างไรก็ดี การเอ็กซเรย์ช่องท้อง การตรวจช่องท้องด้วยซีทีสแกน และเอ็มอาร์ไอ สามารถช่วยให้แพทย์ระบุได้ว่า มีการอุดตันที่ท่อปัสสาวะหรือไม่ การตรวจเลือดก็เผยให้เห็นสาเหตุพื้นฐานของภาวะไตวายเฉียบพลันได้เช่นกัน

การรักษา

การรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุของภาวะไตวายเฉียบพลัน มีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูการทำงานของไต และป้องกันไม่ให้ของเหลวและของเสียก่อตัวขึ้นในร่างกายระหว่างการฟื้นฟูของไต ในผู้ป่วยส่วนใหญ่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาไตที่เรียกว่า “นักวักกวิทยา” จะทำการประเมินร่างกายก่อนดำเนินการรักษาในขั้นตอนต่อไปนี้

อาหาร

แพทย์จะจำกัดอาหารและปริมาณของเหลวที่ดื่ม เพื่อช่วยลดการก่อตัวของสารพิษในร่างกาย แพทย์มักแนะนำอาหารที่อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต และมีโปรตีน เกลือ และโพแทสเซียมต่ำ

การใช้ยา

แพทย์อาจสั่งยาปฏิชีวนะเพื่อรักษาหรือป้องกันอาการติดเชื้อใดๆ ที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน ส่วนยาขับปัสสาวะจะช่วยให้ไตขับปัสสาวะได้ดีขึ้น ขณะที่แคลเซียมและอินซูลินถูกนำมาใช้ควบคุมระดับโพแทสเซียมในเลือดสูงที่อาจเป็นอันตรายได้

การฟอกไต

ผู้ป่วยอาจจำเป็นต้องได้รับการฟอกไต แต่ไม่จำเป็นเสมอไป และอาจจำเป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น การฟอกไตเป็นการผันเลือดออกจากร่างกายไปยังเครื่องมือที่ช่วยกรองของเสีย เลือดที่สะอาดแล้วจะถูกลำเลียงกลับเข้าสู่ร่างกาย หากระดับโพแทสเซียมสูงถึงขั้นอันตราย การฟอกไตจะสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยได้

การฟอกไตเป็นสิ่งจำเป็นหากมีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับสภาวะทางจิตและปัสสาวะไม่ออก หรือหากมีภาวะเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ หรืออาการอักเสบของหัวใจ โดยการฟอกไตจะสามารถช่วยกำจัดของเสียประเภทไนโตรเจนจากร่างกาย

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตัวเอง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตัวเองเพื่อรับมือกับภาวะไตวายเฉียบพลัน

ในระหว่างที่ร่างกายกำลังฟื้นตัวจากภาวะจากไตวายเฉียบพลัน แพทย์อาจแนะนำอาหารพิเศษเพื่อช่วยบำรุงไตและจำกัดการทำงานของไต โดยแพทย์อาจส่งต่อผู้ป่วยไปยังนักโภชนาการที่สามารถวิเคราะห์การรับประทานอาหารในปัจจุบันของผู้ป่วยและแนะนำวิธีการรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อไตตามสถานการณ์ของผู้ป่วยแต่ละคน โดยนักโภชนาการอาจให้คำแนะนำดังนี้

  • เลือกอาหารที่มีโพแทสเซียมต่ำ เช่น แอปเปิ้ล กะหล่ำปลี ถั่วเขียว องุ่น และสตรอเบอรี่ และหลีกเลี่ยงอาหารที่มีโพแทสเซียมสูง ได้แก่ กล้วย ส้ม มันฝรั่ง ผักโขม และมะเขือเทศ
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่ใช้เกลือ ควรลดปริมาณโซเดียมที่รับประทานในแต่ละวัน ด้วยการหลีกเลี่ยงอาหารที่ใช้เกลือ ซึ่งได้แก่ อาหารสำเร็จรูปต่างๆ อาหารแช่แข็ง ซุปกระป๋อง อาหารฟาสต์ฟูด นอกจากนี้ ยังมีอาหารที่ใช้เกลืออื่นๆ ได้แก่ อาหารว่างที่มีรสเค็ม ผักกระป๋อง เนื้อสัตว์แปรรูป และเนยแข็ง
  • จำกัดการบริโภคฟอสฟอรัส ซึ่งพบในอาหารชนิดต่างๆ เช่น นม เนยแข็ง ถั่วเมล็ดแห้ง ถั่วเปลือกแข็ง และเนยถั่ว การมีปริมาณฟอสฟอรัสในเลือดมากเกินไปจะทำให้กระดูกอ่อนแอและทำให้เกิดอาการคัน

    ที่ผิวหนัง นักโภชนาการจะให้คำแนะนำเฉพาะแก่คุณผู้ป่วยเกี่ยวกับฟอสฟอรัสและวิธีการจำกัดฟอสฟอรัสเป็นรายบุคคล

ในขณะที่ไตฟื้นตัว ผู้ป่วยอาจไม่จำเป็นต้องรับประทานอาหารพิเศษอีกต่อไป ถึงแม้ว่าการรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ยังคงมีความสำคัญ หากคุณมีข้อสงสัย โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อให้เข้าใจได้ดีขึ้นถึงวิธีการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

Hello Health Group ม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

Review Date: ธันวาคม 28, 2018 | Last Modified: สิงหาคม 28, 2019

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย