คีโตโปรเฟน (Ketoprofen)

โดย ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์

ชื่อสามัญ: คีโตโปรเฟน (Ketoprofen) Brand Name(s): คีโตโปรเฟน (Ketoprofen).

ข้อบ่งใช้

ยาคีโตโปรเฟนใช้สำหรับ

ยาคีโตโปรเฟน (Ketoprofen) ใช้เพื่อบรรเทาอาการปวดจากสภาวะต่าง ๆ ยานี้ยังใช้ลดอาการปวด อาการบวม และอาการข้อต่อแข็งเกร็งจากโรคข้ออักเสบ (arthritis) ยาคีโตโปรเฟนนั้นเป็นยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAID) ยานี้ทำงานโดยการปิดกั้นไม่ให้ร่างกายสร้างสารบางชนิด ที่ทำให้เกิดการอักเสบ ยานี้ช่วยลดอาการบวม อาการปวด หรือไข้

หากคุณรักษาโรคเรื้อรัง เช่น โรคข้ออักเสบ โปรดสอบถามแพทย์เกี่ยวกับวิธีการรักษาโดยไม่ใช้ยา และ/หรือการใช้ยาคีโตโปรเฟนอื่นๆ เพื่อรักษาอาการปวด โปรดอ่านเพิ่มเติมในส่วนของคำเตือน

การใช้งานอื่นๆ ในส่วนนี้จะมีวิธีการใช้ยาที่ไม่ได้อยู่ในฉลากยา ที่ได้รับการยอมรับจากผู้เชี่ยวชาญแห่งสหรัฐฯ แต่ผู้เชี่ยวชาญการดูแลสุขภาพของคุณอาจจะสั่งให้ใช้ได้ หากผู้เชี่ยวชาญการดูแลสุขภาพของคุณสั่งให้คุณใช้ยานี้ควรใช้ยานี้สำหรับสภาวะที่มีอยู่ในรายการนี้เท่านั้น

ยาคีโตโปรเฟนยังอาจใช้เพื่อรักษาอาการเกาต์กำเริบได้อีกด้วย

วิธีการใช้ยาคีโตโปรเฟน

หากคุณใช้ยาที่หาซื้อได้เอง ควรอ่านวิธีการใช้ยาทั้งหมดบนฉลากยา ก่อนใช้ยาคีโตโปรเฟน หากแพทย์สั่งให้คุณใช้ยาคีโตโปรเฟน ควรอ่านคู่มือการใช้ยาคีโตโปรเฟน และแผ่นพับข้อมูลสำหรับผู้ป่วยที่ได้จากเภสัชกร ก่อนที่คุณจะเริ่มต้นใช้ยาคีโตโปรเฟน และทุกครั้งที่คุณรับยาเพิ่มเติม หากคุณมีข้อสงสัยใดๆ โปรดสอบถามแพทย์หรือเภสัชกร

รับประทานยาคีโตโปรเฟน โดยปกติคือวันละ 3 ถึง 4 ครั้ง พร้อมกับดื่มน้ำเต็มแล้ว (8 ออนซ์ หรือ 240 มล.) หรือตามที่แพทย์กำหนด อย่าล้มตัวลงนอนเป็นเวลาอย่างน้อย 10 นาทีหลังจากใช้ยานี้ หากเกิดอาการท้องไส้ปั่นป่วน ขณะที่กำลังใช้ยาคีโตโปรเฟน ควรรับประทานยาพร้อมกับอาหาร นม หรือยาลดกรด

ขนาดยาขึ้นอยู่กับสภาวะทางการแพทย์ และการตอบสนองต่อการรักษา เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอาการเลือดออกในกระเพาะอาหารและผลข้างเคียงอื่นๆ ควรใช้ยาคีโตโปรเฟนในขนาดที่ต่ำที่สุดเท่าที่มีประสิทธิภาพ เป็นเวลาสั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อย่าเพิ่มขนาดยา ใช้บ่อยกว่า หรือนานกว่าที่กำหนด อย่าใช้ยาที่หาซื้อเองนานกว่า 10 วัน นอกเสียจากจะได้รับสั่งให้ทำเช่นนั้น สำหรับสภาวะเรื้อรังอย่างโรคข้ออักเสบ ควรใช้ยาคีโตโปรเฟนอย่างต่อเนื่องตามที่แพทย์กำหนด ควรปรึกษาความเสี่ยงและประโยชน์ของการใช้ยา กับแพทย์หรือเภสัชกร

หากคุณกำลังใช้ยาเท่าที่จำเป็น (ไม่ได้ใช้เป็นประจำ) โปรดจำไว้ว่า ยาแก้ปวดคีโตโปรเฟนนั้นจะได้ผลดีที่สุด หากรับประทานเมื่อเริ่มมีสัญญาณของอาการปวด หากคุณรอจนอาการปวดรุนแรง ยาอาจจะได้ผลไม่ดีเท่า

หากคุณใช้ยาคีโตโปรเฟนเพื่อรักษาอาการปวดหัวไมเกรน และอาการปวดนั้นไม่บรรเทาลง หรือหากอาการรุนแรงขึ้นหลังจากใช้ยาครั้งแรก โปรดติดต่อแพทย์ในทันที

สำหรับสภาวะบางชนิด (เช่นโรคข้ออักเสบ) อาจต้องรับประทานยาเป็นประจำนานถึง 2 สัปดาห์กว่าจะได้ประโยชน์จากยาอย่างเต็มที่

หากอาการของคุณแย่ลง คุณอาจจะมีอาการใหม่ขึ้น หรือหากคุณคาดว่าคุณอาจจะมีปัญหาทางการแพทย์ที่รุนแรง โปรดรับการรักษาในทันที

การเก็บรักษายาคีโตโปรเฟน

ยาคีโตโปรเฟนควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงแสงหรือความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเกิดความเสียหาย ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาคีโตโปรเฟนบางยี่ห้ออาจจะต้องเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากยาหรือสอบถามเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัยโปรดเก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

ไม่ควรทิ้งยาคีโตโปรเฟนลงในชักโครก หรือเทลงในท่อระบายน้ำ เว้นแต่ได้รับคำแนะนำเช่นนั้น ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้องเมื่อยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน โปรดสอบถามเภสัชกรเพิ่มเติม เกี่ยวกับวิธีการกำจัดยาที่ถูกต้อง

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาคีโตโปรเฟน

ก่อนใช้ยาคีโตโปรเฟน

  • โปรดแจ้งให้แพทย์และเภสัชกรทราบ หากคุณแพ้ต่อยาคีโตโปรเฟน ยาแอสไพริน หรือยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์อื่นๆ เช่น ยาไอบูโพรเฟน (ibuprofen) อย่างแอดวิล (Advil) หรือมอทริน (Motrin) และยานาพรอกเซน (naproxen) อย่างอะลีฟ (Aleve) หรือนาโพรซิน (Naprosyn) และยาคีโตโปรเฟนอื่นๆ หรือส่วนผสมที่ไม่มีฤทธิ์ในการรักษาในยาคีโตโปรเฟนรูปแบบแคปซูล หรือยาแคปซูลออกฤทธิ์นาน โปรดสอบถามเภสัชกรสำหรับรายชื่อส่วนผสมที่ไม่ออกฤทธิ์
  • โปรดแจ้งให้แพทย์และเภสัชกรทราบเกี่ยวกับยาคีโตโปรเฟนตามใบสั่งแพทย์หรือหาซื้อเอง วิตามิน อาหารเสริม และสมุนไพร ที่คุณกำลังใช้ หรือมีแผนที่จะใช้
  • โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบ หากคุณเป็นหรือเคยเป็นโรคใดๆ รวมถึงโรคหอบหืด โดยเฉพาะหากคุณมีอาการคัดจมูกหรือน้ำมูกไหลหรือริดสีดวงจมูก (nasal polyps) อาการบวมที่มือ แขน ขา ข้อเท้า หรือขาส่วนล่าง หรือโรคตับหรือโรคไตเป็นประจำ
  • โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบหากคุณตั้งครรภ์ โดยเฉพาะหากเป็นช่วงไม่กี่เดือนท้ายของการตั้งครรภ์ หากคุณมีแผนที่จะตั้งครรภ์ หรือหากคุณกำลังให้นมบุตร หากคุณตั้งครรภ์ขณะที่กำลังใช้ยาคีโตโปรเฟนโปรดติดต่อแพทย์
  • หากคุณมีกำลังจะรับการผ่าตัด รวมถึงการผ่าตัดทำฟัน โปรดแจ้งให้แพทย์หรือทันตแพทย์ทราบว่าคุณกำลังใช้ยาคีโตโปรเฟน

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือ เกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อหาประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยานี้

ยาคีโตโปรเฟนจัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์ ประเภท C โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

  • A= ไม่มีความเสี่ยง
  • B= ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C= อาจจะมีความเสี่ยง
  • D= มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X= ห้ามใช้
  • N= ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยาคีโตโปรเฟน

รับการรักษาพยาบาลฉุกเฉินทันที หากคุณมีสัญญาณของอาการแพ้ ได้แก่ ลมพิษ หายใจติดขัด บวมที่ใบหน้า ริมฝีปาก ลิ้น หรือลำคอ

หยุดใช้ยาคีโตโปรเฟน และรับการรักษาหรือติดต่อแพทย์ในทันที หากคุณมีผลข้างเคียงเหล่านี้

  • ปวดหน้าอก อ่อนแรง หายใจลำบาก พูดไม่ชัด มีปัญหากับการมองเห็นหรือการทรงตัว
  • อุจจาระสีดำ มีเลือด หรือคล้ายถ่านหิน ไอเป็นเลือดหรืออาเจียนคล้ายกากกาแฟ
  • สับสน สั่นเทาหรือสั่นเทิ้ม
  • ปัสสาวะน้อยกว่าปกติหรือไม่ปัสสาวะเลย
  • คลื่นไส้ ปวดท้อง เป็นไข้ต่ำ เบื่ออาหาร ปัสสาวะสีคล้ำ อุจจาระสีดินเหนียว ดีซ่าน (ดวงตาหรือผิวหนังเป็นสีเหลือง)
  • เป็นไข้ เจ็บคอ และปวดหัว พร้อมกับแผลพุพองระดับรุนแรง ผิวลอก และผื่นผิวหนังสีแดง
  • รอยช้ำ มีอาการเหน็บ ชา ปวด กล้ามเนื้ออ่อนแรงอย่างรุนแรง

ผลข้างเคียงที่รุนแรงน้อยกว่ามีดังนี้

  • ท้องไส้ปั่นป่วย แสบร้อนกลางอก หรือปวดท้องระดับเบา ท้องร่วง ท้องผูก ท้องอืด มีแก๊ส
  • วิงเวียน ปวดหัว ประหม่า
  • มีอาการคันหรือผื่นที่ผิวหนัง
  • ปากแห้ง
  • เหงื่อออกเพิ่มขึ้น น้ำมูกไหล
  • มองเห็นไม่ชัด
  • มีเสียงอื้อในหู

ไม่ใช่ทุกคนจะเจอกับผลข้างเคียงเหล่านี้ หรืออาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยาคีโตโปรเฟนอาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรของคุณว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง (ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ) เพื่อความปลอดภัย โปรดอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาใดๆ โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบหากคุณกำลังใช้ยาต้านซึมเศร้า (antidepressant) เช่น ยาไซตาโลแพรม (citalopram) อย่างเซเลซา (Celexa) ยาดูโลเซทีน (duloxetine) อย่างซิมบาลทา (Cymbalta) ยาเอสซิทาโลแพรม (escitalopram) อย่างเลซาโปร (Lexapro) ยาฟลูโอเซทีน (fluoxetine) อย่างโพรแซค (Prozac) ซาราเฟม (Sarafem) หรือซิมไบแอกซ์ (Symbyax) ยาฟลูโวซามีน (fluvoxamine) อย่าลูวอกซ์ (Luvox) ยาพาโรเซทีน (paroxetine) อย่างฟาซิล (Paxil) ยาเซอร์ทราลีน (sertraline) อย่างโซลอฟ (Zoloft) หรือยาเวนลาฟาซีน (venlafaxine) อย่างเอฟเฟคเซอร์ (Effexor) การใช้ยาเหล่านี้พร้อมกับยาคีโตโปรเฟน อาจทำให้คุณมีรอยช้ำหรือเลือดออกได้ง่ายขึ้น

ก่อนใช้ยาคีโตโปรเฟน โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบ หากคุณกำลังใช้ยาดังต่อไปนี้

  • ไซโคลสปอริน (Cyclosporine) อย่างเจนกราฟ (Gengraf) นีโอรอล (Neoral) หรือแซนดิมมูน (Sandimmune)
  • ยาลิเทียม (Lithium) อย่างเอสคาลิท (Eskalith) หรือลิโทบิด (Lithobid)
  • ยาเมโธเทรกเซท (Methotrexate) อย่างรูมาเทรกซ์ (Rheumatrex) หรือเทรซอล (Trexall)
  • ยาโพรเบเนซิด (Probenecid) อย่างเบเนมิด (Benemid)
  • ยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น ยาวาฟาริน (warfarin) อย่างคูมาดิน (Coumadin) หรือยาต้านเกล็ดเลือดคีโตโปรเฟน เช่น ยาโคลพิโดเกรล (clopidogrel) อย่างพลาวิกซ์ (Plavix) ยาไดไพริดาโมล (dipyridamole) อย่างเพอซ์แซนทีน (Persantine) ยาทิโคลพิดีน (ticlopidine) อย่างทิคลิด (Ticlid) และอื่นๆ
  • ยาสเตียรอยด์ (Steroids) อย่างเพรดนิโซน (prednisone) และอื่นๆ
  • ยาแอสไพริน หรือยาในกลุ่มยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์อื่นๆ เช่น ยาไดโคลเฟแนค (diclofenac) อย่างโวลทาเรน (Voltaren) ยาเอโทโดแลค (etodolac) อย่างโลดีน (Lodine) ยาเฟโนโพรเฟน (fenoprofen) อย่างนาลฟอน (Nalfon) ยาเฟลอร์ไบโพรเฟน (flurbiprofen) อย่างแอนเซด (Ansaid) ยาไอบูโพรเฟน (ibuprofen) อย่างแอดวิล (Advil) หรือมอทริน (Motrin) ยาอินโดเมทาซิน (indomethacin) อย่างอินโดซิน (Indocin) ยาคีโตโรแลค (ketorolac) อย่างโทราดอล (Toradol) กรดเมเฟนามิค (mefenamic acid) อย่างพอนสเทล (Ponstel) ยาเมโลซิแคม (meloxicam) อย่างโมบิค (Mobic) ยานาบูเมโทน (nabumetone) อย่างเรลาเฟน (Relafen) ยานาโพรเซน (naproxen) อย่างอะลีฟ (Aleve) หรือนาโพรซิน (Naprosyn) ยาไพโรซิแคม (piroxicam) อย่างเฟลดีน (Feldene) และอื่นๆ

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาคีโตโปรเฟนอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาคีโตโปรเฟนอาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

ปัญหาทางสุขภาพบางอย่างอาจส่งผลกระทบต่อการใช้ยานี้ โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบหากคุณมีปัญหาสุขภาพใดๆ โดยเฉพาะ

  • ภาวะโลหิตจาง
  • โรคหอบหืด
  • ปัญหาเกี่ยวกับเลือดออก
  • ลิ่มเลือด
  • ภาวะบวมน้ำ
  • เคยเป็นโรคหัวใจวาย
  • โรคหัวใจ เช่น โรคหัวใจล้มเหลว
  • ความดันโลหิตสูง
  • โรคไต
  • โรคตับ เช่น โรคตับอักเสบ
  • แผลหรือเลือดออกในกระเพาะอาหารหรือลำไส้
  • เคยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง — ควรใช้ยาด้วยความระมัดระวัง ยานี้อาจทำให้อาการรุนแรงขึ้น
  • เคยมีปฏิกิริยาไวต่อแอสไพริน — ไม่ควรใช้ยานี้กับผู้ป่วยที่มีสภาวะนี้
  • การผ่าตัดหัวใจ เช่น การผ่าตัดบายพาสหัวใจ (coronary artery bypass graft [CABG] surgery) — ไม่ควรใช้ยานี้เพื่อบรรเทาอาการปวดทันทีก่อนหรือหลังจากการผ่าตัด

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาคีโตโปรเฟนสำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคข้อเสื่อม

  • ยาคีโตโปรเฟน 75 มก. รับประทานวันละ 3 ครั้ง หรือ 50 มก. รับประทานวันละ 4 ครั้ง ขนาดยาสูงสุดที่แนะนำคือ 300 มก./วัน
  • ยาคีโตโปรเฟนแบบออกฤทธิ์นาน 200 มก. รับประทานวันละครั้ง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์

  • ยาคีโตโปรเฟน 75 มก. รับประทานวันละ 3 ครั้ง หรือ 50 มก. รับประทานวันละ 4 ครั้ง ขนาดยาสูงสุดที่แนะนำคือ 300 มก./วัน
  • ยาคีโตโปรเฟนแบบออกฤทธิ์นาน 200 มก. รับประทานวันละครั้ง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคเกาต์เฉียบพลัน

  • ยาคีโตโปรเฟน 100 มก. รับประทานหนึ่งครั้ง ตามด้วย 50 มก. ทุก ๆ 6 ชั่วโมงจนกระทั่งอาการเกาต์กำเริบเฉียบพลันนั้นหายไป โดยปกติมักจะนาน 2 ถึง 3 วัน

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาอาการปวด

  • ยาคีโตโปรเฟนขนาด 25 ถึง 50 มก. รับประทานทุกๆ 6 ถึง 8 ชั่วโมง อาจเพิ่มขนาดยาขึ้นไปสูงสุดที่ 75 มก.

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาไข้

  • ยาคีโตโปรเฟนขนาด 12.5 มก. รับประทานทุกๆ 4 ถึง 6 ชั่วโมง อาจให้ยาเพิ่มเติมหากอาการไข้ไม่ดีขึ้นภายใน 1 ชั่วโมง
  • ขนาดยาสูงสุดต่อวันไม่ควรเกิน 75 มก.

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาอาการปวดประจำเดือน

  • ยาคีโตโปรเฟนขนาด 25 ถึง 50 มก. รับประทานทุก ๆ 6 ถึง 8 ชั่วโมงเพื่อบรรเทาอาการปวด ควรปรับขนาดยาเพื่อให้ได้รับการตอบสนองจากผู้ป่วย และขนาดยาไม่ควรเกิน 300 มก./24 ชั่วโมง

ขนาดยาคีโตโปรเฟนสำหรับเด็ก

ยังไม่มีการพิสูจน์ความความปลอดภัยและประสิทธิภาพของขนาดยานี้สำหรับผู้ป่วยเด็ก ยานี้อาจเป็นอันตรายต่อเด็กได้ ดังนั้น จึงควรทำความเข้าใจกับความปลอดภัยของยาก่อนการใช้ยา สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดติดต่อกับแพทย์หรือเภสัชกร

รูปแบบของยา

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้

  • ยาแคปซูลสำหรับรับประทาน 50 มก. 75 มก.
  • ยาแคปซูลออกฤทธิ์นานสำหรับรับประทาน 200 มก.

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉิน หรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ในทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Review Date: มีนาคม 3, 2019 | Last Modified: มีนาคม 3, 2019

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย