ไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน (Acute Appendicitis)

โดย ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ

ไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน เป็นการอักเสบของไส้ติ่ง เป็นสาเหตุที่พบได้มากที่สุดในโลกสำหรับการผ่าตัดช่องท้อง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที มีโอกาสที่ไส้ติ่งอักเสบจะแตก ผลที่ตามมาคือการติดเชื้อที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้

คำจำกัดความ

ไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลันคืออะไร

ไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน (Acute appendicitis) เป็นการอักเสบของไส้ติ่ง ซึ่งเป็นอวัยวะขนาดเล็กและมีขนาดเท่านิ้วมือที่แตกออกจากส่วนต้นของลำไส้ใหญ่ในช่องท้องด้านขวา ถึงแม้ว่าไส้ติ่งเป็นอวัยวะส่วนเกินที่ไม่ทราบหน้าที่ แต่สามารถทำให้เกิดโรคได้ ในความเป็นจริงแล้ว ไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลันเป็นสาเหตุที่พบได้มากที่สุดในโลกสำหรับการผ่าตัดช่องท้อง

หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที มีโอกาสที่ไส้ติ่งอักเสบจะแตกออก ซึ่งทำให้สิ่งหมักหมมไหลออกมายังช่องท้อง ผลที่ตามมาคือการติดเชื้อที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ หรือไม่ก็ทำให้เกิดหนองในไส้ติ่งได้

ไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลันพบได้บ่อยเพียงใด

ไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลันพบได้บ่อยมากในทุกวัย โดยมักจะเกิดในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง โรคนี้สามารถจัดการได้โดยลดปัจจัยเสี่ยงเสี่ยง โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

อาการ

อาการของไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน

อาการทั่วไปของไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน ได้แก่

  • อาการปวดหรือกดเจ็บที่ไม่ทราบสาเหตุบริเวณใกล้สะดือ (พบได้ช่วงแรกที่มีอาการ) แล้วเปลี่ยนไปบริเวณด้านล่างขวาของช่องท้อง
  • อาการปวดแปลบๆ เฉพาะบริเวณ และปวดนานติดต่อกัน 2-3 ชั่วโมง
  • อาการปวดเพิ่มมากขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวร่างกาย หายใจลึก ไอ จาม เดิน หรือถูกสัมผัส
  • อาการท้องผูกและไม่สามารถผายลมได้ ซึ่งอาจสลับกับมีอาการท้องร่วง
  • มีไข้ต่ำ (ต่ำกว่า 39 องศาเซลเซียส) หรืออาการไข้สูง (อาจเกิดร่วมกับอาการหนาวสั่น) อาจบ่งชี้ว่าเป็นไส้ติ่งมีหนอง
  • หัวใจเต้นเร็ว
  • ช่องท้องบวม (ในระยะหลัง)
  • อาการปวดหายไปอย่างกะทันหันหลังจากมีอาการอื่นๆ เกิดขึ้น ซึ่งบ่งชี้ว่าไส้ติ่งแตก ซึ่งเป็นอาการฉุกเฉิน
  • คลื่นไส้และอาเจียน (ในผู้ป่วยบางราย)
  • เบื่ออาหาร
  • ลิ้นเป็นฝ้าและลมหายใจมีกลิ่นเหม็น
  • ปัสสาวะขัดและ/หรือปัสสาวะบ่อย
  • มีเลือดปนในปัสสาวะ
  • ท้องบวมหรือท้องอืด โดยเฉพาะในทารก

อาจมีสิ่งบ่งชี้หรืออาการบางประการที่ไม่ได้กล่าวถึงข้างต้น หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการ โปรดปรึกษาแพทย์

ควรไปพบหมอเมื่อใด

หากคุณมีสิ่งบ่งชี้หรืออาการใดๆ ตามที่ระบุข้างต้น หรือมีคำถาม โปรดปรึกษาแพทย์ ร่างกายของแต่ละบุคคลมีการตอบสนองแตกต่างกัน ทางที่ดีที่สุดให้ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับวิธีรักษาที่ดีที่สุดตามสถานการณ์ของคุณ

สาเหตุ

สาเหตุของไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน

ไส้ติ่งอักเสบมักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียถึงแม้ว่ายังทราบสาเหตุที่แน่ชัดของการอักเสบ

ไส้ติ่งอาจมีการอุดกั้นด้วยก้อนของสิ่งหมักหมม เกลือแคลเซียม และเศษสิ่งหมักหมม (เรียกว่า fecaliths) หรือเนื้องอก (พบได้น้อย) ซึ่งทำให้เกิดการอักเสบและการติดเชื้อ

อาการบวมและการอักเสบทำให้เกิดการติดเชื้อ ลิ่มเลือด หรือไส้ติ่งแตกได้

ต่อมน้ำหลืองโตสัมพันธ์กับความผิดปกติที่เกิดจากการอักเสบและติดเชื้อ เช่น โรคโครห์น (Crohn’s disease) โรคหัด โรคจากเชื้อบิดอะมีบา โรคกระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบ ทางเดินหายใจติดเชื้อ และโรคติดเชื้อโมโนนิวคลีโอซิส (mononucleosis)

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงของไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน

มีปัจจัยเสียงหลายประการสำหรับการเกิดไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน เช่น

  • มีประวัติครอบครัวเป็นไส้ติ่งอักเสบ
  • เพศชาย
  • มีอายุระหว่าง 10 และ 19 ปี
  • เป็นโรคลำไส้ติดเชื้อเป็นเวลานาน เช่น โรคโครห์น หรือโรคลำไส้ใหญ่อักเสบชนิดเป็นแผล

นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยที่เผยว่า “อาหารตะวันตก” ซึ่งมีคาร์โบไฮเดรตสูงและมีเส้นใยอาหารต่ำ สามารถเพิ่มโอกาสในการเป็นไส้ติ่งอักเสบได้ เนื่องจากไม่มีเส้นใยอาหารเพียงพอ ทำให้การขับถ่ายไม่ดี ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดไส้ติ่งอุดตัน

นอกจากนี้ ยังมีความเกี่ยวข้องกันระหว่างมลภาวะทางอากาศ โดยเฉพาะโอโซนในระดับสูง และการเกิดไส้ติ่งอักเสบ โดยนักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบแน่ชัดถึงสาเหตุที่มลภาวะทางอากาศสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่สูงขึ้นในการเกิดไส้ติ่งอักเสบ แต่อาจเกิดจากการที่ระดับโอโซนที่สูงในอากาศทำให้เกิดไส้อักเสบได้มากขึ้นเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงของการสะสมตัวของจุลินทรีย์ในลำไส้

อันที่จริงแล้ว การศึกษาวิจัยเผยว่าไส้ติ่งอักเสบมักเกิดในช่วงฤดูร้อนได้มากกว่าช่วงเวลาอื่นของปี ซึ่งอาจเกิดจากสาเหตุร่วมกันระหว่างมลภาวะทางอากาศที่สูงขึ้นและการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารที่มากขึ้น รวมทั้งการบริโภคอาหารฟาสต์ฟู้ดและอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง เส้นใยอาหารต่ำในปริมาณมากขึ้น

การวินิจฉัยและการรักษา

ข้อมูลที่นำเสนอในที่นี้ ไม่สามารถใช้แทนข้อแนะนำทางการแพทย์ ให้ปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน

การวินิจฉัยทั่วไปทำได้โดยการตรวจร่างกายเพื่อตรวจหาความผิดปกติที่ทำให้เกิดอาการต่างๆ ที่คล้ายคลึงกับอาการไส้ติ่งอักเสบ แพทย์จะเริ่มต้นด้วยการตรวจร่างกายโดยหาอาการกดเจ็บในช่องท้องส่วนล่างขวา หากผู้ป่วยตั้งครรภ์อาจมีอาการปวดมากขึ้น ในกรณีที่ไส้ติ่งทะลุจะมีอการแข็งและบวมที่กระเพาะอาหาร

นอกเหนือจากการตรวจหาอาการกดเจ็บ แพทย์จะทำการทดสอบหลายประการสำหรับไส้ติ่งอักเสบ ดังนี้

  • การตรวจปัสสาวะ เป็นการตรวจหาการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ หรือนิ่วในไต
  • การตรวจเชิงกราน มักทำในผู้หญิงเพื่อตรวจความผิดปกติเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ และยังสามารถตรวจหาการติดเชื้อเชิงกรานอื่นๆ ได้อีกด้วย
  • การตรวจการตั้งครรภ์ เป็นการตรวจหาการตั้งครรภ์นอกมดลูกที่สงสัยว่าอาจเกิดขึ้นได้
  • การตรวจด้วยภาพถ่ายในช่องท้อง เพื่อระบุว่ามีฝีหรืออาการแทรกซ้อนอื่นๆ หรือไม่ อาจดำเนินการด้วยการตรวจเอ็กซเรย์ การตรวจ อัลตราซาวด์หรือการตรวจซีทีสแกน
  • การเอ็กซเรย์หน้าอก เพื่อตรวจหาอาการปอดบวมส่วนล่างขวาซึ่งในบางครั้งอาจมีอาการคล้ายคลึงกับไส้ติ่งอักเสบ

การรักษาไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน

การรักษาไส้ติ่งอักเสบมีหลายวิธี ในกรณีที่พบได้น้อย ไส้ติ่งอักเสบอาจมีอาการดีขึ้นได้โดยไม่ต้องผ่าตัด การรักษาอาจมีการใช้ยาปฏิชีวนะและอาหารเหลวเท่านั้น

อย่างไรก็ดี ผู้ป่วยส่วนใหญ่จำเป็นต้องผ่าตัด โดยประเภทการผ่าตัดจะขึ้นอยู่กับอาการของไส้ติ่งอักเสบ

หากมีโพรงหนองที่ยังไม่แตก คุณอาจได้รับยาปฏิชีวนะก่อน แล้วแพทย์จะระบายหนองออกโดยใช้หลอดที่สอดผ่านผิวหนัง การผ่าตัดนำไส้ติ่งออกจะทำได้หลังจากรักษาการติดเชื้อแล้ว

หากโพรงหนองหรือไส้ติ่งเกิดแตกออก จำเป็นต้องผ่าตัดทันที

แพทย์สามารถทำการผ่าตัดในแบบการผ่าตัดเปิดหรือผ่านกล้องก็ได้ โดยการผ่าตัดด้วยกล้องจะมีผลต่อร่างกายน้อยและใช้เวลาพักฟื้นน้อยกว่า อย่างไรก็ดี การผ่าตัดแบบเปิดอาจจำเป็นหากพบว่ามีโพรงหนองหรือเยื่อบุช่องท้องอักเสบ

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตัวเอง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตัวเองที่ช่วยจัดการไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตัวเองดังต่อไปนี้ อาจช่วยให้จัดการไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลันได้

  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องใช้แรงมากในระยะแรก หากได้รับการผ่าตัดไส้ติ่งโดยใช้กล้อง โดยจำกัดกิจกรรมอย่างน้อย 3-5 วัน หากเข้ารับการผ่าตัดไส้ติ่งแบบเปิด ให้จำกัดกิจกรรมเป็นเวลา 10 ถึง 14 วัน และควรหมั่นปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับข้อจำกัดเกี่ยวกับการทำกิจกรรมต่างๆ ของคุณ รวมทั้งเวลาที่สามารถเริ่มกิจกรรมตามปกติหลังการผ่าตัด
  • พยุงช่องท้องไว้ขณะจาม ให้วางหมอนไว้เหนือช่องท้องและออกแรงกดทับก่อนมีอาการไอ หัวเราะ หรือเคลื่อนไหวรางกายเพื่อช่วยลดอาการปวด
  • แจ้งให้แพทย์ทราบหากยาแก้ปวดไม่ได้ผล เนื่องจากอาการปวดทำให้มีความตึงเครียดมากขึ้นในร่างกายและชะลอกระบวนการรักษา หากคุณยังมีอาการปวดถึงแม้ว่ารับประทานยาแก้ปวดแล้ว ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ
  • ลุกขึ้นและเคลื่อนไหวร่างกายเมื่อพร้อม ให้เริ่มอย่างช้าๆ และเพิ่มการเคลื่อนไหวมากขึ้นเมื่อรู้สึกว่าทำได้ ควรเริ่มด้วยการเดินในระยะทางสั้นๆ ก่อน
  • นอนพักเมื่อรู้สึกเหนื่อย ในขณะที่ร่างกายรักษาตัว อาจรู้สึกง่วงนอนมากกว่าปกติ ให้ผ่อนคลายและพักผ่อนเมื่อจำเป็น
  • ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการกลับไปทำงานหรือเรียน โดยสามารถกลับไปทำงานได้เมื่อรู้สึกว่าร่างกายพร้อม ส่วนเด็กอาจสามารถกลับไปเรียนได้ภายในเวลาน้อยกว่าหนึ่งสัปดาห์หลังการผ่าตัด แต่ควรรอเวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์ก่อนเริ่มทำกิจกรรมที่ต้องใช้แรงมาก เช่น การเข้าคลาสยิมหรือกีฬาต่างๆ

หากคุณมีข้อสงสัย โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อให้เข้าใจได้ดีขึ้นถึงวิธีการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

Hello Health Group ม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

Review Date: มกราคม 1, 2019 | Last Modified: สิงหาคม 28, 2019