คลอเฟนิรามีน (Chlorpheniramine)

โดย ทบทวนบทความโดย เภสัชกรพิมพ์จิต วัฒนชโนบล

ชื่อสามัญ: คลอเฟนิรามีน (Chlorpheniramine) Brand Name(s): คลอเฟนิรามีน (chlorpheniramine), คลอเฟนิรามีน (Chlorpheniramine), คลอเฟนิรามีน (Chlorpheniramine), คลอเฟนิรามีน (Chlorpheniramine) และ คลอเฟนิรามีน (Chlorpheniramine).

ข้อบ่งใช้

คลอเฟนิรามีน ใช้สำหรับ

คลอเฟนิรามีน (Chlorpheniramine) มักใช้เพื่อลดอาการภูมิแพ้ ไข้ละอองฟาง ไข้หวัดธรรมดา อาการเหล่านี้ได้แก่ ผื่นคัน น้ำตาไหล คันตา คันจมูก คันคอและผิวหนัง ไอ จาม น้ำมูกไหล
ยานี้ออกฤทธิ์ต้านสารฮีสตามีนตามธรรมชาติ ที่ร่างกายผลิตขึ้นระหว่างเกิดอาการแพ้ โดยต้านสารธรรมชาติอื่นๆ ที่ผลิตโดยร่างกายของคุณ เช่น สารอะซีทิลโคลีน (Acetylcholine) จะช่วยให้ของเหลวในร่างกายแห้งลงและบรรเทาอาการต่างๆ เช่น น้ำตาและน้ำมูกไหล

ยาแก้ไอและแก้หวัด ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่าปลอดภัย หรือมีประสิทธิภาพในเด็กอายุน้อยกว่า 6 ปี ดังนั้น ห้ามใช้ยานี้เพื่อรักษาอาการหวัดในเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี เว้นแต่แพทย์จะแนะนำ ห้ามใช้ยาบางชนิด เช่น ยาเม็ดหรือแคปซูลที่ออกฤทธิ์ในระยะเวลานาน ในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 12 ปี ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม เกี่ยวกับการใช้ยาอย่างปลอดภัย

ยานี้ไม่สามารถรักษาหรือลดระยะเวลาที่เป็นไข้หวัด และอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรง เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรง ควรระมัดระวังในใช้ยาตามขนาดที่กำหนด อย่าใช้ยานี้เพื่อทำให้เด็กง่วงนอน อย่าใช้ยาแก้ไอและหวัดอื่นๆ ที่อาจมีส่วนผสมเหมือนกันหรือคล้ายกัน (โปรดดูหัวข้อปฏิกิริยาของยา)

โปรดสอบถามแพทย์หรือเภสัชกร เกี่ยวกับวิธีบรรเทาอาการไอและอาการหวัดอื่นๆ เช่น การดื่มน้ำให้เพียงพอ ใช้เครื่องเพิ่มความชื้น หรือน้ำเกลือสำหรับหยอดจมูกหรือสเปรย์

วิธีการใช้ยาคลอเฟนิรามีน

หากคุณกำลังใช้ยาที่หาซื้อได้เองตามร้านขายยา คุณควรอ่านคำแนะนำทั้งหมดบนฉลากยาก่อนที่จะใช้ยานี้ หากคุณมีคำถามใดๆ โปรดปรึกษาเภสัชกรของคุณ หากแพทย์ของคุณได้สั่งให้ใช้ยานี้ ให้ใช้ยาตามที่แพทย์ระบุไว้

รับประทานยาเม็ด แคปซูล หรือยาน้ำพร้อมกับอาหารหรือไม่ก็ได้ ทำตามคำแนะนำในการให้ขนาดยาบนฉลาก หรือตามคำแนะนำของแพทย์ ยานี้อาจใช้พร้อมกับอาหารหรือนม หากผู้ป่วยมีอาการท้องไส้ปั่นป่วน

หากคุณใช้แคปซูลชนิดออกฤทธิ์นาน ให้กลืนแคปซูลให้หมด อย่าบด เคี้ยวแคปซูล หรือยาเม็ดชนิดออกฤทธิ์นาน การกระทำดังกล่าวจะทำให้เกิดการปลดปล่อยยาทั้งหมดในครั้งเดียว เป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง นอกจากนี้ อย่าแบ่งยาเม็ดชนิดออกฤทธิ์นาน เว้นแต่ยาเม็ดจะมีเส้นแบ่ง และแพทย์หรือเภสัชกรแนะนำให้คุณทำเช่นนั้น กลืนยาทั้งเม็ดหรือยาเม็ดที่แบ่งแล้ว โดยไม่ทำให้ยาแตกหรือเคี้ยว

ถ้าคุณใช้ยาในรูปแบบของเหลว ให้ใช้อุปกรณ์เฉพาะเพื่อตวงขนาดยาที่กำหนดไว้อย่างระมัดระวัง อย่าใช้ช้อนโต๊ะที่บ้าน หากยาน้ำเป็นแบบแขวนตะกอน ให้เขย่าขวดก่อนรับประทานยาแต่ละครั้ง

ขนาดยาขึ้นอยู่กับอายุ โรคและการตอบสนองต่อการรักษา อย่าเพิ่มขนาดยา หรือใช้ยาบ่อยเกินกว่าที่แพทย์แนะนำ หรือใช้ยาเกินขนาดยาที่แนะนำบนฉลากยา โดยไม่ได้รับการอนุมัติจากแพทย์ ใช้ยานี้อย่างสม่ำเสมอ เพื่อที่จะได้รับประโยชน์สูงสุด เพื่อช่วยให้คุณจำได้ ควรใช้ยานี้ในเวลาเดียวกันในแต่ละวัน

ถ้าอาการของคุณยังคงเกิดขึ้นหรือแย่ลง หรือหากคุณคิดว่าคุณอาจมีปัญหาที่ร้ายแรง ให้รีบไปพบคุณหมอทันที

การเก็บรักษายาคลอเฟนิรามีน

ยาคลอเฟนิรามีนควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง ให้พ้นแสงและความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเสื่อมสภาพ ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาคลอเฟนิรามีนบางยี่ห้ออาจมีวิธีเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรอ่านคำแนะนำบนบรรจุภัณฑ์หรือสอบถามเภสัชกรเสมอ และโปรดเก็บยาให้พ้นจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยงเพื่อความปลอดภัย

ไม่ควรทิ้งยาคลอเฟนิรามีนลงในชักโครก หรือเทยาลงในท่อระบายน้ำ เว้นเสียแต่จะได้รับคำแนะนำให้ทำเช่นนั้น หากยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้ยา ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้อง โดยสามารถสอบถามข้อมูลวิธีกำจัดยาที่ถูกต้องได้จากเภสัชกร

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาคลอเฟนิรามีน

ก่อนใช้ยาคลอเฟนิรามีน แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ หากคุณแพ้ยาชนิดนี้ หรือแพ้ยาเด็กซ์คลอเฟนิรามีน รวมถึงหากคุณมีอาการแพ้อื่นๆ ยาตัวนี้อาจมีส่วนผสมที่ไม่ได้ออกฤทธิ์ แต่อาจทำให้เกิดปฏิกิริยาแพ้หรือปัญหาอื่นๆ ปรึกษาเภสัชกรเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

ก่อนใช้ยานี้ควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ เกี่ยวกับประวัติความเจ็บป่วย โดยเฉพาะ

  • ปัญหาเกี่ยวกับการหายใจ เช่น โรคหอบหืด ถุงลมโป่งพอง
  • ปัญหาเกี่ยวกับดวงตาบางชนิด เช่น โรคต้อหิน
  • ปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ
  • ความดันโลหิตสูง
  • โรคตับ
  • อาการชัก
  • ปัญหาเกี่ยวกับท้อง เช่น แผลในกระเพาะอาหารหรือการอุดตัน
  • ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกิน (hyperthyroidism)
  • ปัญหาในการปัสสาวะ เช่น ปัญหาในการปัสสาวะเนื่องจากต่อมลูกหมากโต มีการคั่งของปัสสาวะ

ยานี้อาจทำให้คุณวิงเวียนศีรษะ หรือง่วงซึมหรือมองเห็นไม่ชัด อย่าขับรถ ใช้เครื่องจักร หรือทำกิจกรรมใดๆ ที่จำเป็นต้องอาศัยความตื่นตัว หรือการมองเห็นชัดเจน จนกว่าคุณจะแน่ใจว่า คุณสามารถทำสิ่งเหล่านั้นได้อย่างปลอดภัย ควรจำกัดการดื่มแอลกอฮอล์และยาอื่นๆ ที่ทำให้ง่วงซึม

เพื่อลดอาการวิงเวียนศีรษะและหน้ามืด ค่อยๆ ลุกขึ้นเมื่อเปลี่ยนจากท่านั่งหรือนอนเป็นท่ายืน

ผลิตภัณฑ์ของเหลวอาจมีสารให้ความหวาน น้ำตาลและ/หรือแอลกอฮอล์ แนะนำให้ใช้ยาอย่างระมัดระวัง หากคุณเป็นโรคเบาหวาน ติดแอลกอฮอล์ โรคตับ โรคฟีนิลคีโตนูเรีย (phenylketonuria หรือ PKU) หรือโรคอื่นๆ ที่ทำให้คุณต้องจำกัด หรือหลีกเลี่ยงการรับประทานสารเหล่านี้ในมื้ออาหาร สอบถามแพทย์หรือเภสัชกร เกี่ยวกับการใช้ผลิตภัณฑ์นี้อย่างปลอดภัย

ผู้สูงอายุอาจตอบสนองไวกว่าต่ออาการข้างเคียงของยานี้ โดยเฉพาะอาการง่วงซึม วิงเวียนศีรษะ ความดันโลหิตต่ำ มึนงง ท้องผูก หรือมีปัญหาในการปัสสาวะ อาการง่วงซึม วิงเวียนศีรษะและมึนงงอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการหกล้ม

เด็กอาจตอบสนองไว ต่อผลข้างเคียงของยาต้านฮิสตามีนในเด็กเล็ก ยานี้อาจทำให้กระสับกระส่าย หรือตื่นตัว แทนที่จะง่วงนอน

จากข้อมูลของยาที่เกี่ยวข้องกับยานี้ ยานี้อาจซึมผ่านเข้าสู่น้ำนมแม่ ปรึกษาแพทย์ก่อนให้นมบุตร

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ไม่มีการศึกษาในผู้หญิงที่เพียงพอ ที่จะระบุความเสี่ยงขณะที่ใช้ยาคลอเฟนิรามีน ระหว่างตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ควรใช้ยานี้เฉพาะเมื่อจำเป็น ก่อนใช้ยาคลอเฟนิรามีนโปรดปรึกษาแพทย์ทุกครั้ง เพื่อหาประโยชน์และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น 

ยากาแลนตามีนจัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์ ประเภท B โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

ต่อไปนี้ คือประเภทความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา

  • A = ไม่เสี่ยง
  • B = ไม่พบความเสี่ยงในงานวิจัยบางชิ้น
  • C = อาจมีความเสี่ยงบางอย่าง
  • D = มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X = ห้ามใช้
  • N = ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยาคลอเฟนิรามีน

คุณอาจง่วงซึม วิงเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ ท้องผูก ท้องไส้ปั่นป่วน ตาพร่ามัว อวัยวะทำงานร่วมกันได้ลดลง หรืออาจทำให้เกิดอาการปากแห้ง จมูกแห้ง หรือคอแห้งได้ ผลข้างเคียงเหล่านี้อาจลดลง เมื่อร่างกายของคุณปรับตัวเข้ากับยา หากผลข้างเคียงใดๆ ยังมีอยู่ หรือมีอาการแย่ลง ให้ติดต่อแพทย์หรือเภสัชกรทันที

เพื่อบรรเทาอาการปากแห้ง อมลูกอมหรือน้ำแข็งบดที่ไม่มีน้ำตาล เคี้ยวหมากฝรั่งที่ไม่มีน้ำตาล  ดื่มน้ำ หรือใช้น้ำลายเทียม ยาคลอเฟนิรามีนอาจทำให้เสมหะในปอดแห้ง และเหนียวข้นขึ้น ทำให้หายใจลำบาก และรู้สึกโล่งปอดได้ยากขึ้น เพื่อช่วยป้องกันผลข้างเคียงเหล่านี้ ให้ดื่มน้ำในปริมาณมาก เว้นแต่แพทย์จะแนะนำให้ทำอย่างอื่น

หากคุณใช้ยาที่ออกฤทธิ์นาน อาจมีเปลือกยาเม็ดอยู่ในอุจจาระ นี่ไม่ใช่เรื่องอันตราย

โปรดระลึกไว้ว่า แพทย์จ่ายยานี้เนื่องจากตัดสินใจแล้วว่า ยานี้จะมีประโยชน์ต่อคุณ มากกว่าความเสี่ยงที่เกิดจากผลข้างเคียง หลายคนใช้ยานี้แล้วไม่มีผลข้างเคียงรุนแรงใดๆ

แจ้งให้แพทย์ทราบทันที หากมีอาการข้างเคียงที่รุนแรง หรือร้ายแรงดังกล่าวเกิดขึ้น ได้แก่

  • การเปลี่ยนแปลงทางจิตใจหรืออารมณ์ เช่น อาการประสาทหลอน หงุดหงิด กระวนกระวายและสับสน
  • มีเสียงดังในหู
  • มีปัญหาในการปัสสาวะ

แจ้งให้แพทย์ทราบทันที หากเกิดผลข้างเคียงที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นแต่รุนแรงเหล่านี้ ได้แก่ ฟกช้ำ หรือเลือดออกง่าย หัวใจเต้นเร็วและผิดปกติ มีอาการชัก

ไม่ค่อยมีอาการแพ้ยาที่รุนแรงเท่าไหร่นัก อย่างไรก็ตาม เข้ารับการรักษาทันทีหากคุณสังเกตเห็นอาการแพ้ ได้แก่

  • ผื่น คันผิวหรือผิวบวม โดยเฉพาะที่ใบหน้า ลิ้นหรือลำคอ
  • วิงเวียนศีรษะอย่างรุนแรง
  • มีปัญหาเรื่องการหายใจ

ผลข้างเคียงที่กล่าวมาข้างต้น อาจไม่ได้เกิดกับทุกคน หรือบางคนอาจมีอาการอื่นนอกเหนือจากนี้ หากคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยาคลอเฟนิรามีนอาจมีปฏิกิริยาต่อยาตัวอื่น ที่คุณกำลังรับประทานอยู่ และอาจส่งผลให้ยาที่คุณรับประทานออกฤทธิ์ต่างไปจากเดิม หรือเพิ่มความเสี่ยงของผลข้างเคียงที่รุนแรง เพื่อหลีกเลี่ยงการทำปฏิกิริยาต่อกันระหว่างยาที่อาจเป็นไปได้ คุณควรเก็บรายชื่อยาทั้งหมดที่คุณใช้ รวมถึงยาที่จำหน่ายตามใบสั่งยา ยาที่จำหน่ายโดยไม่ต้องใช้ใบสั่งยาและสมุนไพร และแจ้งให้แพทย์รวมถึงเภสัชกรทราบ เพื่อความปลอดภัย อย่าเริ่มหรือ หยุดใช้ยา รวมถึงเปลี่ยนขนาดยาโดยไม่ได้รับอนุญาตจากแพทย์

ยาบางชนิดอาจมีปฏิกิริยากับยานี้ ได้แก่ ยาต้านฮีสตามีน (antihistamines) ที่ใช้ทาผิวหนัง เช่น ยาครีม ยาขึ้ผึ้ง สเปรย์ ไดเฟนไฮดรามีน (diphenhydramine) ยาคลายการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ เช่น ยาอะโทรปีน (atropine) ยาอัลคาลอยด์ เบลลาดอนน่า (alkaloid belladonna) ยารักษาโรคพาร์คินสัน เช่น ยาต้านโคลีนย์ (anticholinergics) เช่น ยาเบนซ์โทรปีน (benztropine) ยาไตรเฮกไซเฟนิดิล (trihexyphenidyl) ยาสโคโปลามีน (scopolamine) ยารักษาซึมเศร้ากลุ่มไตรไซคลิก (tricyclic) เช่น ยาอะมิทริปไทลีน (amitriptyline)

แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบหากคุณกำลังใช้ยาอื่นๆ ที่ทำให้ง่วงซึม เช่น ยาแก้ปวดหรือยาแก้ไอชนิดโอปิออยด์ (opioid) อย่าง โคเดอีน (codeine) ยาไฮโดรโคโดน (hydrocodone) แอลกอฮอล์ กัญชา ยานอนหลับหรือคลายเครียด อย่าง ยาอัลปราโซแลม (alprazolam) ยาลอราซีแพม (lorazepam) ยาโซลพิเดม (zolpidem) ยาคลายกล้ามเนื้อ อย่าง ยาคาริโซโพรดอล (carisoprodol) ยาไซโคลเบนซาพรีน (cyclobenzaprine) หรือยาต้านฮิสตามีนชนิดอื่น อย่าง ยาเซทิริซีน (cetirizine) ยาไดเฟนไฮดรามีน (diphenhydramine)

ตรวจสอบฉลากยาทั้งหมดของคุณ เช่น ยาแก้แพ้ หรือยาแก้ไอ และแก้หวัด เพราะอาจมีส่วนผสมที่ทำให้เกิดอาการง่วงซึม สอบถามเภสัชกรเกี่ยวกับการใช้ยาเหล่านี้อย่างปลอดภัย

ยาคลอเฟนิรามีนความคล้ายคลึงกับยาเด็กซ์คลอเฟนิรามีน (dexchlorpheniramine) อย่างมาก อย่าใช้ยาที่ส่วนผสมของยาเด็กซ์คลอเฟนิรามีน ขณะที่ใช้ยาคลอเฟนนิรามีน

ยานี้อาจรบกวนการทดสอบในห้องปฏิบัติการบางอย่าง รวมถึงการทดสอบการแพ้ที่ผิวหนัง ซึ่งอาจทำให้เกิดผลการทดสอบที่ผิดพลาด ตรวจสอบให้แน่ใจว่า บุคลากรในห้องปฏิบัติการและแพทย์ทั้งหมดของคุณ รู้ว่าคุณใช้ยานี้

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาคลอเฟนิรามีนอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาคลอเฟนิรามีนอาจส่งผลต่อสุขภาพของคุณ ปฏิกิริยาของยาที่มีต่อร่างกายอาจทำให้สุขภาพของคุณย่ำแย่ลง หรือเปลี่ยนฤทธิ์ของยา สิ่งสำคัญคือ โปรดแจ้งให้แพทย์และเภสัชกรทราบ เกี่ยวกับสุขภาพและโรคประจำตัวของคุณ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่ได้มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ คุณควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเสมอ เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม ก่อนที่จะใช้ยาคลอเฟนิรามีน

ขนาดยาคลอเฟนิรามีนสำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาปกติสำหรับโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้

  • ยาเม็ดหรือยาน้ำเชื่อม : รับประทาน 4 มก. ทุก 4 to 6 ชั่วโมง
  • ยาชนิดออกฤทธิ์อย่างต่อเนื่อง : รับประทาน 8 ถึง 16 มก. ทุก 8 ถึง 12 ชั่วโมง ตามที่จำเป็น หรือรับประทาน 16 มก. วันละหนึ่งครั้งตามที่จำเป็น
  • ขนาดยาสูงสุด : 32 มก./วัน

ขนาดยาปกติสำหรับอาการหวัด

  • ยาเม็ดหรือยาน้ำเชื่อม : รับประทาน 4 มก. ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง
  • ยาชนิดออกฤทธิ์อย่างต่อเนื่อง : รับประทาน 8 ถึง 16 มก. ทุก 8 ถึง 12 ชั่วโมงตามที่จำเป็น หรือรับประทาน 16 มก.วันละครั้ง ตามที่จำเป็น
  • ขนาดยาสูงสุด : 32 มก./วัน

ขนาดปกติสำหรับลมพิษ

  • ยาเม็ดหรือยาน้ำเชื่อม : รับประทาน 4 มก. ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง
  • ยาชนิดออกฤทธิ์อย่างต่อเนื่อง : รับประทาน 8 ถึง 16 มก. ทุก 8 ถึง 12 ชั่วโมงตามที่จำเป็น หรือรับประทาน 16 มก.วันละครั้ง ตามที่จำเป็น
  • ขนาดยาสูงสุด : 32 มก./วัน

ขนาดยาสำหรับอาการแพ้

ยาฉีด 

  • อาการแพ้จากการได้รับโลหิตหรือพลาสม่า: 10 ถึง 20 มก.ด้วยการฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำ ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ หรือฉีดใต้ผิวหนังครั้งเดียว
  • การแพ้แบบรุนแรง: 10 ถึง 20 มก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำครั้งเดียว
  • อาการแพ้ที่ไม่มีอาการแทรกซ้อน: 5 ถึง 20 มก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำ ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ หรือฉีดใต้ผิวหนังในครั้งเดียว
  • ขนาดยาสูงสุดในการฉีด : 40 มก./วัน

ยารับประทาน

  • ยาเม็ดหรือยาน้ำเชื่อม : รับประทาน 4 มก. ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง
  • ยาชนิดออกฤทธิ์อย่างต่อเนื่อง : รับประทาน 8 ถึง 16 มก. ทุก 8 ถึง 12 ชั่วโมง ตามที่จำเป็น หรือ รับประทาน 16 มก. วันละครั้ง ตามที่จำเป็น
  • ขนาดยาสูงสุด : 32 มก./วัน

การปรับขนาดยาสำหรับโรคไต

สำหรับผู้ป่วยที่การทำงานของไตบกพร่อง การกำจัดคลอเฟนิรามีนออกจากร่างกายอาจใช้เวลานานขึ้น ผู้ป่วยเหล่านี้จึงควรได้รับการเผ้าระวังเรื่องความง่วงซึมจากยาที่มากกว่าปกติ และผลข้างเคียงอย่างอื่นที่อาจเป็นผลมาจากการสะสมของยาคลอเฟนิรามีนในร่างกาย

ข้อควรระวัง

ใช้คลอเฟนิรามีนอย่างระมัดระวังในผู้ป่วยโรคหอบหืด

ขนาดยาคลอเฟนิรามีนสำหรับเด็ก

ขนาดยาปกติเพื่อรักษาโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้

  • 3 เดือนถึง 5 เดือน : ยาน้ำเชื่อมชนิดออกฤทธิ์อย่างต่อเนื่อง: 0.5 มิลลิกรัม รับประทานทุก 12 ชั่วโมง
  • 6 เดือนถึง 8 เดือน : ยาน้ำเชื่อมชนิดออกฤทธิ์อย่างต่อเนื่อง: 1 มิลลิกรัม รับประทานทุก 12 ชั่วโมง
  • 9 เดือนถึง 18 เดือน : ยาน้ำเชื่อมชนิดออกฤทธิ์อย่างต่อเนื่อง: 1 ถึง 1.5 มิลลิกรัม รับประทานทุก 12 ชั่วโมง
  • 18 เดือนถึง 6 ปี : ยาน้ำเชื่อมชนิดออกฤทธิ์อย่างต่อเนื่อง: 2 มิลลิกรัม รับประทานทุก 12 ชั่วโมง
  • 2 ถึง 5 ปี : ยาเม็ดหรือยาน้ำเชื่อม : 1 มิลลิกรัมทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง ยาชนิดออกฤทธิ์อย่างต่อเนื่อง: 2 มิลลิกรัม รับประทานวันละสองครั้ง อย่ารับประทานเกิน 8 มิลลิกรัมภายใน 24 ชั่วโมง ขนาดยาสูงสุด 6 มิลลิกรัมต่อวัน
  • 6 ถึง 11 ปี : ยาเม็ดหรือยาน้ำเชื่อม : 2 มิลลิกรัมทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง ยาชนิดออกฤทธิ์อย่างต่อเนื่อง : 4 ถึง 8 มิลลิกรัม รับประทานวันละสองครั้ง ไม่เกิน 16 มิลลิกรัมใน 24 ชั่วโมงหรือรับประทาน 8 มิลลิกรัม ก่อนนอนหรือระหว่างวันตามที่ระบุไว้ ขนาดยาสูงสุด 16 มิลลิกรัมต่อวัน
  • 12 ปีหรือมากกว่า: ยาเม็ดหรือยาน้ำเชื่อม : 4 มิลลิกรัม รับประทานเป็นประจำทุก 4 – 6 ชั่วโมง ยาชนิดออกฤทธิ์อย่างต่อเนื่อง : 8 ถึง16 มิลลิกรัม รับประทานทุก 8 ถึง 12 ชั่วโมงตามที่จำเป็น หรือ 16 มิลลิกรัม รับประทานวันละครั้ง ตามที่จำเป็น ขนาดยาสูงสุด 32 มิลลิกรัมต่อวัน

ขนาดยาทั่วไปเพื่อรักษาหวัดในเด็ก

  • 3 เดือนถึง 5 เดือน : ยาน้ำเชื่อมที่มีการปลดปล่อยตัวยาอย่างต่อเนื่อง 0.5 มก. รับประทานทุก 12 ชั่วโมง
  • 6 เดือนถึง 8 เดือน : ยาน้ำเชื่อมชนิดออกฤทธิ์อย่างต่อเนื่อง 1 มก. รับประทานทุก 12 ชั่วโมง
  • 9 เดือนถึง 18 เดือน : ยาน้ำเชื่อมชนิดออกฤทธิ์อย่างต่อเนื่อง 1 ถึง 1.5 มก. รับประทานทุก 12 ชั่วโมง
  • 18 เดือนถึง 6 ปี : ยาน้ำเชื่อมชนิดออกฤทธิ์อย่างต่อเนื่อง 2 มก. รับประทานทุก 12 ชั่วโมง
  • 2 ถึง 5 ปี : ยาเม็ดหรือยาน้ำเชื่อม 1 มก. ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง ยาชนิดออกฤทธิ์อย่างต่อเนื่อง: 2 มก. รับประทานวันละสองครั้ง ไม่เกิน 8 มก. ภายใน 24 ชั่วโมงขนาดยาสูงสุด 6 มก. ต่อวัน
  • 6 ถึง 11 ปี : ยาเม็ดหรือยาน้ำเชื่อม 2 มก. ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง ยาชนิดออกฤทธิ์อย่างต่อเนื่อง 4 ถึง 8 มก. รับประทานวันละสองครั้ง ไม่เกิน 16 มก.ใน 24 ชั่วโมง หรือรับประทาน 8 มก.ก่อนนอนหรือระหว่างวันตามที่ระบุไว้ ขนาดยาสูงสุด 16 มก.ต่อวัน
  • 12 ปีหรือมากกว่า : ยาเม็ดหรือยาน้ำเชื่อม 4 มก. รับประทานทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง ยาชนิดออกฤทธิ์อย่างต่อเนื่อง: 8 ถึง 16 มก. รับประทานทุก 8 ถึง 12 ชั่วโมง หรือ 16 มก. รับประทานวันละครั้ง ตามที่จำเป็น ขนาดยาสูงสุด 32 มก.ต่อวัน

ขนาดยาทั่วไปเพื่อรักษาโรคลมพิษในเด็ก

  • 3 เดือนถึง 5 เดือน : ยาน้ำเชื่อมชนิดออกฤทธิ์อย่างต่อเนื่อง 0.5 มก. รับประทานทุก 12 ชั่วโมง
  • 6 เดือนถึง 8 เดือน : ยาน้ำเชื่อมชนิดออกฤทธิ์อย่างต่อเนื่อง 1 มก. รับประทานทุก 12 ชั่วโมง
  • 9 เดือนถึง 18 เดือน : ยาน้ำเชื่อมชนิดออกฤทธิ์อย่างต่อเนื่อง 1 ถึง 1.5 มก. รับประทานทุก 12 ชั่วโมง
  • 18 เดือนถึง 6 ปี : ยาน้ำเชื่อมชนิดออกฤทธิ์อย่างต่อเนื่อง 2 มก. รับประทานทุก 12 ชั่วโมง
  • 2 ถึง 5 ปี : ยาเม็ดหรือยาน้ำเชื่อม : 1 มก. ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง ยาชนิดออกฤทธิ์อย่างต่อเนื่อง : 2 มก. รับประทานวันละสองครั้งไม่เกิน 8 มก. ภายใน 24 ชั่วโมงขนาดยาสูงสุด 6 มก.ต่อวัน
  • 6 ถึง 11 ปี: ยาเม็ดหรือยาน้ำเชื่อม : 2 มก. ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง ยาชนิดออกฤทธิ์อย่างต่อเนื่อง : 4 ถึง 8 มก. รับประทานวันละสองครั้ง ไม่เกิน 16 มก. ใน 24 ชั่วโมง หรือรับประทาน 8 มก.ก่อนนอนหรือระหว่างวันตามที่ระบุไว้ขนาดยาสูงสุด 16 มก.ต่อวัน
  • 12 ปีหรือมากกว่า : ยาเม็ดหรือยาน้ำเชื่อม : 4 มก. รับประทานทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง ยาชนิดออกฤทธิ์อย่างต่อเนื่อง : 8 ถึง 16 มก. รับประทานทุก 8 ถึง 12 ชั่วโมง หรือ 16 มก.วันละครั้งตามที่จำเป็น ขนาดยาสูงสุด 32 มก.ต่อวัน

ขนาดยาทั่วไปเพื่อรักษาอาการแพ้

ยาฉีด

  • 2 ปีถึง 11 ปี: 0.35 มก.ต่อกิโลกรัมต่อวัน ในขนาดยาที่แบ่งเท่ากันทุก 4-6 ชั่วโมงตามที่จำเป็น
  • 12 ปีหรือมากกว่า: อาการแพ้จากการได้รับเลือดหรือพลาสมา 10 ถึง 20 มก.ฉีดทางหลอดเลือดดำ กล้ามเนื้อ หรือฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ครั้งเดียว

การแพ้อย่างรุนแรง

  • ฉีดเข้าหลอดเลือดดำ 10 ถึง 20 มก.ครั้งเดียว

การแพ้ที่ไม่มีอาการแทรกซ้อน

  •  5 ถึง 20 มก. โดยการฉีดเข้าเส้นเลือดดำ หรือกล้ามเนื้อ หรือใต้ผิวหนัง เพียงครั้งเดียว
  • ปริมาณสูงสุดโดยการฉีดคือ 40 มก./ วัน

ยารับประทาน

ยาเม็ดหรือน้ำเชื่อม

  • 2 ถึง 5 ปี : 1 มก. ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง ปริมาณสูงสุด 6 มก. / วัน ยาชนิดออกฤทธิ์อย่างต่อเนื่อง : 2 มก. รับประทานวันละสองครั้งไม่เกิน 8 มก. ภายใน 24 ชั่วโมง
  • 6 ถึง 11 ปี : 2 มก. ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง ยาชนิดออกฤทธิ์อย่างต่อเนื่อง : 4 ถึง 8 มก. รับประทานวันละสองครั้ง ไม่เกิน 16 มก. ใน 24 ชั่วโมงหรือ 8 มก. ก่อนนอนหรือระหว่างวันตามที่ระบุไว้ ปริมาณสูงสุด 16 มก. / วัน
  • 12 ปีหรือมากกว่า : 4 มก. รับประทาน ทุก 4-6 ชั่วโมง ยาชนิดออกฤทธิ์อย่างต่อเนื่อง : 8 ถึง 16 มก. รับประทาน ทุก 8 ถึง 12 ชั่วโมงหรือ 16 มก. รับประทานวันละครั้ง ตามที่จำเป็น
  • ขนาดยาสูงสุด : 32 มก./วัน

ข้อควรระวัง

ยาคลอเฟนิรามีนไม่ควรใช้ในทารกคลอดก่อนกำหนด หรือทารกแรกเกิด

รูปแบบของยา

ยาคลอเฟนิรามีนมีรูปแบบดังต่อไปนี้

  • ยาเม็ด
  • แคปซูล
  • ยาน้ำ

กรณีฉุกเฉินหรือการใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติ ไม่ควรเพิ่มขนาดยาเป็นสองเท่า

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

แหล่งที่มา

Review Date: สิงหาคม 13, 2019 | Last Modified: สิงหาคม 13, 2019

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย