คาพาสแตต ซัลเฟต (Capastat Sulfate)

โดย ทบทวนบทความโดย เภสัชกรวิสสุตา ชั้นประเสริฐ

ชื่อสามัญ: คาพาสแตต ซัลเฟต (Capastat Sulfate) Brand Name(s): คาพาสแตต ซัลเฟต (Capastat Sulfate).

ข้อบ่งใช้

ยาคาพาสแตต ซัลเฟต (คาพรีโอมัยซิน) ใช้สำหรับ

ยาคาพาสแตต ซัลเฟต (Capastat Sulfate) หรือ คาพรีโอมัยซิน (Capreomycin) ใช้ร่วมกับยาอื่นเพื่อรักษาการติดเชื้อวัณโรค ยาคาพรีโอมัยซินนั้นอยู่ในกลุ่มของยาปฏิชีวนะ เชื่อว่าทำงานโดยการป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรควัณโรค

วิธีการใช้ยาคาพาสแตต ซัลเฟต (คาพรีโอมัยซิน)

โดยทั่วไปแล้ว ผู้เชี่ยวชาญการดูแลสุขภาพจะฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อ หรือหยอดยาเข้าหลอดเลือดดำนานกว่า 1 ชั่วโมง ตามปกติ คือวันละครั้งเป็นเวลา 2 ถึง 4 เดือน แล้วจึงลดลงเหลือ 2 หรือ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ขึ้นอยู่กับสภาวะและการตอบสนองต่อการรักษา หรือตามที่แพทย์กำหนด ขนาดยาขึ้นอยู่กับสภาวะทางการแพทย์ การทำงานของไต และการตอบสนองต่อการรักษา

หากคุณใช้ยานี้ที่บ้าน ควรเรียนรู้วิธีการเตรียมการและวิธีการใช้ยาทั้งหมดจากผู้เชี่ยวชาญการดูแลสุขภาพ หากคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับวิธีการใช้ยาอย่างถูกต้องโปรดสอบถามผู้เชี่ยวชาญการดูแลสุขภาพ ก่อนใช้ยาควรตรวจสอบยาหากมีฝุ่นละออง เมื่อผสมยาแล้ว ยาควรมีลักษณะเกือบไม่มีสี หรือเป็นสีเหลืองอ่อนมากๆ ยาอาจมีสีเข้มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป แต่ไม่ทำให้ประสิทธิภาพของยาลดลงแต่อย่างใด หากยาน้ำมีฝุ่นละออง หรือเปลี่ยนเป็นสีอื่นที่ไม่ใช่สีเหลืองอ่อนหรือเหลืองเข้ม อย่าใช้ยานี้

หากคุณฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อ ควรเปลี่ยนที่ฉีดยาทุกครั้งเพื่อป้องกันการระคายเคือง และควรฉีดยาเข้าบริเวณกล้ามเนื้อใหญ่เช่น สะโพกหรือต้นขาเพื่อลดอาการปวดขณะฉีดยา

ใช้ยาอย่างต่อเนื่องจนครบกำหนด แม้ว่าอาการจะหายไป การหยุดใช้ยาเร็วเกินไปอาจทำให้การติดเชื้อกำเริบได้ อาจจำเป็นต้องรักษาโรควัณโรคเป็นเวลา 1 ถึง 2 ปี หากจำเป็นแพทย์อาจจะต้องเปลี่ยนมาใช้ยารักษาโรคนี้แบบรับประทาน

เพื่อให้ได้ผลที่ดีที่สุด ควรใช้ยาปฏิชีวนะโดยเว้นระยะเวลาให้เท่ากัน เพื่อให้ง่ายต่อการจำควรรับประทานยาในวันเดียวกันสำหรับทุกสัปดาห์ หรือในเวลาเดียวกันทุกวัน ขึ้นอยู่กับคำแนะนำของแพทย์ หากคุณใช้เวลาสัปดาห์ละหลายครั้งสามารถทำเครื่องหมายที่ปฏิทินเพื่อช่วยเตือนความจำได้

อย่าใช้ยามากกว่าหรือน้อยกว่าที่กำหนด และอย่าหยุดใช้ยานี้ (และยารักษาวัณโรคอื่นๆ) แม้แต่ช่วงเวลาสั้นๆ เว้นแต่แพทย์จะสั่ง การข้ามมื้อยาหรือเปลี่ยนยาโดยที่แพทย์ไม่อนุมัติ เพราะอาจทำให้เชื้อแบคทีเรียวัณโรคเพิ่มขึ้น และอาจทำให้การติดเชื้อรักษาได้ยากขึ้น (ดื้อยา) หรือทำให้ผลข้างเคียงรุนแรงขึ้น หากเชื้อวัณโรคนั้นดื้อต่อยานี้ เชื้อนั้นก็อาจจะดื้อต่อยารักษาโรควัณโรคอื่นๆด้วยเช่นกัน

ควรเรียนรู้วิธีการเก็บรักษาและกำจัดเข็ม อุปกรณ์ทางการแพทย์ และยาที่ไม่ได้ใช้อย่างปลอดภัย ห้ามใช้เข็มฉีดยาและกระบอกฉีดยาซ้ำ

แจ้งให้แพทย์ทราบหากอาการไม่หายไปหรือแย่ลง

การเก็บรักษายาคาพาสแตต ซัลเฟต (คาพรีโอมัยซิน)

ยาคาพาสแตต ซัลเฟต (คาพรีโอมัยซิน) ควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงแสงหรือความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเกิดความเสียหาย ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาคาพาสแตต ซัลเฟต (คาพรีโอมัยซิน)บางยี่ห้ออาจจะต้องเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากยา หรือสอบถามเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัย โปรดเก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

ไม่ควรทิ้งยาคาพาสแตต ซัลเฟต (คาพรีโอมัยซิน) ลงในชักโครก หรือเทยาลงในท่อระบายน้ำ เว้นเสียแต่จะได้รับคำแนะนำให้ทำ ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้องเมื่อยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน โปรดสอบถามเภสัชกรเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการกำจัดยาที่ถูกต้อง

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาคาพาสแตต ซัลเฟต (คาพรีโอมัยซิน)

ก่อนใช้ยาคาพรีโอมัยซิน แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบหากคุณแพ้ต่อยานี้ หรือหากคุณเป็นโรคภูมิแพ้อื่นๆ ยานี้อาจมีส่วนประกอบไม่ออกฤทธิ์ที่ทำให้เกิดอาการแพ้หรือปัญหาอื่น โปรดปรึกษาเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ก่อนใช้ยานี้ แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบเกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์ของคุณ โดยเฉพาะโรคไต ปัญหาเกี่ยวกับการได้ยิน ภาวะขาดน้ำ (dehydration) โรคตับ โรคกล้ามเนื้อบางชนิดอย่างโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงเอ็มจี (myasthenia gravis) โรคพาร์กินสัน

ยานี้อาจทำให้เกิดอาการวิงเวียน เครื่องดื่มแอลกอฮอล์อาจทำให้อาการวิงเวียนรุนแรงขึ้นได้ อย่าขับรถ ใช้เครื่องจักร หรือทำกิจกรรมที่ต้องการความตื่นตัว จนกว่าคุณจะสามารถทำได้อย่างปลอดภัย จำกัดปริมาณเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ยาคาพรีโอมัยซินอาจทำให้วันซีคแบคทีเรียเชื้อเป็น (เช่น วัคซีนไทรอยด์) ทำงานได้ไม่ดี อย่าสร้างภูมิคุ้มกันหรือรับวัคซีนนอกเสียจากแพทย์จะสั่ง

การทำงานของตับจะลดลงเมื่อคุณมีอายุเพิ่มมากขึ้น ยานี้ได้รับการกำจัดโดยตับ ดังนั้น ผู้สูงอายุจึงอาจจะมีความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงระหว่างกำลังใช้ยานี้ได้มากกว่า

ในช่วงระหว่างการตั้งครรภ์ควรใช้ยานี้เมื่อจำเป็นเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับความเสี่ยงและประโยชน์ของการใช้ยา

ยังไม่ทราบแน่ชัดว่ายานี้สามารถเข้าสู่น้ำนมแม่ได้หรือไม่ โปรดปรึกษาแพทย์ก่อนให้นมบุตร

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อหาประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยานี้

ยาคาพาสแตต ซัลเฟต (คาพรีโอมัยซิน) จัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์ หมวด C โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

  • A= ไม่มีความเสี่ยง
  • B= ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C= อาจจะมีความเสี่ยง
  • D= มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X= ห้ามใช้
  • N= ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยาคาพาสแตต ซัลเฟต (คาพรีโอมัยซิน)

อาจเกิดอาการปวด ระคายเคือง หรือผิวหนังแข็งขึ้น หากอาการเหล่านี้ไม่หายไปหรือรุนแรงขึ้น โปรดแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรในทันที

โปรดจำไว้ว่า การที่แพทย์ให้คุณใช้ยาตัวนี้ เนื่องจากคำนวณแล้วว่า ยามีประโยชน์มากกว่าเป็นโทษ และคนที่ใช้ยานี้ส่วนใหญ่ไม่พบผลข้างเคียงที่ร้ายแรงใดๆ

แจ้งให้แพทย์ทราบในทันที หากเกิดผลข้างเคียงที่ไม่ค่อยจะเกิดขึ้นแต่รุนแรงดังต่อไปนี้ คือ สัญญาณของโรคไต (เปลี่ยนปริมาณของปัสสาวะเปลี่ยนแปลง) มีเสียงอื้อในหู มีปัญหากับการได้ยิน วิงเวียน

แจ้งให้แพทย์ทราบหากเกิดผลข้างเคียงที่หายากแต่รุนแรงมากดังนี้คือ กล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือเป็นตะคริว หัวใจเต้นผิดปกติ มีรอยช้ำหรือเลือดออกง่าย

การแพ้ยาที่รุนแรงต่อยานี้ ค่อนข้างเกิดขึ้นได้ยาก แต่จำเป็นต้องได้รับการรักษาที่ทันท่วงที อาการของการแพ้รุนแรงมีดังนี้ คือ ผดผื่น คันหรือบวม (โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ลิ้น และลำคอ) วิงเวียนขั้นรุนแรง หายใจติดขัด

ไม่ใช่ทุกคนจะเจอกับผลข้างเคียงเหล่านี้อาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ก่อนใช้ยานี้ แจ้งให้แพทย์ทราบเกี่ยวกับทั้งหมดที่คุณกำลังใช้ ทั้งยาตามใบสั่ง ยาที่หาซื้อเอง และสมุนไพรต่างๆ โดยเฉพาะยาที่อาจเป็นอันตรายต่อไตหรือการได้ยิน เช่น แอมโฟเทอริซิน บี (amphotericin B) โคลิสติน (colistin) ไซโดโฟเวียร์ (cidofovir) โพลีมิกซิน (polymyxin) ยาปฏิชีวนะในกลุ่มอะมิโนไกลโคไซด์ (aminoglycosides) เช่น อะมิคาซิน (amikacin) เจนตามัยซิน (gentamicin) กานามัยซิน (kanamycin) หรือโทบรามัยซิน (tobramycin) ยาระงับความรู้สึกบางชนิด

ยาคาพาสแตต ซัลเฟต (คาพรีโอมัยซิน) อาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรจะบอกแพทย์หรือเภสัชกรของคุณว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง (ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ) เพื่อความปลอดภัย โปรดอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาคาพาสแตต ซัลเฟต (คาพรีโอมัยซิน) อาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาคาพาสแตต ซัลเฟต (คาพรีโอมัยซิน) อาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หนทอเภสัชกรทุกครั้ง เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาคาพาสแตต ซัลเฟต (คาพรีโอมัยซิน) สำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรควัณโรค (Tuberculosis) – มีอาการอยู่

  • ขนาดยาเริ่มต้น: 20 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือเข้าหลอดเลือดดำวันละครั้ง เป็นเวลา 60 ถึง 120 วัน
  • ขนาดยาปกติ: 1 กรัม ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือเข้าหลอดเลือดดำ 2 ถึง 3 ครั้งต่อสัปดาห์
  • ขนาดยาสูงสุด: 1 กรัม/วัน
  • ระยะเวลาในการรักษา: 12 ถึง 24 เดือน

คำแนะนำ

  • ควรมีการศึกษาความมีปฎิกิริยาไวก่อนเริ่มต้นการรักษาเพื่อหาว่ามีเชื้อสายพันธุ์มัยโคพลาสมาทูเบอร์คิวโลซิส (Mycoplasma tuberculosis) ที่มีปฏิกิริยาไวหรือไม่
  • ควรใช้ยานี้ร่วมกับยาต้านวัณโรคที่มีปฏิกิริยาไวอื่นอย่างน้อย 1 ชนิด
  • ผู้ป่วยควรเปลี่ยนไปใช้การรักษาด้วยการรับประทานยาที่เหมาะสมหากไม่สามารถใช้ยานี้ได้

การใช้งาน

ใช้ร่วมกับยาต้านวัณโรคอื่นที่เหมาะสมเพื่อรักษาการติดเชื้อที่ปอดที่เกิดจากเชื้อสายพันธุ์มัยโคพลาสมาทูเบอร์คิวโลซิสที่มีปฏิกิริยาไว เมื่อยาหลักที่ใช้ในการรักษา เช่นไอโซไนอาซิด (isoniazid) ไรแฟมพิน (rifampin) อีแทมบูทอล (ethambutol) กรดอะมิโนซาลิซิลิก (aminosalicylic acid) หรือสเตรปโตมัยซิน (streptomycin) นั้นใช้ไม่ได้ผลหรือไม่สามารถใช้ได้เนื่องจากความเป็นพิษหรือมีเชื้อทูเบอร์เคิลแบซิลไล (tubercle bacilli) ที่ดื้อยา

คำแนะนำจากสมาคมโรคทรวงอกแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (ATS) ศูนย์ควบคุมโรคติดต่อแห่งสหรัฐอเมริกา (US CDC) และสมาคมโรคติดเชื้อแห่งสหรัฐอเมริกา (IDSA):

  • 15 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือเข้าหลอดเลือดดำวันละครั้ง หรือ 25 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือเข้าหลอดเลือดดำสัปดาห์ละสามครั้ง
  • ขนาดยาสูงสุด: 1 กรัม/วัน

การใช้งาน

ใช้เป็นยาทางเลือกที่สองสำหรับโรควัณโรคที่มีปฏิกิริยาไวต่อยาที่เกิดจากเชื้อที่มีปฏิกิริยาไว

ขนาดยาสำหรับผู้สูงอายุเพื่อรักษาโรควัณโรค (Tuberculosis) – มีอาการอยู่

คำแนะนำจากสมาคมโรคทรวงอกแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (ATS) ศูนย์ควบคุมโรคติดต่อแห่งสหรัฐอเมริกา (US CDC) และสมาคมโรคติดเชื้อแห่งสหรัฐอเมริกา (IDSA):

  • 15 ถึง 20 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือเข้าหลอดเลือดดำวันละครั้ง หรือ 15 ถึง 25 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือเข้าหลอดเลือดดำสัปดาห์ละสามครั้ง
  • คำแนะนำ: ผู้ป่วยที่มีไตบกพร่องอาจจำเป็นต้องใช้ยาในขนาด 15 มก./กก. ให้ยาสัปดาห์ละสามครั้ง
  • การใช้งาน: ใช้เป็นยาทางเลือกที่สองสำหรับโรควัณโรคที่มีปฏิกิริยาไวต่อยาที่เกิดจากเชื้อที่มีปฏิกิริยาไว

การปรับขนาดยาสำหรับไต

อาจได้รับความเข้มข้นในสภาวะคงที่ 10 ไมโครกรัม/มล. โดยการใช้ยาในขนาดต่อไปนี้

  • ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์ (CrCl) 110 มล./นาที: 13.9 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำทุกๆ 24 ชั่วโมง
  • ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์ 100 มล./นาที: 12.7 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำทุกๆ 24 ชั่วโมง
  • ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์ 80 มล./นาที: 10.4 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำทุกๆ 24 ชั่วโมง
  • ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์ 60 มล./นาที: 8.16 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำทุกๆ 24 ชั่วโมง
  • ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์ 50 มล./นาที: 7.01 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำทุกๆ 24 ชั่วโมง หรือ 14 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำทุกๆ 48 ชั่วโมง
  • ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์ 40 มล./นาที: 5.87 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำทุกๆ 24 ชั่วโมง หรือ 11.7 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำทุกๆ 48 ชั่วโมง
  • ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์ 30 มล./นาที: 4.72 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำทุกๆ 24 ชั่วโมง หรือ 9.45 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำทุกๆ 48 ชั่วโมง หรือ 14.2 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำทุกๆ 72 ชั่วโมง
  • ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์ 20 มล./นาที: 3.58 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำทุกๆ 24 ชั่วโมง หรือ 7.16 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำทุกๆ 48 ชั่วโมง หรือ 10.7 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำทุกๆ 72 ชั่วโมง
  • ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์ 10 มล./นาที: 2.43 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำทุกๆ 24 ชั่วโมง หรือ 4.87 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำทุกๆ 48 ชั่วโมง หรือ 7.3 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำทุกๆ 72 ชั่วโมง
  • ผู้ป่วยที่มีภาวะ anuric (ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์ 0 มล./นาที): 1.29 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำทุกๆ 24 ชั่วโมง หรือ 2.58 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำทุกๆ 48 ชั่วโมง หรือ 3.87 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำทุกๆ 72 ชั่วโมง

คำแนะนำจากสมาคมโรคทรวงอกแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (ATS) ศูนย์ควบคุมโรคติดต่อแห่งสหรัฐอเมริกา (US CDC) และสมาคมโรคติดเชื้อแห่งสหรัฐอเมริกา (IDSA)

  • 15 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือเข้าหลอดเลือดดำวันละครั้ง หรือ 15 ถึง 25 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือเข้าหลอดเลือดดำสัปดาห์ละสามครั้ง

คำแนะนำอื่นๆ

คำแนะนำการใช้งาน

  • การฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อ: ฉีดยาลึกเข้าไปในมวลกล้ามเนื้อขนาดใหญ่
  • การให้ยาทางหลอดเลือดดำ: ให้ยาเป็นเวลานานกว่า 60 นาที

การเก็บรักษา

  • สารละลายคืนรูปสามารถเก็บได้นานถึง 24 ชั่วโมงภายในตู้เย็น

เทคนิคการคืนรูปยาหรือการเตรียมการ

  • ละลายยาในน้ำกลั่นที่ใช้ผสมยาฉีด หรือโซเดียมคลอไรด์ 0.9% ปล่อยทิ้งไว้ 2 ถึง 3 นาทีเพื่อให้ละลายจนสมบูรณ์
  • เขย่ายาให้ดีระหว่างการคืนรูปยา

ทั่วไป

  • การฉีดยาเข้ากล้ามเนื้ออย่างตื้นๆ อาจส่งผลให้มีอาการปวดเพิ่มขึ้นและฝีไร้เชื้อบริเวณที่ฉีด (sterile abscess).
  • ความเป็นพิษ และ/หรือ การหมดฤทธิ์นั้นจะไม่เกิดขึ้นเพราะการเปลี่ยนสีของยาสารละลาย (สีฟางซีดเข้มขึ้น)

การเฝ้าระวัง

ควรมีการตรวจสอบดังต่อไปนี้ก่อนเริ่มต้นการรักษาและเป็นระจำหลังจากนั้น

  • ตับ: ตรวจสอบสมรรถภาพของตับ
  • กระบวนการเผาผลาญ: ระดับเซรั่มของแคลเซียม แมกนีเซียม และโพแทสเซียม
  • ระบบประสาท: ตรวจการทำงานของประสาทหูชั้นใน (Vestibular function)
  • อื่นๆ: วัดระดับออดิโอเมทริค (Audiometric measurements)
  • ไต: ตรวจสอบสมรรถภาพของไต

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วย

  • แนะนำให้ผู้ป่วยแจ้งให้ผู้เชี่ยวชาญการดูแลสุขภาพทราบหากเกิดตั้งครรภ์ มีแผนที่จะตั้งครรภ์ หรือกำลังให้นมบุตร
  • ผู้ป่วยควรแจ้งให้แพทย์ทราบหากมีผลข้างเคียงที่ผิดปกติหรือรุนแรง เช่นสัญญาณหรืออาการของความเป็นพิษต่อหู (ototoxicity) และความเป็นพิษต่อไต (nephrotoxicity)

ขนาดยาคาพาสแตต ซัลเฟต (คาพรีโอมัยซิน) สำหรับเด็ก

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาโรควัณโรค (Tuberculosis) – มีอาการอยู่

คำแนะนำจากสถาบันกุมารเวชศาสตร์แห่งอเมริกา (AAP):

  • ทารก เด็ก และวัยรุ่น: 15 ถึง 30 มก./กก. ฉีดเข้ากล้ามเนื้อวันละครั้ง
  • ขนาดยาสูงสุด: 1 กรัม/วัน
  • ระยะเวลาในการรักษา: 2 เดือน ร่วมกับไอโซไนอาซิด (isoniazid) ไรแฟมพิน (rifampin) และไพราซินาไมด์ (pyrazinamide)

การใช้งาน 

  • การรักษาเสริมสำหรับโรควัณโรคที่ดื้อต่อยา
  • การรักษาเสริมสำหรับเยื่อหุ้มสมองอักเสบที่มีปฏิกิริยาไวต่อยา (drug-susceptible meningitis) ที่เกิดจากเชื้อไมโคแบคทีเรียม โบวิส (Mycobacteria bovis) ในเขตพื้นที่พบการดื้อต่อยาสเตรปโตมัยซิน (streptomycin) ได้มาก

คำแนะนำจากสมาคมโรคทรวงอกแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (ATS) ศูนย์ควบคุมโรคติดต่อแห่งสหรัฐอเมริกา (US CDC) และสมาคมโรคติดเชื้อแห่งสหรัฐอเมริกา (IDSA)

อายุน้อยกว่า 15 ปี และน้ำหนักน้อยกว่า 40 กก.:

  • 15 ถึง 20 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือเข้าหลอดเลือดดำวันละครั้ง หรือ 25 ถึง 30 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือเข้าหลอดเลือดดำสัปดาห์ละสามครั้ง

อายุ 15 ปีขึ้นไป และ/หรือ น้ำหนักมากกว่า 40 กก.:

  • 15 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือเข้าหลอดเลือดดำวันละครั้ง หรือ 25 มก./กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อหรือเข้าหลอดเลือดดำสัปดาห์ละสามครั้ง
  • ขนาดยาสูงสุด: 1 กรัม/วัน
  • คำแนะนำ: ผู้ป่วยที่มีไตบกพร่องอาจจำเป็นต้องใช้ยาในขนาด 15 มก./กก. ให้ยาสัปดาห์ละสามครั้ง
  • การใช้งาน: ใช้เป็นยาทางเลือกที่สองสำหรับโรควัณโรคที่มีปฏิกิริยาไวต่อยาที่เกิดจากเชื้อที่มีปฏิกิริยาไว

ข้อควรระวัง

ยังไม่มีการพิสูจน์ความปลอดภัยและประสิทธิภาพในผู้ป่วยเด็ก

รูปแบบของยา

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้

  • ยาผงสำหรับฉีดเข้ากล้ามเนื้อ

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ในทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Review Date: พฤศจิกายน 18, 2018 | Last Modified: พฤศจิกายน 18, 2018

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย