ไอเรื้อรัง (chronic cough)

โดย ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ

ไอเรื้อรัง เป็นอาการไอที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันเป็นเวลา 8 สัปดาห์หรือนานกว่าในผู้ใหญ่ หรือ 4 สัปดาห์ในเด็ก อาการไอเรื้อรังสามารถส่งผลต่อการนอนและทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย

คำจำกัดความ

ไอเรื้อรังคืออะไร

ไอเรื้อรัง (chronic cough) เป็นอาการไอที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันเป็นเวลา 8 สัปดาห์หรือนานกว่าในผู้ใหญ่ หรือ 4 สัปดาห์ในเด็ก อาการไอเรื้อรังสามารถส่งผลต่อการนอนและทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย ในกรณีที่มีอาการรุนแรงสามารถทำให้เกิดการอาเจียน มึนศีรษะ และแม้แต่กระดูกซี่โครงแตกได้ อย่างไรก็ตาม อาการไอเรื้อรังมักหายไปเมื่อได้รับการรักษา

ไอเรื้อรังพบบ่อยเพียงใด

มีรายงานว่าพบอาการไอเรื้อรังได้ในผู้ใหญ่ร้อยละ 10-20 โดยอาจเกี่ยวข้องกับการทำงานและประวัติการทำงาน

อย่างไรก็ดี สามารถจัดการได้โดยลดความเสี่ยง โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

อาการ

ไอเรื้อรังมีอาการอย่างไร

อาการไอเรื้อรังสามารถเกิดขึ้นร่วมกับสิ่งบ่งชี้และอาการอื่นๆ หลายประการ ได้แก่

  • น้ำมูกไหล
  • มีเสมหะในลำคอ
  • ระคายคอและเจ็บคอบ่อย
  • เสียงแหบ
  • หายใจมีเสียงและหายใจติดขัด
  • แสบร้อนกลางอกหรือมีรสเปรี้ยวในปาก
  • ในกรณีที่พบได้น้อย อาจมีอาการไอเป็นเลือด

ควรไปพบหมอเมื่อใด

ผู้ที่มีอาการเหล่านี้ ควรต้องเข้ารับการรักษาทันที

หากคุณมีสิ่งบ่งชี้หรืออาการใดๆ ตามที่ระบุข้างต้น หรือมีข้อคำถามใดๆ โปรดปรึกษาแพทย์ ร่างกายของแต่ละบุคคลมีการตอบสนองแตกต่างกัน

สาเหตุ

สาเหตุของการไอเรื้อรัง

ควรสังเกตว่าอาการไอที่เกิดขึ้นเป็นอาการปกติหรือไม่ กล่าวคือ โดยปกติแล้วการไอจะช่วยกำจัดสิ่งระคายเคืองและสารคัดหลั่งจากปอดและป้องกันการติดเชื้อ อย่างไรก็ดี อาการไอเรื้อรังเป็นเวลาหลายสัปดาห์ มักเป็นผลจากปัญหาสุขภาพ และมักมีสาเหตุที่เกี่ยวข้องมากกว่าหนึ่งประการ

สาเหตุที่พบได้ทั่วไปดังต่อไปนี้ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นประการเดียวหรือหลายประการร่วมกัน เป็นสาเหตุหลักของไอเรื้อรัง

  • เสมหะในลำคอ

เมื่อจมูกหรือไซนัสผลิตเมือกออกมามากเกินไป เมือกดังกล่าวสามารถไหลลงไปทางคอด้านหลังและกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาฉับพลันของลำคอ

  • หอบหืด

อาการไอที่สัมพันธ์กับหอบหืดอาจเกิดขึ้นในช่วงอากาศเปลี่ยน โดยมักเกิดขึ้นหลังการติดเชื้อทางเดินทายใจส่วนบน อาจมีอาการแย่ลงเมื่อสัมผัสอากาศเย็นหรือสารเคมีหรือน้ำหอมบางชนิด โดยอาการไอถือเป็นหนึ่งในอาการที่พบได้ทั่วไปของโรคหอบหืด

  • กรดไหลย้อน

ภาวะนี้เกิดจากกรดในกระเพาะอาหารไหลกลับเข้าไปในหลอดอาหารที่เชื่อมกระเพาะอาหารกับลำคอ ส่งผลให้เกิดการระคายเคืองอย่างต่อเนื่อง จนทำให้เกิดอาการไอเรื้อรัง ในทางกลับกัน อาการไอทำให้กรดไหลย้อนมีอาการแย่ลง ซึ่งเป็นวัฏจักรที่อันตราย

  • การติดเชื้อ

อาการไอเรื้อรังสามารถเกิดขึ้นได้อย่างช้าๆ เป็นเวลานานหลังจากอาการปอดบวม เป็นไข้ อาการหวัด หรือการติดเชื้ออื่นๆ ในระบบทางเดินหายใจส่วนบนหายไป สาเหตุทั่วไปของอาการไอเรื้อรังในผู้ใหญ่ แต่มักถูกมองข้ามไปคือโรคไอกรน

  • ยารักษาความดันโลหิต

ยากลุ่ม Angiotensin-converting enzyme (ACE) inhibitors ที่ใช้รักษาความดันโลหิตสูงและหัวใจวาย เป็นสาเหตุให้เกิดอาการไอเรื้อรังในผู้ป่วยบางราย

  • หลอดลมอักเสบเรื้อรัง

การติดเชื้อที่ทางเดินหายใจหลัก (หลอดลม) ที่เกิดขึ้นเป็นเวลานานนี้ อาจทำให้เกิดอาการไอที่มีเสมหะสีเข้ม ผู้ป่วยโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรังส่วนใหญ่เป็นผู้ที่สูบบุหรี่หรือเคยสูบบุหรี่มาก่อน โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรังมักเป็นอาการต่อเนื่องของโรคปอด ที่เกิดจากการสูบบุหรี่ ที่เรียกว่าโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง นอกจากนี้ โรคถุงลมโป่งพองยังเกิดขึ้นได้ในช่วงเวลานี้ด้วยเช่นกัน โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรังและถุงลมโป่งพองมักเกิดขึ้นร่วมกันในผู้ที่สูบบุหรี่ และเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง

นอกจากนี้ ยังมีสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้เกิดอาการไอเรื้อรัง ได้แก่

  • การสำลักอาหารในผู้ใหญ่ และสิ่งแปลกปลอมในเด็ก
  • โรคหลอดลมโป่งพอง ทำให้ทางเดินหายใจเสียหาย
  • หลอดลมฝอยอักเสบ
  • โรคซิสติกไฟโบรซิส
  • กรดไหลย้อนขึ้นมาที่คอและกล่องเสียง
  • โรคมะเร็งปอด
  • โรคหลอดลมอักเสบที่ไม่ได้เกิดจากหอบหืด
  • โรคซาร์คอยโดซิส (Sarcoidosis) ที่เกิดการสะสมตัวของเซลล์ที่อักเสบที่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย พบได้มากที่สุดในปอด

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงของการไอเรื้อรัง

ปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดอาการไอเรื้อรัง ได้แก่

  • การสูบบุหรี่ เป็นปัจจัยเสี่ยงหลักสำหรับอาการไอเรื้อรัง เกิดจากการสูดดมสารพิษจากบุหรี่โดยตรงหรือสูดดมสารพิษจากบุหรี่ในอากาศ
  • ภูมิแพ้ ผู้ที่เป็นภูมิแพ้มีความเสี่ยงมีอาการไอเพิ่มขึ้นเมื่อสัมผัสกับสิ่งกระตุ้นภูมิแพ้
  • สิ่งแวดล้อม สถานที่ทำงานบางแห่งมีสารระคายเคืองในอากาศ ที่ทำให้เกิดอาการไอ บริเวณที่มีมลภาวะสูงหรือการใช้ถ่านปรุงอาหารหรือทำความร้อนก็สามารถเพิ่มความเสี่ยงของอาการไอได้อีกด้วย
  • โรคปอดเรื้อรัง ผู้ป่วยโรคหอบหืด โรคหลอดลมโป่งพองโรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรัง และผู้เคยมีอาการปอดติดเชื้อที่มีพังผืด จะมีความเสี่ยงเกิดอาการไอเพิ่มขึ้น
  • เพศหญิง ผู้หญิงมีปฏิกิริยาตอบสนองต่ออาการไอไวกว่าผู้ชาย ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงของอาการไอเรื้อรังได้

การวินิจฉัยและการรักษา

ข้อมูลที่นำเสนอในที่นี้ ไม่สามารถใช้แทนข้อแนะนำทางการแพทย์ ให้ปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยอาการไอเรื้อรัง

การตรวจร่างกาย

แพทย์จะวัดสัญญาณชีพและอุณหภูมิร่างกาย โดยแพทย์จะตรวจระดับออกซิเจนโดยการหนีบคลิปที่นิ้วมือ แล้วแพทย์จะส่องดูที่คอด้านหลังและหู นอกจากนี้ แพทย์จะฟังเสียงปอดและหัวใจและอาจตรวจบริเวณขาและผิวหนังร่วมด้วย

การทดสอบต่างๆ

แพทย์อาจตัดสินใจให้มีการทดสอบเพิ่มเติม ซึ่งอาจได้แก่

  • การเอกซเรย์หน้าอก
  • การตรวจตัวอย่างเลือด เพื่อดูว่าร่างกายของคุณต้านทานการติดเชื้อหรือไม่
  • การตรวจหน้าอกด้วย CT scan ทำให้ได้ภาพถ่ายหน้าอกชัดเจนขึ้น
  • การป้ายคอ มักใช้แผ่นสำลีขนาดยาวเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อไปตรวจหาเชื้อโรค
  • ตัวอย่างเสมหะ เก็บตัวอย่างเสมหะเเมื่อเกิดอาการไอรุนแรง
  • การตรวจสมรรถภาพปอดโดยวัดปริมาตรของอากาศที่หายใจเข้าและออกจากปอด โดยผู้เข้ารับการทดสอบจะต้องหายใจออกอย่างแรงและเร็ว เข้าไปในอุปกรณ์พลาสติกขนาดเล็กเพื่อวัดว่า หายใจออกได้ดีเพียงใด
  • การทดสอบการตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นของหลอดลม เป็นการทดสอบอาการหอบหืดมาตรฐานที่มักใช้เพื่อประเมินอาการหอบหืดประเภท cough variant asthma

การรักษา

สำหรับผู้ป่วยที่กำลังใช้ยาในกลุ่ม ACE inhibitor แพทย์อาจแนะนำให้เปลี่ยนเป็นยาชนิดอื่นที่ไม่ก่อให้เกิดอาการไอ

ยาที่ใช้รักษาอาการไอเรื้อรัง ได้แก่

  • ยาแก้แพ้ ยากลูโคคอร์ติคอยด์ (glucocorticoids) และยาลดน้ำมูก ซึ่งเป็นยามาตรฐานสำหรับรักษาอาการภูมิแพ้และลดเสมหะในลำค
  • ยาแก้หอบหืดสำหรับสูดดม เป็นยาที่ได้ผลมากที่สุดสำหรับรักษาอาการไอที่สัมพันธ์กับโรคหอบหืด ได้แก่ ยากลูโคคอร์ติคอยด์ (glucocorticoids) และยาขยายหลอดลม (bronchodilators) ซึ่งลดอาการอักเสบและขยายทางเดินหายใจ
  • ยาปฏิชีวนะ หากการติดเชื้อแบคทีเรียทำให้เกิดอาการไอเรื้อรัง แพทย์อาจสั่งยาปฏิชีวนะ
  • ยาลดกรด เมื่อการเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์ไม่ช่วยรักษากรดไหลย้อนได้ อาจจำเป็นต้องรักษาด้วยยาที่ขัดขวางการสร้างกรด ผู้ป่วยบางรายจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัด
  • ยาแก้ไอ หากไม่ทราบสาเหตุการไอและการไอทำให้เกิดปัญหารุนแรง เช่น รบกวนการนอนหลับ แพทย์อาจสั่งให้ใช้ยาแก้ไอ อย่างไรก็ดี ไม่มีหลักฐานสนับสนุนว่ายาแก้ไอที่วางจำหน่ายทั่วไปใช้ได้ผล

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเอง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเองที่ช่วยจัดการอาการไอเรื้อรัง

การเลือกไลฟ์สไตล์ที่ส่งผลดีต่อสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญในการเยียวยาตัวเอง โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงสูง โดยมีแนวทางที่แนะนำดังต่อไปนี้

  • เลิกสูบบุหรี่ หลังจากคุณเลิกสูบบุหรี่ จะมีโอกาสป็นหวัดหรือไอกรนน้อยลงมาก
  • การเปลี่ยนแปลงอาหาร หากต้องการความช่วยเหลือในการปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหาร แพทย์อาจแนะนำให้พบนักโภชนาการ
  • ภาวะสุขภาพ แนะนำให้อยู่ห่างจากผู้ที่เป็นโรคติดต่อทางสัมผัส เช่น โรคหลอดลมอักเสบเพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสเชื้อโรค นอกจากนี้ ควรล้างมือบ่อยๆ และไม่ใช้เครื่องใช้ที่มีใบมีด ผ้าเช็ดตัว หรือหมอนร่วมกัน

หากคุณมีข้อสงสัย โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อให้เข้าใจได้ดีขึ้นถึงวิธีการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ


Hello Health Group ม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Review Date: ธันวาคม 31, 2018 | Last Modified: สิงหาคม 28, 2019

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย