คลีมาสทีน (Clemastine)

โดย ทบทวนบทความโดย เภสัชกรวิสสุตา ชั้นประเสริฐ

ชื่อสามัญ: คลีมาสทีน (Clemastine) Brand Name(s): คลีมาสทีน (Clemastine).

ข้อบ่งใช้

ยาคลีมาสทีนใช้สำหรับ

ยาคลีมาสทีน (Clemastine) ใช้เพื่อบรรเทาอาการของโรคภูมิแพ้ ไข้ละอองฟาง (hay fever) และโรคหวัด อาการเหล่านี้มีทั้งผดผื่น น้ำตาไหล อาการคันที่ดวงตา จมูก ลำคอ หรือผิวหนัง อาการไอ น้ำมูกไหล และอาการจาม ยานี้ทำงานโดยการปิดกั้นสารฮีสตามีน (histamine) ตามธรรมชาติที่ร่างกายผลิตขึ้นเมื่อมีอาการแพ้ การปิดกั้นสารที่ร่างกายผลิตขึ้นตามธรรมชาติอีกชนิด อย่างสารอะซิทิลคอลีน (acetylcholine) จะช่วยทำให้น้ำภายในร่างกายแห้ง เพื่อช่วยบรรเทาอาการ เช่น น้ำตาไหลและน้ำมูกไหล

ยาแก้ไอและแก้หวัดยังไม่มีการวิจัยที่แสดงให้เห็นถึงความปลอดภัย หรือประสิทธิภาพในเด็กที่อายุต่ำกว่า 6 ปี ดังนั้น จึงไม่ควรใช้ยานี้ เพื่อรักษาอาการของโรคหวัดในเด็กที่อายุต่ำกว่า 6 ปี นอกเสียจากแพทย์จะสั่ง โดยเฉพาะยาบางชนิด (เช่น ยาเม็ดหรือยาแคปซูลแบบออกฤทธิ์นาน) ไม่แนะนำให้ใช้กับเด็กที่อายุต่ำกว่า 12 ปี โปรดสอบถามแพทย์หรือเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม เกี่ยวกับการใช้ยานี้อย่างปลอดภัย

ยานี้ไม่สามารถรักษาหรือลดระยะเวลาในการเป็นโรคหวัด และอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงได้ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรง ควรทำตามวิธีการใช้ยาทั้งหมดอย่างระมัดระวัง อย่าใช้ยานี้เพื่อทำให้เด็กง่วงนอน อย่าใช้ยาแก้ไอและแก้หวัดที่อาจจะมีส่วนผสมที่ใกล้เคียงกัน (อ่านเพิ่มเติมในส่วนของปฏิกิริยาของยา) โปรดสอบถามแพทย์หรือเภสัชกร ถึงวิธีอื่นในการบรรเทาอาการไอและอาการหวัด (เช่น ดื่มน้ำให้เพียงพอ ใช้เครื่องทำความชื้น หรือน้ำเกลือสำหรับหยอดหรือพ่นจมูก)

วิธีการใช้ยาคลีมาสทีน

หากคุณกำลังใช้ยาที่หาซื้อเอง ควรอ่านวิธีการใช้ยาทั้งหมดบนบรรจุภัณฑ์ก่อนใช้ยา หากคุณมีข้อสงสัยใดๆ โปรดสอบถามเภสัชกร หากแพทย์สั่งให้คุณใช้ยานี้ ควรใช้ยาตามที่แพทย์กำหนด

รับประทานยาเม็ดหรือยาน้ำพร้อมหรือไม่พร้อมกับอาหารก็ได้ ควรทำตามแนวทางการใช้ยาทั้งหมดบนฉลากยา หรือตามที่แพทย์กำหนด อาจรับประทานยาพร้อมกับอาหารหรือนม หากเกิดอาการท้องไส้ปั่นป่วน

หากคุณกำลังใช้ยาน้ำ ควรใช้เครื่องตวงยาเพื่อตวงขนาดยาตามที่กำหนดอย่างระมัดระวัง อย่าใช้ช้อนธรรมดา

ขนาดยาขึ้นอยู่กับอายุ สภาวะทางการแพทย์ และการตอบสนองต่อการรักษา อย่าเพิ่มขนาดยาหรือใช้ยาบ่อยกว่าที่แพทย์แนะนำหรือตามแนวทางบนฉลากยาโดยที่แพทย์ไม่ยินยอม รับประทานยาเป็นประจำเพื่อให้ได้ประโยชน์จากยาสูงสุด เพื่อให้ง่ายต่อการจำ ควรรับประทานยาในเวลาเดียวกันทุกวัน

หากอาการของคุณไม่หายไปหรือรุนแรงขึ้น หรือคุณคาดว่าอาจจะมีปัญหาทางการแพทย์ที่รุนแรง โปรดรับการรักษาในทันที

การเก็บรักษายาคลีมาสทีน

ยาคลีมาสทีนควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงแสงหรือความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเกิดความเสียหาย ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาคลีมาสทีนบางยี่ห้ออาจจะต้องเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากยาหรือสอบถามเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัยโ ปรดเก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

ไม่ควรทิ้งยาคลีมาสทีนลงในชักโครก หรือเทลงในท่อระบายน้ำ เว้นแต่ได้รับคำแนะนำให้ทำเช่นนั้น ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้องเมื่อยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน โปรดสอบถามเภสัชกรเพิ่มเติม เกี่ยวกับวิธีการกำจัดยาที่ถูกต้อง

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาคลีมาสทีน

ก่อนใช้ยาคลีมาสทีน แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ หากคุณแพ้ต่อยานี้ หรือหากคุณเป็นโรคภูมิแพ้อื่นๆ ยานี้อาจมีส่วนประกอบไม่ออกฤทธิ์ ที่ทำให้เกิดอาการแพ้หรือปัญหาอื่น โปรดปรึกษาเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ก่อนใช้ยานี้ แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ เกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์ของคุณ โดยเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับการหายใจ (เช่น โรคหอบหืด โรคถุงลมโป่งพอง) ปัญหาเกี่ยวกับดวงตาบางชนิด (โรคต้อหิน) ปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ ความดันโลหิตสูง โรคตับ อาการชัก ปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร (เช่น มีแผล อุดตัน) ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน (hyperthyroidism) ปัญหาเกี่ยวกับการปัสสาวะ (เช่น ปัสสาวะติดขัดเนื่องจากต่อมลูกหมาก ภาวะปัสสาวะคั่ง)

ยานี้อาจทำให้เกิดอาการวิงเวียนหรือง่วงซึม หรือทำให้มองเห็นไม่ชัด อย่าขับรถ ใช้เครื่องจักร หรือทำกิจกรรมที่ต้องการความตื่นตัว หรือการมองเห็นที่ชัดเจน จนกว่าคุณจะสามารถทำได้อย่างปลอดภัย ควรจำกัดปริมาณเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาบางชนิดที่อาจทำให้ง่วงซึม (อ่านเพิ่มเติมในส่วนปฏิกิริยาของยา)

เพื่อลดอาการวิงเวียนและอาการบ้านหมุน ควรค่อยๆ ลุกขึ้น เมื่อเปลี่ยนท่าจากท่านั่งหรือท่านอน

ของเหลวที่ใช้สำหรับการเตรียมยานี้ อาจจะมีส่วนผสมของน้ำตาล และ/หรือแอลกอฮอล์ ควรระมัดระวังในการใช้ หากคุณเป็นโรคเบาหวาน ติดแอลกอฮอล์ (alcohol dependence) หรือโรคตับ โปรดสอบถามแพทย์หรือเภสัชกร ถึงวิธีการใช้ผลิตภัณฑ์นี้อย่างปลอดภัย

ผู้สูงอายุอาจจะมีปฏิกิริยาไวต่อผลข้างเคียงของยานี้ได้มากกว่า โดยเฉพาะอาการง่วงซึม ท้องผูก ปัญหาเกี่ยวกับการปัสสาวะ หรือสับสน อาการง่วงซึมและสับสนนั้นอาจจะเพิ่มความเสี่ยงในการหกล้ม

เด็กอาจจะมีปฏิกิริยาไวต่อผลของยาต้านฮีสตามีน (antihistamines) ได้มากกว่า สำหรับเด็กเล็ก ยานี้อาจจะทำให้เกิดอาการกระวนกระวายหรือตื่นเต้นแทนอาการง่วงซึม

ในช่วงขณะการตั้งครรภ์ควรใช้ยานี้เมื่อจำเป็นเท่านั้น โปรดปรึกษาความเสี่ยงและประโยชน์กับแพทย์

ยานี้สามารถผ่านเข้าสู่น้ำนมแม่ และอาจเกิดผลที่ไม่พึงประสงค์กับทารก โปรดปรึกษาแพทย์ก่อนให้นมบุตร

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อหาประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยานี้

ยาคลีมาสทีนจัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์ หมวด B โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

  • A= ไม่มีความเสี่ยง
  • B= ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C= อาจจะมีความเสี่ยง
  • D= มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X= ห้ามใช้
  • N= ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยาคลีมาสทีน

อาจเกิดอาการง่วงซึม วิงเวียน ปวดหัว ท้องผูก ท้องไส้ปั่นป่วน มองเห็นไม่ชัด เดินลำบากหรือซุ่มซ่าม หรือปากแห้ง จมูกแห้ง คอแห้ง อาการเหล่านี้อาจจะลดลงเมื่อร่างกายปรับตัวเข้ากับยา หากอาการเหล่านี้ไม่หายไปหรือรุนแรงขึ้นโปรดแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรในทันที

เพื่อบรรเทาอาการปากแห้ง ควรอมลูกอม (ไม่มีน้ำตาล) หรือน้ำแข็ง เคี้ยวหมากฝรั่ง (ไม่มีน้ำตาล) ดื่มน้ำ หรือใช้สารทดแทนน้ำลาย ยาคลีมาสทีนสามารถทำให้เสมหะในปอดแห้งลงและหนาขึ้น ทำให้คุณหายใจยาก และทำให้ปอดโล่งได้ยากขึ้น เพื่อป้องกันผลนี้ควรจะดื่มน้ำให้มาก นอกเสียจากแพทย์จะสั่งให้ทำแบบอื่น

หากแพทย์สั่งให้คุณใช้ยานี้ โปรดจำไว้ว่า แพทย์ได้พิจารณาแล้วว่า เป็นประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง คนจำนวนมากที่ใช้ยานี้จะไม่มีผลข้างเคียงที่รุนแรง

โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบในทันที หากเกิดผลข้างเคียงที่ไม่ค่อยจะเกิดขึ้นแต่รุนแรงดังต่อไปนี้ ความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์หรือจิตใจ (เช่น มองเห็นภาพหลอน หงุดหงิด ประหม่า สับสน) มีเสียงอื้อในหู ปัสสาวะติดขัด

โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบในทันทีหากเกิดผลข้างเคียงที่หายากแต่รุนแรงมากดังต่อไปนี้ เกิดรอยช้ำหรือเลือดออกง่าย หัวใจเต้นเร็วหรือผิดปกติ อาการชัก

การแพ้ยาที่รุนแรงต่อยานี้ ค่อนข้างเกิดขึ้นได้ยาก แต่จำเป็นต้องได้รับการรักษาที่ทันท่วงที อาการของการแพ้รุนแรงมีดังนี้ ผดผื่น คันหรือบวม (โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ลิ้น และลำคอ) วิงเวียนขั้นรุนแรง หายใจติดขัด

ไม่ใช่ทุกคนจะเจอกับผลข้างเคียงเหล่านี้ และอาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ปฏิกิริยาของยาอาจจะเปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง ข้อมูลนี้ไม่ได้มีปฏิกิริยาของยาทั้งหมดที่อาจจะเกิดขึ้น ควรเก็บรายชื่อของยาทั้งหมดที่คุณกำลังใช้ (ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ) และแจ้งให้แพทย์และเภสัชกรทราบ โปรดอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาใดๆ โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ยาที่อาจมีปฏิกิริยากับยานี้ได้แก่ ยาต้านฮีสตามีนแบบทาผิวหนัง เช่นยาไดเฟนไฮดรามีน (diphenhydramine) รูปแบบครีม ขี้ผึ้ง หรือยาพ่น

โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ หากคุณกำลังใช้ยาอื่นที่อาจทำให้เกิดอาการง่วงซึม เช่น ยาแก้ปวดหรือยาบรรเทาอาการไอโอปิออยด์ (opioid) เช่น ยาโคเดอีน (codeine) หรือยาไฮโดรโคโดน (hydrocodone) แอลกอฮอล์ กัญชา ยานอนหลับหรือยารักษาอาการวิตกกังวล เช่น อัลปราโซแลม (alprazolam) ลอราซีแพม (lorazepam) หรือโซลพิเดม (zolpidem) ยาคลายกล้ามเนื้อ เช่น คาริโซโพรดอล (carisoprodol) หรือไซโคลเบนซาพรีน (cyclobenzaprine) หรือยาต้านฮีสตามีนอื่นๆ เช่น เซทิริซีน (cetirizine) หรือไดเฟนไฮดรามีน (diphenhydramine)

ควรตรวจสอบฉลากของยาทั้งหมด (เช่น ยาแก้แพ้หรือยาแก้ไอแก้หวัด) เนื่องจากอาจมีส่วนประกอบที่ทำให้เกิดอาการง่วงซึมได้ โปรดสอบถามแพทย์เกี่ยวกับวิธีการใช้ยาเหล่านี้อย่างปลอดภัย

ยาคลีมาสทีนอาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรจะบอกแพทย์หรือเภสัชกรของคุณว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง (ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ) เพื่อความปลอดภัย โปรดอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาใดๆ โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาคลีมาสทีนอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาคลีมาสทีนอาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาคลีมาสทีนสำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic Rhinitis)

ขนาดยาเริ่มต้น 1.34 มก. รับประทานวันละสองครั้ง อาจเพิ่มขนาดยาขึ้นตามความต้องการ แต่ไม่ควรเกิน 2.68 มก. รับประทานวันละสามครั้ง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคลมพิษ

ขนาดยาเริ่มต้น 1.34 มก. รับประทานวันละสองครั้ง อาจเพิ่มขนาดยาขึ้นตามความต้องการ แต่ไม่ควรเกินครั้งละ 2.68 มก. รับประทานวันละสามครั้ง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาอาการแพ้

ขนาดยาเริ่มต้น 1.34 มก. รับประทานวันละสองครั้ง อาจเพิ่มขนาดยาขึ้นตามความต้องการ แต่ไม่ควรเกินครั้งละ 2.68 มก. รับประทานวันละสามครั้ง

การปรับขนาดยา

ผู้ป่วยจำนวนมากนั้นอาจจะตอบสนองได้ดีต่อการใช้ยาครั้งเดียว (ยาคลีมาสทีน 2.68 มก.) ซึ่งอาจจำเป็นต้องให้ซ้ำ แต่ไม่ควรเกินวันละ 3 เม็ด

ขนาดยาคลีมาสทีนสำหรับเด็ก

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาอาการแพ้

อายุน้อยกว่า 6 ปี

0.335 ถึง 0.67 มก./วัน แบ่งรับประทาน 2 หรือ 3 ครั้ง ขนาดยาสูงสุดคือ 1.34 มก. ต่อวัน

อายุ 6 ถึง 12 ปี

0.67 ถึง 1.34 มก. รับประทานวันละสองครั้ง ขนาดยาสูงสุดคือ 4.02 มก. ต่อวัน

อายุมากกว่า 12 ปี

ขนาดยาเริ่มต้น 1.34 มก. รับประทานวันละสองครั้ง อาจเพิ่มขนาดยาขึ้นตามความต้องการ แต่ไม่ควรเกินครั้งละ 2.68 มก. รับประทานวันละสามครั้ง

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้

อายุน้อยกว่า 6 ปี

0.335 ถึง 0.67 มก./วัน แบ่งรับประทาน 2 หรือ 3 ครั้ง ขนาดยาสูงสุดคือ 1.34 มก. ต่อวัน

อายุ 6 ถึง 12 ปี

0.67 ถึง 1.34 มก. รับประทานวันละสองครั้ง ขนาดยาสูงสุดคือ 4.02 มก. ต่อวัน

อายุมากกว่า 12 ปี

ขนาดยาเริ่มต้น 1.34 มก. รับประทานวันละสองครั้ง อาจเพิ่มขนาดยาขึ้นตามความต้องการ แต่ไม่ควรเกินครั้งละ 2.68 มก. รับประทานวันละสามครั้ง

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาโรคลมพิษ

อายุน้อยกว่า 6 ปี

0.335 ถึง 0.67 มก./วัน แบ่งรับประทาน 2 หรือ 3 ครั้ง ขนาดยาสูงสุดคือ 1.34 มก. ต่อวัน

อายุ 6 ถึง 12 ปี

0.67 ถึง 1.34 มก. รับประทานวันละสองครั้ง ขนาดยาสูงสุดคือ 4.02 มก.ต่อวัน

อายุมากกว่า 12 ปี

ขนาดยาเริ่มต้น 1.34 มก. รับประทานวันละสองครั้ง อาจเพิ่มขนาดยาขึ้นตามความต้องการ แต่ไม่ควรเกินครั้งละ 2.68 มก. รับประทานวันละสามครั้ง

ยังไม่มีการพิสูจน์ความความปลอดภัยและประสิทธิภาพของขนาดยานี้สำหรับผู้ป่วยเด็ก ยานี้อาจเป็นอันตรายต่อเด็กได้ ดังนั้นจึงควรทำความเข้าใจกับความปลอดภัยของยาก่อนการใช้ยา สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดติดต่อกับแพทย์หรือเภสัชกร

รูปแบบของยา

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้

  • ยาเม็ด

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉิน หรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ในทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Review Date: กุมภาพันธ์ 12, 2019 | Last Modified: กุมภาพันธ์ 12, 2019

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย