คอร์ติโซน (Cortisone)

โดย ทบทวนบทความโดย เภสัชกรวิสสุตา ชั้นประเสริฐ

ชื่อสามัญ: คอร์ติโซน (Cortisone) Brand Name(s): คอร์ติโซน (Cortisone).

ข้อบ่งใช้

ยาคอร์ติโซนใช้สำหรับ

ยาคอร์ติโซน (Cortisone) มักใช้เพื่อรักษาสภาวะ เช่น โรคข้ออักเสบ เลือดผิดปกติ ฮอร์โมนผิดปกติ หรือระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติ อาการแพ้ สภาวะของผิวหนังหรือดวงตาบางอย่าง ปัญหาเกี่ยวกับการหายใจ และโรคมะเร็งบางชนิด

วิธีการใช้ยาคอร์ติโซน

รับประทานยานี้พร้อมกับอาหารหรือนม เพื่อป้องกันอาการท้องไส้ปั่นป่วน รับประทานยาพร้อมกับดื่มน้ำเต็มแก้ว (8 ออนซ์/24 มล.) นอกเสียจากแพทย์จะสั่งอย่างอื่น หากคุณใช้ยานี้วันละครั้ง ควรรับประทานยาก่อนเวลา 9 นาฬิกาในตอนเช้า หากคุณใช้ยาวันเว้นวันหรือใช้ตามตารางการใช้ยาอื่นนอกเหนือจากการใช้ยาทุกวัน การทำเครื่องหมายบนปฏิทินอาจช่วยเตือนความจำได้

ขนาดยาและระยะเวลาในการรักษา ขึ้นอยู่กับสภาวะทางการแพทย์ และการตอบสนองต่อการรักษา ควรใช้ยานี้เป็นประจำเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากยา เพื่อให้ง่ายต่อการจำ ควรรับประทานยาในเวลาเดียวกันทุกวัน ควรใช้ยานี้อย่างต่อเนื่อง แม้คุณจะรู้สึกเป็นปกติ ควรทำตามตารางการใช้ยาอย่างระมัดระวัง และรับประทานยาตามที่กำหนดอย่างเคร่งครัด

อย่าหยุดใช้ยานี้โดยไม่ปรึกษากับแพทย์ สภาวะบางอย่างอาจรุนแรงขึ้น หากหยุดใช้ยากะทันหัน ควรค่อยๆ ลดขนาดยา

แจ้งให้แพทย์ทราบ หากอาการของคุณไม่หายไปหรือแย่ลง

การเก็บรักษายาคอร์ติโซน

ยาคอร์ติโซนควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงแสงหรือความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเกิดความเสียหาย ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาคอร์ติโซนบางยี่ห้ออาจจะต้องเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากยาหรือสอบถามเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัย โปรดเก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

ไม่ควรทิ้งยาคอร์ติโซนลงในชักโครก หรือเทลงในท่อระบายน้ำเว้นแต่ได้รับคำแนะนำให้ทำเช่นนั้น ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้องเมื่อยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน โปรดสอบถามเภสัชกรเพิ่มเติม เกี่ยวกับวิธีการกำจัดยาที่ถูกต้อง

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาคอร์ติโซน

ก่อนใช้ยาคอร์ติโซน แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ หากคุณแพ้ต่อยานี้ หรือแพ้ต่อยาคอร์ติโคสเตียรอยด์อื่นๆ (corticosteroids) เช่น เพรดนิโซน (prednisone) หรือหากคุณเป็นโรคภูมิแพ้อื่นๆ ยานี้อาจมีสารไม่ออกฤทธิ์ที่ทำให้เกิดอาการแพ้หรือปัญหาอื่น โปรดปรึกษาเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ไม่ควรใช้ยานี้หากคุณมีสภาวะบางอย่าง ก่อนใช้ยานี้โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบหากคุณมีอาการดังต่อไปนี้ ได้แก่ การติดเชื้อราที่มีอาการอยู่ และไม่ได้รับการรักษา

ก่อนใช้ยานี้ แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบเกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์ของคุณ โดยเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับอาการเลือดออก เคยมีลิ่มเลือด โรคกระดูกพรุน โรคเบาหวาน โรคตา เช่น โรคต้อกระจก โรคต้อหิน หรือการติดเชื้อเริมที่ดวงตา ปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ (เช่น โรคหัวใจวาย) ภาวะความดันโลหิตสูง การติดเชื้ออื่นๆ เช่น วัณโรค หรือการติดเชื้อเริม โรคไต ปัญหาเกี่ยวกับไต ปัญหาเกี่ยวกับตับ เช่น โรคตับแข็ง สภาวะทางอารมณ์หรือจิตใจ เช่น โรคจิต วิตกกังวล หรือซึมเศร้า ระดับแร่ธาตุในเลือดต่ำ (เช่น ระดับของโพแทสเซียมหรือแคลเซียมต่ำ) ปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะอาหารหรือลำไส้ เช่นเป็นแผล โรคลำไส้อักเสชนิดมีแผล หรือโรคถุงผนังลำไส้อักเสบ ปัญหาเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์

ยานี้อาจปกปิดสัญญาณของการติดเชื้อ หรือทำให้มีความเสี่ยงมากขึ้นในการติดเชื้อที่รุนแรงมาก ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ หากมีอาการบาดเจ็บหรือสัญญาณของการติดเชื้อ (เช่น เจ็บคอ เป็นไข้ หรือไอบ่อยครั้ง มีอาการปวดขณะปัสสาวะ ปวดกล้ามเนื้อ) เกิดขึ้นระหว่างการรักษา

การใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์เป็นเวลานาน อาจทำให้ร่างกายตอบสนองต่อความตึงเครียดได้ยากยิ่งขึ้น ดังนั้น ก่อนการผ่าตัดหรือการรักษาพยาบาลฉุกเฉิน หรือหากคุณมีการบาดเจ็บหรืออาการป่วยที่รุนแรง ควรแจ้งให้แพทย์หรือทันตแพทย์ทราบว่า คุณกำลังใช้ยานี้หรือเคยใช้ยานี้ภายในเวลา 12 เดือนที่ผ่านมา แจ้งให้แพทย์ทราบในทันที หากเกิดอาการเหนื่อยล้า หรือน้ำหนักลดอย่างผิดปกติหรือรุนแรง หากคุณใช้ยานี้เป็นเวลานาน ควรพกบัตรประจำตัวผู้ป่วย หรือสายรัดข้อมือประจำตัวผู้ป่วย ที่บ่งบอกว่าคุณกำลังใช้ยานี้

อย่าสร้างภูมิคุ้มกัน รับวัคซีน หรือทำการตรวจภูมิแพ้ทางผิวหนังนอกเสียจากแพทย์จะสั่งแบบเจาะจง วัคซีนเชื้อเป็นนั้นอาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนอย่างรุนแรง (เช่น การติดเชื้อ) หากได้รับในช่วงที่กำลังใช้ยานี้ ควรหลีกเลี่ยงการติดต่อกับผู้ที่พึ่งรับวัคซีนป้องกันโรคโปลิโอแบบรับประทาน หรือวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่รับโดยการสูดดม

หลีกเลี่ยงการติดต่อกับผู้ที่เป็นโรคอีสุกอีใส หรือโรคหัด เว้นเสียแต่ว่าคุณจะเคยเป็นโรคเหล่านี้แล้ว (เช่น ในสมัยเด็ก) หากคุณได้รับหนึ่งในเชื้อเหล่านี้และคุณยังไม่เคยเป็นโรคนั้น ควรรับการรักษาในทันที

หากคุณเคยมีแผลเปื่อย ใช้ยาแอสไพรินในขนาดสูง หรือใช้ยารักษาโรคข้ออักเสบอื่นๆ ควรจำกัดปริมาณของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขณะที่กำลังใช้ ยานี้เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดเลือดออกในกระเพาะอาหารหรือลำไส้

หากคุณเป็นโรคเบาหวาน ยานี้ยังอาจทำให้คุณควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ยากขึ้น ควรเฝ้าระวังระดับน้ำตาลในเลือดเป็นประจำ แจ้งผลให้แพทย์ทราบ คุณอาจจำเป็นต้องปรับยาสำหรับโรคเบาหวาน โปรแกรมการออกกำลังกาย หรืออาหารที่รับประทาน

ยานี้อาจทำให้เกิดอาการวิงเวียน อย่าขับรถ ใช้เครื่องจักร หรือทำกิจกรรมที่ต้องการความตื่นตัว จนกว่าคุณจะสามารถทำได้อย่างปลอดภัย และจำกัดปริมาณเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ยานี้อาจชะลอความเร็วในการเจริญเติบโตของเด็กได้ หากใช้เป็นเวลานาน โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ควรไปหาแพทย์เป็นประจำ เพื่อทำการตรวจวัดส่วนสูงและการเจริญเติบโตของลูก

ในช่วงขณะการตั้งครรภ์ ควรใช้ยานี้เมื่อจำเป็นเท่านั้น เคยมีรายงานที่พบได้ยากถึงความเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ โปรดปรึกษาแพทย์ถึงความเสี่ยงและประโยชน์ของการใช้ยา ทารกที่เกิดจากมารดาที่ใช้ยานี้ในเวลานาน อาจจะมีระดับของฮอร์โมนคอร์ติโคสเตียรอยด์ต่ำ แจ้งให้แพทย์ทราบในทันที หากคุณสังเกตเห็นอาการ เช่น คลื่นไส้อาเจียนบ่อยครั้ง ท้องร่วงอย่างรุนแรง หรืออาการอ่อนแรงของทารกแรกคลอด

ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า ยานี้สามารถส่งผ่านน้ำนมแม่ได้หรือไม่ โปรดปรึกษาแพทย์ก่อนให้นมบุตร

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือ เกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อหาประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยานี้

ยาคอร์ติโซนจัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์ หมวด N โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

  • A= ไม่มีความเสี่ยง
  • B= ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C= อาจจะมีความเสี่ยง
  • D= มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X= ห้ามใช้
  • N= ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยาคอร์ติโซน

อาจเกิดอาการท้องไส้ปั่นป่วน ปวดหัว วิงเวียน รอบเดือนเปลี่ยนแปลง (เช่นมาช้า ผิดปกติ หรือขาดประจำเดือน) มีปัญหากับการนอนหลับ ความอยากอาหารเพิ่มขึ้น หรือน้ำหนักเพิ่มขึ้น

หากอาการเหล่านี้ไม่หายไปหรือรุนแรงขึ้น โปรดแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรในทันที

โปรดจำไว้ว่า การที่แพทย์ให้คุณใช้ยาตัวนี้ เนื่องจากคำนวณแล้วว่า ยามีประโยชน์มากกว่าเป็นโทษ และคนที่ใช้ยานี้ส่วนใหญ่ไม่พบผลข้างเคียงที่ร้ายแรงใดๆ

แจ้งให้แพทย์ทราบในทันที หากเกิดผลข้างเคียงที่ไม่ค่อยจะเกิดขึ้นแต่รุนแรงดังต่อไปนี้ ได้แก่ อุจจาระเป็นสีดำ มีอาการปวดที่กระดูกหรือข้อต่อ มีรอยช้ำหรือเลือดออกง่าย หัวใจเต้นเร็ว รัว หรือผิดปกติ กระหายน้ำเพิ่มขึ้นหรือปัสสาวะเพิ่มขึ้น มีความเปลี่ยนแปลงทางจิตใจหรืออารมณ์ (เช่น ซึมเศร้า อารมณืแปรปรวน หรือร้อนรน) ปวดกล้ามเนื้อ น้ำหนักเพิ่มขึ้นบ่อยครั้ง หน้าบวม แผลหายช้า ชัก มีสัญญาณของการติดเชื้อ (เช่น เป็นไข้หรือเจ็บคอบ่อยครั้ง) ปวดท้อง มีอาการบวมที่ข้อเท้าหรือเท้า ผิวบาง หายใจติดขัด เส้นขนเจริญเติบโตผิดปกติ ผิวหนังเจริญเติบโตผิวปกติ การมองเห็นเปลี่ยนแปลง อาเจียนคล้ายกากกาแฟ อ่อนแรง

การแพ้ยาที่รุนแรงต่อยานี้ ค่อนข้างเกิดขึ้นได้ยาก แต่จำเป็นต้องได้รับการรักษาที่ทันท่วงที อาการของการแพ้รุนแรงมีดังนี้คือ ผดผื่น คันหรือบวม (โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ลิ้น และลำคอ) วิงเวียนขั้นรุนแรง หายใจติดขัด

ไม่ใช่ทุกคนจะเจอกับผลข้างเคียงเหล่านี้ และอาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ก่อนใช้ยานี้ แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบเกี่ยวกับยาทั้งหมดที่คุณใช้ ทั้งยาตามใบสั่งยา ยาที่หาซื้อเอง และสมุนไพรต่างๆ โดยเฉพาะอัลเดสลูคิน (aldesleukin) ยาเม็ดคุมกำเนิด ยารักษาโรคเบาหวาน ยาทดแทนฮอร์โมนเอสโทรเจน (estrogen hormone replacement) มิฟีพริสโตน (mifepristone) ยาที่ส่งผลกระทบต่อเอนไซม์ตับที่กำจัดยาคอร์ติโซนออกจากร่างกาย เช่น ยาต้านเชื้อรากลุ่มเอโซล (azole antifungals) อย่างคีโตโคนาโซล (ketoconazole) ยาในกลุ่มบาร์บิทูเรต (barbiturates) อย่างฟีโนบาร์บิทัล (phenobarbital) ยาในกลุ่มไรฟามัยซิน (rifamycins) อย่างไรแฟมพิน (rifampin) ยาต้านชักบางชนิด อย่างเฟนิโทอิน (phenytoin) ยาที่ทำให้เกิดอาการเลือดออกหรือรอยช้ำ เช่น ยาต้านเกล็ดเลือด (antiplatelet drugs) อย่างโคลพิโดเกรล (clopidogrel) ยาเจือจางเลือด อย่างดาบิกาทราน (dabigatran) หรือวาฟาริน (warfarin) ยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAID) อย่างแอสไพริน เซเลโคซิบ (celecoxib) หรือไอบูโพรเฟน (ibuprofen)

หากแพทย์สั่งให้คุณใช้ยาแอสไพรินในขนาดต่ำ เพื่อป้องกันโรคหัวใจขาดเลือดฉับพลัน หรือโรคหลอดเลือดสมอง (ขนาดยาตามปกติคือ 81-325 มก. ต่อวัน) คุณควรใช้ยานี้ต่อไป นอกเสียจากแพทย์จะสั่งอย่างอื่น โปรดสอบถามแพทย์หรือเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ยานี้อาจส่งผลกระทบต่อการตรวจในห้องแล็บบางชนิด และอาจทำให้ผลตรวจเป็นเท็จได้ ควรแจ้งให้บุคลากรในห้องแล็บและแพทย์ของคุณทุกคนทราบว่า คุณกำลังใช้ยานี้

ยาคอร์ติโซนอาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรจะบอกแพทย์หรือเภสัชกรของคุณว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง (ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ) เพื่อความปลอดภัย โปรดอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาใดๆ โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาคอร์ติโซนอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาคอร์ติโซนอาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์และเภสัชกรทุกครั้ง เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาคอร์ติโซนสำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาภาวะต่อมหมวกไตบกพร่อง

25 มก. ถึง 300 มก. ต่อวัน แบ่งรับประทานหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 1 ถึง 2 ครั้ง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาภาวะเลือดออกง่ายจากเกล็ดเลือดต่ำชนิดไม่ทราบสาเหตุ

25 มก. ถึง 300 มก. ต่อวัน แบ่งรับประทานหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 1 ถึง 2 ครั้ง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาอาการช็อก

25 มก. ถึง 300 มก. ต่อวัน แบ่งรับประทานหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 1 ถึง 2 ครั้ง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาภาวะโลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงแตก

25 มก. ถึง 300 มก. ต่อวัน แบ่งรับประทานหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 1 ถึง 2 ครั้ง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคอิริโทรบลาสต์โอพีเนีย (Erythroblastopenia)

25 มก. ถึง 300 มก. ต่อวัน แบ่งรับประทานหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 1 ถึง 2 ครั้ง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคโลฟเฟลอร์ ซินโดรม (Loeffler’s Syndrome)

25 มก. ถึง 300 มก. ต่อวัน แบ่งรับประทานหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 1 ถึง 2 ครั้ง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคซาร์คอยโดซิส (Sarcoidosis)

25 มก. ถึง 300 มก. ต่อวัน แบ่งรับประทานหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 1 ถึง 2 ครั้ง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคเบอริลีโอซีส (Berylliosis)

25 มก. ถึง 300 มก. ต่อวัน แบ่งรับประทานหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 1 ถึง 2 ครั้ง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

25 มก. ถึง 300 มก. ต่อวัน แบ่งรับประทานหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 1 ถึง 2 ครั้ง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคเนโฟรติก ซินโดรม (Nephrotic Syndrome)

25 มก. ถึง 300 มก. ต่อวัน แบ่งรับประทานหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 1 ถึง 2 ครั้ง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคยูเวียอักเสบ (Uveitis)

25 มก. ถึง 300 มก. ต่อวัน แบ่งรับประทานหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 1 ถึง 2 ครั้ง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคม่านตาอักเสบ

25 มก. ถึง 300 มก. ต่อวัน แบ่งรับประทานหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 1 ถึง 2 ครั้ง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคกระจกตาอักเสบ

25 มก. ถึง 300 มก. ต่อวัน แบ่งรับประทานหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 1 ถึง 2 ครั้ง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคเยื่อบุตาอักเสบ

25 มก. ถึง 300 มก. ต่อวัน แบ่งรับประทานหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 1 ถึง 2 ครั้ง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคม่านตาและเนื้อเยื่ออักเสบ

25 มก. ถึง 300 มก. ต่อวัน แบ่งรับประทานหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 1 ถึง 2 ครั้ง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคคอรอยด์และเรตินาอักเสบ (Chorioretinitis)

25 มก. ถึง 300 มก. ต่อวัน แบ่งรับประทานหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 1 ถึง 2 ครั้ง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคคอรอยด์อักเสบ (Choroiditis)

25 มก. ถึง 300 มก. ต่อวัน แบ่งรับประทานหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 1 ถึง 2 ครั้ง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคเอสแอลอี (Systemic Lupus Erythematosus)

25 มก. ถึง 300 มก. ต่อวัน แบ่งรับประทานหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 1 ถึง 2 ครั้ง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคผิวหนังและกล้ามเนื้ออักเสบ

25 มก. ถึง 300 มก. ต่อวัน แบ่งรับประทานหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 1 ถึง 2 ครั้ง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบยึดติด

25 มก. ถึง 300 มก. ต่อวัน แบ่งรับประทานหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 1 ถึง 2 ครั้ง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคเบอร์ไซติส (Bursitis)

25 มก. ถึง 300 มก. ต่อวัน แบ่งรับประทานหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 1 ถึง 2 ครั้ง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคข้อเสื่อม

25 มก. ถึง 300 มก. ต่อวัน แบ่งรับประทานหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 1 ถึง 2 ครั้ง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์

25 มก. ถึง 300 มก. ต่อวัน แบ่งรับประทานหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 1 ถึง 2 ครั้ง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคข้ออักเสบแบบเกาต์

25 มก. ถึง 300 มก. ต่อวัน แบ่งรับประทานหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 1 ถึง 2 ครั้ง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคสะเก็ดเงินชนิดข้ออักเสบ

25 มก. ถึง 300 มก. ต่อวัน แบ่งรับประทานหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 1 ถึง 2 ครั้ง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคข้อศอกอักเสบ

25 มก. ถึง 300 มก. ต่อวัน แบ่งรับประทานหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 1 ถึง 2 ครั้ง

การปรับขนาดยาสำหรับไต

ควรใช้ยาสเตียรอยด์ด้วยความระมัดระวัง ในผู้ป่วยที่มีไตบกพร่อง

การปรับขนาดยาสำหรับตับ

ควรใช้ยาสเตียรอยด์ด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยที่เป็นโรคตับแข็ง

การปรับขนาดยา

ขนาดยาที่ต่ำกว่า 25 มก. ต่อวันนั้น เพียงพอสำหรับรักษาโรคที่รุนแรงน้อยกว่า สำหรับโรคที่รุนแรง อาจจำเป็นต้องใช้ยาในขนาดสูงกว่า 300 มก. ต่อวัน

รักษาระดับของขนาดยาที่ต่ำที่สุด เท่าที่มีการตอบสนองทางการแพทย์ที่เพียงพอ โดยการค่อยๆ ลดขนาดยาเริ่มต้นในปริมาณเล็กน้อย

ควรค่อยๆ ปรับผู้ป่วยออกจากการรักษา หากใช้ยาเป็นเวลาหลายวันแล้ว

ข้อควรระวัง

การหยุดใช้ยาคอร์ติโซนอย่างรวดเร็วอาจทำให้เกิดภาวะต่อมหมวกไตบกพร่องทุติยภูมิ (Secondary adrenocortical insufficiency) และสามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการค่อยๆ ลดขนาดยา

การฟอกไต

ไม่จำเป็นต้องให้ยาเสริม

คำแนะนำอื่นๆ

ยาแขวนตะกอนสำหรับฉีดนั้นใช้สำหรับฉีดเข้ากล้ามเนื้อเท่านั้น

ขนาดยาคอร์ติโซนสำหรับเด็ก

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาภาวะต่อมหมวกไตบกพร่อง

0.5 มก. ถึง 0.75 มก./กก./วัน แบ่งรับประทานในขนาดที่เท่ากันทุกๆ 8 ชั่วโมง อีกทางเลือกหนึ่งคือ 0.25 มก. ถึง 0.35 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อวันละครั้ง

รูปแบบของยา

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้

  • ยาเม็ด

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉิน หรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ในทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Review Date: ธันวาคม 9, 2018 | Last Modified: ธันวาคม 9, 2018

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย