กลูโคเฟจ (Glucophage®)

โดย ทบทวนบทความโดย เภสัชกรวิสสุตา ชั้นประเสริฐ

ชื่อสามัญ: กลูโคเฟจ (Glucophage®) Brand Name(s): กลูโคเฟจ (Glucophage®), กลูโคเฟจ (Glucophage®), กลูโคเฟจ (Glucophage®) และ กลูโคเฟจ (Glucophage®).

ข้อบ่งใช้

กลูโคเฟจ (ยาเมทฟอร์มิน) ใช้สำหรับ

กลูโคเฟจ (Glucophage®) นิยมใช้สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เพื่อควบคุมภาวะน้ำตาลในเลือดสูง

วิธีการใช้กลูโคเฟจ (ยาเมทฟอร์มิน)

วิธีการใช้ยาสำหรับรับประทาน

  • รับประทานกลูโคเฟจตามที่แพทย์กำหนดในเรื่องเกี่ยวกับขนาดยาและตารางการใช้ยา
  • ควรอ่านฉลากยาให้ละเอียดก่อนใช้กลูโคเฟจ
  • หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับข้อมูลบนฉลากยา โปรดปรึกษาแพทย์

การเก็บรักษากลูโคเฟจ (ยาเมทฟอร์มิน)

กลูโคเฟจควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง ให้พ้นแสงและความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเสื่อมสภาพ ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง หากมีข้อสงสัยควรอ่านคำแนะนำบนบรรจุภัณฑ์หรือสอบถามเภสัชกรเสมอ และโปรดเก็บยาให้พ้นจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยงเพื่อความปลอดภัย

ไม่ควรทิ้งกลูโคเฟจลงในชักโครก หรือเทยาลงในท่อระบายน้ำ เว้นเสียแต่จะได้รับคำแนะนำให้ทำเช่นนั้น หากยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้ยา ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้อง โดยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเภสัชกร

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้กลูโคเฟจ (ยาเมทฟอร์มิน)

ก่อนใช้กลูโคเฟจโปรดแจ้งให้แพทย์ทราบหากคุณมี

  • อาการแพ้ต่อกระสายยาที่ใช้ในรูปแบบยาที่มีส่วนผสมของกลูโคเฟจ
  • อาการแพ้อื่นๆ เช่น ยาอื่นๆ อาหาร สีย้อม สารกันบูด หรือสัตว์
  • กำลังเป็นโรคอื่นๆ หรือใช้ยาอื่นที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดปฏิกิริยากับกลูโคเฟจ

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์ เพื่อประเมินประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยานี้

กลูโคเฟจจัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์ หมวด B โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

  • A= ไม่มีความเสี่ยง
  • B= ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C= อาจจะมีความเสี่ยง
  • D= มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X= ห้ามใช้
  • N= ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้กลูโคเฟจ (ยาเมทฟอร์มิน)

กลูโคเฟจสามารถทำให้เกิดผลข้างเคียงบางอย่างได้เช่นเดียวกับยาอื่น  ส่วนใหญ่แล้วอาการเหล่านี้แทบจะไม่เกิดขึ้นและไม่จำเป็นต้องรับการรักษาเพิ่มเติม แต่ควรปรึกษาแพทย์เสมอหากเกิดปัญหาใดๆ ระหว่างใช้ยานี้

ผลข้างเคียงบางส่วนมีดังนี้

  • ปวดกล้ามเนื้อ
  • อ่อนแรง
  • มีอาการชาหรือรู้สึกเย็นที่แขนหรือขา
  • หายใจติดขัด
  • รู้สึกวิงเวียนหรือหน้ามืด
  • ปวดท้อง คลื่นไส้และอาเจียน
  • หัวใจเต้นช้าหรือเต้นไม่เป็นจังหวะ
  • รู้สึกหายใจลำบาก แม้แค่การออกกำลังกายเบาๆ
  • บวมหรือน้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • มีอาการของโรคไข้หวัดใหญ่ (เช่นเป็นไข้ หนาวสั่น ปวดเมื่อยตัว)
  • ปวดศีรษะ
  • ท้องร่วง

ผลข้างเคียงที่กล่าวมาข้างต้น อาจไม่ได้เกิดกับทุกคน หรือบางคนอาจมีอาการอื่นนอกเหนือจากนี้ หากคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

กลูโคเฟจอาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ และอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรด้วยว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง สมุนไพร เป็นต้น และเพื่อความปลอดภัย คุณไม่ควรเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาเองโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ยาที่อาจมีปฏิกิริยากับกลูโคเฟจ ได้แก่

  • ยาอะเซตาโซลาไมด์ (Acetazolamide) อย่างไดอามอกซ์ (Diamox)
  • ยาอะมิโลไรด์ (Amiloride) อย่างมาดามอร์ (Midamor, In Moduretic)
  • ยาในกลุ่มเออีซีอินฮิบิเตอร์ (Angiotensin-Converting Enzyme inhibitors) เช่น ยาเบนาเซพริล (Benazepril) อย่างโลเทนซิน (Lotensin) ยาแคปโทพริล (Captopril) อย่างแคปโพเทน (Capoten) ยาเอนาลาพริล (Enalapril) อย่างวาโซเทค (Vasotec) ยาโฟซินโนพริล (Fosinopril) อย่างโมโนพริล (Monopril) ยาลิซิโนพริล (Lisinopril) อย่างพรินิวิล (Prinivil) หรือเซลทริล (Zestril) ยาโมเอกซิพริล (Moexipril) อย่างยูนิวาสค์ (Univasc) ยาเพอริโดพริล (Perindopril) อย่างเอซิออน (Aceon) ยาควินาพริล (Quinapril) อย่างแอคคูพริล (Accupril) ยารามิพริล (Ramipril) อย่างอัลเทรส (Altace) ยาทรานโดลาพริล (Trandolapril) อย่างมาวิก (Mavik)
  • ยาในกลุ่มเบต้าบล็อกเกอร์ (Beta-Blockers) เช่น ยาอะเทโนลอล (Atenolol) อย่างเทนอร์มิน (Tenormin) ยาลาเบทาลอล (Labetalol) อย่างนอร์โมดีน (Normodyne) ยาเมโทโพรลอล (Metoprolol) อย่างโลเพรสเซอร์ (Lopressor) หรือโทพรอล เอ็กซ์แอล (Toprol Xl) ยานาโดลอล (Nadolol) อย่างคอร์การ์ด (Corgard) ยาโพรพราโนลอล (Propranolol) อย่างอินเดรอล (Inderal)
  • ยาในกลุ่มแคลเซียมชาแนลบล็อกเกอร์ (Calcium Channel Blockers) เช่น ยาแอมโลดิพีน (Amlodipine) อย่างนอร์วาสค์ (Norvasc) ยาดิลไทอาเซม (Diltiazem) อย่างคาร์ดิเซม (Cardizem) ดิลาคอร์ (Dilacor) ไทอาแซค (Tiazac) และอื่นๆ ยาเฟโลดิพีน (Felodipine) อย่างเพลนดิล (Plendil) ยาอิสราดิพีน (Isradipine) อย่างไดนาเซิร์ค (Dynacirc) ยาไนคาร์ดิพีน (Nicardipine) อย่างคาร์เดน (Cardene) ยานิเฟดิพีน (Nifedipine) อย่างอะดาแลต (Adalat) หรือโพรคาร์เดีย (Procardia) ยานิโมดิพีน (Nimodipine) อย่างนิโมท็อป (Nimotop) ยานิโซลดิพีน (Nisoldipine) อย่างซูลาร์ (Sular)  ยาเวราพามิล (Verapamil) อย่างคาแลน (Calan) ไอโซปทิน (Isoptin) หรือเวเรแลน (Verelan)
  • ยาซิเมทิดีน (Cimetidine) อย่างทากาเมต (Tagamet)
  • ยาไดจอกซิน (Digoxin) อย่างลานอกซิน (Lanoxin)
  • ยาขับปัสสาวะ (ยาขับน้ำ)
  • ยาฟูโรเซไมด์ (Furosemide) อย่างลาซิก (Lasix)
  • การบำบัดทนแทนฮอร์โมน
  • ยาอินซูลิน (Insulin) หรือยาอื่นๆ สำหรับโรคเบาหวาน
  • ยาไอโซไนอาซิด (Isoniazid)
  • ยารักษาโรคหอบหืดและโรคหวัด
  • ยาสำหรับอาการป่วยทางจิตและอาการคลื่นไส้
  • ยาสำหรับโรคไทรอยด์
  • มอร์ฟีน (Morphine) อย่างเอ็มเอส คอนทิน (Ms Contin) และอื่นๆ
  • ยาไนอาซิน (Niacin)
  • ยาเม็ดคุมกำเนิด
  • ยาสเตียรอยด์สำหรับรับประทาน เช่น ยาเดกซาเมทาโซน (Dexamethasone) อย่างเดคาโดรน (Decadron) หรือเดกโซน (Dexone) ยาเมทิลเพรดนิโซโลน (Methylprednisolone) อย่างเมดรอล (Medrol) ยาเพรดนิโซน (Prednisone) อย่างเดลทาโซน (Deltasone)
  • ยาเฟนิโทอิน (Phenytoin) อย่างดิลแลนทิน (Dilantin) หรือเฟนิเทก (Phenytek)
  • ยาโพรคาอินาไมด์ (Procainamide) อย่างโพรแคนบิด (Procanbid)
  • ยาควินิดีน (Quinidine)
  • ยาควินีน (Quinine)
  • ยารานิทิดีน (Ranitidine) อย่างแซนเทค (Zantac)
  • ยาโทพิราเมต (Topiramate) อย่างโทพาแมกส์ (Topamax)
  • ยาไตรแอมเทอรีน (Triamterene) อย่างไดอาไซด์ (Dyazide) แมกไซด์ (Maxzide) และอื่นๆ
  • ยาไตรเมโทพริม (Trimethoprim) อย่างพริมซอล (Primsol)
  • ยาแวนโคมัยซิน (Vancomycin) อย่างแวนโคซิน (Vancocin)
  • ยาโซนิซาไมด์ (Zonisamide) อย่างโซเนแกรน (Zonegran)

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

กลูโคเฟจอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

กลูโคเฟจอาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ เช่น

  • บริโภคแอลกอฮอล์มากเกินไป
  • ภาวะต่อมหมวกไตทำงานน้อยเกิน
  • ภาวะต่อมใต้สมองทำงานน้อยเกิน
  • ภาวะขาดสารอาหาร
  • สภาพร่างกายอ่อนแอ
  • สภาวะอื่นๆ ที่ทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
  • ภาวะโลหิตจาง
  • ภาวะขาดวิตามินบี 12
  • โรคหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันหรือไม่แน่นอน
  • ภาวะขาดน้ำ
  • โรคหัวใจวายเฉียบพลัน
  • ภาวะออกซิเจนในเลือดต่ำ (Hypoxemia)
  • โรคตับ
  • การติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis)
  • อาการช็อค (ความดันโลหิตต่ำ การไหลเวียนของเลือดไม่ดี)
  • ภาวะเลือดเป็นกรดจากคีโตนจากเบาหวาน หรือภาวะกรดคั่งจากสารคีโตน (Diabetic ketoacidosis)
  • โรคไตระดับรุนแรง
  • ภาวะเลือดเป็นกรดเมตะบอลิก (Metabolic acidosis)
  • โรคเบาหวานชนิดที่ 1
  • เป็นไข้
  • ติดเชื้อ
  • การผ่าตัด
  • การบาดเจ็บ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งเพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาของกลูโคเฟจ (ยาเมทฟอร์มิน) สำหรับผู้ใหญ่

โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับขนาดกลูโคเฟจที่ใช้ในผู้ใหญ่

ขนาดยาที่แนะนำสำหรับบางกรณีมีดังต่อไปนี้

ยาออกฤทธิ์ทันที

  • ขนาดยาเริ่มต้น 500 มก. รับประทานวันละสองครั้ง หรือ 850 มก. รับประทานวันละครั้ง
  • การปรับขนาดยา เพิ่มขนาดยา 500 มก. ทุกสัปดาห์ หรือเพิ่ม 850 มก. ทุกๆ 2 สัปดาห์เท่าที่สามารถทนได้
  • ขนาดยาปกติ 2000 มก.ต่อวัน
  • ขนาดยาสูงสุด 2550 มก.ต่อวัน

ยาออกฤทธิ์นาน

  • ขนาดยาเริ่มต้น 500 ถึง 1000 มก. รับประทานวันละครั้ง
  • การปรับขนาดยา เพิ่มขนาดยา 500 มก. ทุกสัปดาห์เท่าที่สามารถทนได้
  • ขนาดยาปกติ 2000 มก.ต่อวัน
  • ขนาดยาสูงสุด 2550 มก.ต่อวัน

ขนาดยาของกลูโคเฟจ (ยาเมทฟอร์มิน) สำหรับเด็ก

โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับขนาดกลูโคเฟจที่ใช้ในเด็ก

ขนาดยาที่แนะนำสำหรับบางกรณีมีดังต่อไปนี้

โรคเบาหวานประเภทที่ 2 สำหรับเด็กอายุ 10 ปีขึ้นไป

ยาออกฤทธิ์ทันที

  • ขนาดยาเริ่มต้น 500 มก. รับประทานวันละสองครั้ง
  • การปรับขนาดยา เพิ่มขนาดยา 500 มก. ทุกสัปดาห์เท่าที่สามารถทนได้
  • ขนาดยาปกติ 2000 มก.ต่อวัน
  • ขนาดยาสูงสุด 2550 มก.ต่อวัน

ยังไม่มีการพิสูจน์ความความปลอดภัยและประสิทธิภาพของขนาดยานี้สำหรับเด็กที่อายุต่ำกว่า 10 ปี ยานี้อาจเป็นอันตรายต่อเด็กได้ ดังนั้นจึงควรทำความเข้าใจกับความปลอดภัยของยาก่อนการใช้ยา สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

รูปแบบของยา

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้

  • ยาเม็ดออกฤทธิ์นานสำหรับรับประทาน 500 มก. 1000 มก.

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ในทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

แหล่งที่มา

Review Date: สิงหาคม 9, 2019 | Last Modified: สิงหาคม 9, 2019

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย
บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน