ชื่อสามัญ: ซาควินาเวียร์ (Saquinavir) Brand Name(s): ซาควินาเวียร์ (Saquinavir).

ข้อบ่งใช้

ซาควินาเวียร์ใช้สำหรับ

ยาซาควินาเวียร์ (Saquinavir) ใช้ร่วมกับยาริโทนาเวียร์ (ritonavir) และยารักษาโรคเอชไอวีอื่นๆ ใช้เพื่อควบคุมอาการติดเชื้อเอชไอวี ทำหน้าที่ในการลดปริมาณของเชื้อเอชไอวีในร่างกาย เพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ดีขึ้น ช่วยลดโอกาสของการเกิดอาการแทรกซ้อนของเอชไอวี (เช่น การติดเชื้อโรคอื่นๆ โรคมะเร็ง) และช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย

ยาซาควินาเวียร์ เป็นจัดอยู่ในกลุ่มยายับยั้งเอนไซม์โปรตีเอส (protease inhibitors) จำเป็นต้องใช้คู่กับยาริโทนาเวียร์ ยาอีกตัวในกลุ่มยายับยั้งเอนไซม์โปรตีเอส เพื่อช่วยเพิ่มระดับของยาซาควินาเวียร์ (saquinavir) ทำให้ยาซาควินาเวียร์ทำงานได้ดีขึ้น

ยาซาควินาเวียร์ไม่ใช่ยาที่ใช้รักษาการติดเชื้อเอชไอวี เพื่อลดความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อเอชไอวีควรทำดังนี้ (1) ใช้ยาเอชไอวีทั้งหมดตามที่แพทย์ของคุณกำหนดต่อไป (2) ใช้วิธีการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ (ถุงยางอนามัยโพลียูรีเทนหรือลาเท็กซ์/แผ่นยางอนามัย) ในทุกกิจกรรมทางเพศ และ (3) อย่าใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกัน (เช่น เข็ม/เข็มฉีดยา แปรงสีฟัน และมีดโกนหนวด) ที่อาจสัมผัสกับเลือดหรือของเหลวในร่างกาย ปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรสำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม

วิธีการใช้ยาซาควินาเวียร์

รับประทานยาซาควินาเวียร์และริโทนาเวียร์ ในเวลาเดียวกันตามที่แพทย์สั่ง พร้อมกับมื้ออาหารหรือภายใน 2 ชั่วโมงหลังมื้ออาหาร โดยทั่วไปคือ 2 ครั้งต่อวัน

เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง แพทย์อาจจะแนะนำให้คุณเริ่มรับประทานยาซาควินาเวียร์ในปริมาณน้อยและค่อยอๆ เพิ่มขนาดยา โปรดปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

ขนาดยานั้นขึ้นอยู่กับอาการของคุณ การตอบสนองต่อการรักษา และยาอื่นๆ ที่คุณกำลังใช้อยู่ อย่าลืมแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรของคุณว่าคุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง (ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ)

เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด รับประทานยาโดยเว้นระยะเวลาที่เท่าๆ กัน เพื่อให้ง่ายต่อการจำควรรับประทานยาในเวลาเดียวกับทุกวัน

เป็นเรื่องสำคัญที่คุณจะใช้ยานี้ (รวมไปถึงยาเอชไอวีอื่นๆ) อย่างต่อเนื่องจนครบกำหนดที่แพทย์สั่ง อย่ารับประทานยานี้ (หรือยาเอชไอวีอื่นๆ) มากหรือน้อยเกินกว่าที่กำหนดไว้ และอย่าหยุดรับประทานยานี้ (หรือยาเอชไอวีอื่นๆ) ก่อนกำหนดแม้จะเป็นเพียงเวลาสั้นๆ เว้นเสียแต่ว่าหมอจะแนะนำ การข้ามหรือเปลี่ยนขนาดยาโดยไม่ได้รับการอนุมัติจากแพทย์ อาจทำให้ปริมาณไวรัสเพิ่มขึ้น ทำให้รักษาการติดเชื้อยากขึ้น หรือทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ร้ายแรงขึ้น

การเก็บรักษายาซาควินาเวียร์

ยาซาควินาเวียร์ควรเก็บในอุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงแสงหรือความชื้นเพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเกิดความเสียหาย ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาซาควินาเวียร์บางยี่ห้ออาจจะต้องเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากยา หรือสอบถามเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัย โปรดเก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

ไม่ควรทิ้งยาซาควินาเวียร์ลงในชักโครก หรือทิ้งลงในท่อระบายน้ำ เว้นเสียแต่จะได้รับคำแนะนำให้ทำ ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้องเมื่อยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน โปรดสอบถามเภสัชกรเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการกำจัดยาที่ถูกต้อง

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาซาควินาเวียร์

ก่อนรับประทานยาซาควินาเวียร์ โปรดแจ้งกับแพทย์หรือเภสัชกร หากคุณมีอาการแพ้ยานี้ หรือมีอาการแพ้อื่นๆ ยาพวกนี้อาจมีส่วนผสมที่ไม่ได้มีฤทธิ์ในการรักษา ที่ทำให้เกิดการแพ้ได้ ควรปรึกษากับเภสัชกรก่อนเสมอ

ก่อนรับประทานยานี้ แจ้งประวัติทางการแพทย์ให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ โดยเฉพาะหากคุณมีปัญหาเกี่ยวกับไขมัน (คอเลสเตอรอลสูง หรือไขมัน/ไตรกลีเซอรอยด์สูง) เบาหวาน โรคเลือดไหลไม่หยุด (Hemophilia) และตับมีปัญหา

ยาซาควินาเวียร์ อาจทำให้เกิดภาวะที่มีผลต่อจังหวะการเต้นของหัวใจ (QT prolongation หรือระยะของคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่ยาวกว่าปกติ) ซึ่งอาจจะไม่ค่อยก่อให้เกิดอาการร้ายแรง (ไม่ค่อยรุนแรงถึงชีวิต) เช่น หัวใจเต้นเร็วหรือเต้นผิดปกติและอาการอื่นๆ (วิงเวียนอย่างรุนแรง หมดสติ) ที่ต้องการได้รับการรักษาทันทีพยาบาลในทันที

ความเสี่ยงของการเกิด QT prolongation อาจเพิ่มขึ้น หากคุณมีภาวะบางอย่าง หรือรับประทานยาที่ทำให้เกิด QT prolongation ก่อนรับประทานยาซาควินาเวียร์ โปรดแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรเกี่ยวกับข้อมูลของยาทั้งหมดที่คุณใช้ หรือหากคุณมีอาการดังต่อไปนี้ คือ ปัญหาเกี่ยวกับหัวใจบางชนิด (หัวใจล้มเหลว หัวใจเต้นช้า QT prolongation จากการตรวจด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้า EKG) คนในครอบครัวมีประวัติว่าปัญหาเกี่ยวกับหัวใจบางชนิด (QT prolongation จากการตรวจด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้า EKG หัวใจตายเฉียบพลัน)

ระดับโพแทสเซียมหรือแมกนีเซียมในเลือดต่ำ อาจทำให้คุณเสี่ยงต่อการเกิด QT prolongation ได้ ความเสี่ยงนี้อาจเพิ่มขึ้น หากคุณใช้ยาบางอย่าง (เช่นยาขับปัสสาวะ/ยาขับน้ำ) หรือหากคุณมีอาการ เช่น เหงื่อออกอย่างรุนแรง ท้องร่วง หรืออาเจียน โปรดปรึกษากับแพทย์ถึงวิธีใช้ยาอย่างปลอดภัย

ก่อนการผ่าตัด แจ้งหมอหรือทันตแพทย์ให้ทราบว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง (ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ)

ผู้สูงอายุอาจจะไวต่อผลข้างเคียงของยานี้มากกว่า โดยเฉพาะการเกิด QT prolongation

ในช่วงการตั้งครรภ์ ควรใช้ยานี้เมื่อจำเป็นเท่านั้น การรักษาสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการส่งต่อเชื้อเอชไอวีไปสู่บุตร และยาซาควินาเวียร์อาจเป็นส่วนหนึ่งในการรักษานี้ ควรปรึกษาเกี่ยวกับความเสี่ยงและผลดีกับหมอของคุณก่อน

ยานี้อาจส่งผลต่อการให้นมบุตรได้โปรดปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้ง

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือเพียงพอเกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรี ที่ใช้ยาซาควินาเวียร์ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อหาความเสี่ยงของการใช้ยา

ยาซาควินาเวียร์จัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์ หมวด B โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์ โดย FDA มีดังนี้

  • A= ไม่มีความเสี่ยง
  • B= ไม่พบความเสี่ยงในงานวิจัยบางชิ้น
  • C= อาจจะมีความเสี่ยง
  • D= มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X= ห้ามใช้
  • N= ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยาซาควินาเวียร์

อาจเกิดอาการท้องร่วง คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง หรือเมื่อยล้า หากผลข้างเคียงใดๆ เกิดขึ้นเป็นระยะเวลานาน หรือมีอาการแย่ลง ควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบโดยทันที

โปรดจำไว้ว่า การที่แพทย์ให้คุณใช้ยาตัวนี้ เนื่องจากพิจารณาแล้วว่า ยามีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในการรักษา และคนที่ใช้ยานี้ส่วนใหญ่ไม่พบผลข้างเคียงที่ร้ายแรงใดๆ

เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายคุณแข็งแรงขึ้น มันจะเริ่มต่อสู้กับการติดเชื้อที่คุณมีอยู่ ซึ่งอาจทำให้อาการของโรคกลับมาอีกครั้งก็เป็นได้ คุณยังอาจจะมีอาการได้เช่นกัน หากระบบภูมิคุ้มกันของคุณทำงานมากเกินไป ปฏิกิริยานี้สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา (ไม่นานหลังจากเริ่มการรักษาเอชไอวีหรือในอีกหลายๆ เดือนถัดมา) รับการรักษาทางการแพทย์ทันที หากคุณมีอาการร้ายแรงใดๆ รวมถึงน้ำหนักที่ลดอย่างหาสาเหตุไม่ได้ กล้ามเนื้อปวด/อ่อนแรงไม่ยอมหาย อาการปวดหัวที่รุนแรง หรือไม่ยอมหาย ปวดข้อต่อ เหน็บชาบริเวณ มือ เท้า แขน ขา การมองเห็นเปลี่ยนไป มีสัญญาณของการติดเชื้อ (เช่น เป็นไข้ ต่อมน้ำเหลืองบวม หายใจติดขัด ไอ แผลที่ผิวหนังไม่ยอมหาย) มีสัญญาณของต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไป (เช่น ตื่นตัว ประสาทไว แพ้ความร้อน หัวใจเต้นเร็ว/รุนแรง/ผิดปกติ ตาโปน คอหรือต่อมไทรอยด์โตผิดปกติ หรือโรคคอหอยพอก) มีสัญญาณของระบบประสาทมีปัญหาเฉียบพลันบางอย่างที่รู้กันว่าเป็นอาการของโรคกิลแลงแบร์ (Guillain Barre Syndrome) เช่น มีปัญหาในการหายใจ การกลืน การขยับลูกตา ใบหน้าเบี้ยว อัมพาต และมีปัญหากับการพูด

รีบรับการรักษาทันที หากคุณมีอาการของผลข้างเคียงร้ายแรง เช่น อาการของโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (เช่น เกิดอาการเจ็บปวดที่หน้าอก กราม แขนข้างซ้าย หายใจไม่อิ่ม เหงื่อออกมากผิดปกติ) หัวใจเต้นเร็ว ช้า หรือผิดปกติ วิงเวียนอย่างรุนแรง หหมดสติ คลื่นไส้อาเจียนบ่อยๆ ปวดท้อง ปัสสาวะสีเข้ม ตาและผิวหนังเป็นสีเหลือง

ค่อนข้างพบได้ยากที่ยานี้อาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอาจทำให้อาการเบาหวานแย่ลง ควรแจ้งให้หมอทราบทันที หากคุณมีสัญญาณของอาการน้ำตาลในเลือดสูง เช่น กระหายน้ำ และปัสสาวะเพิ่มขึ้น หากคุณเป็นโรคเบาหวานอยู่แล้ว ควรตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดสม่ำเสมอตามที่กำหนด และแจ้งผลให้แพทย์ได้รับทราบ แพทย์อาจจะจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนยารักษาโรคเบาหวานของคุณ โปรแกรมออกกำลังกาย หรือการกินอาหาร

อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงของไขมันในร่างกายขึ้น ในขณะที่คุณใช้ยาตัวนี้ (เช่น ไขมันบริเวณด้านหลังส่วนบนและส่วนท้องเพิ่มขึ้น ไขมันที่แขนและขาลดลง) สาเหตุและผลกระทบในระยะยาวของการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ยังไม่ทราบแน่ชัด ควรปรึกษากับแพทย์ถึงความเสี่ยง และประโยชน์ของการรักษา รวมทั้งการออกกำลังกายที่จะช่วยลดผลข้างเคียงได้

การแพ้ยาที่รุนแรงนี้ค่อนข้างเกิดขึ้นได้ยาก อย่างไรก็ตาม ควรเข้ารับการรักษาท่วงที หากคุณสังเกตเก็นอาการที่บ่งบอกถึงการแพ้อย่างรุนแรง อันได้แก่ เกิดผื่นแดง คันหรือบวม (โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ลิ้น และลำคอ) เวียนหัวขั้นรุนแรง หายใจติดขัด

ไม่ใช่ทุกคนจะเจอกับผลข้างเคียงเหล่านี้ หรืออาจมีผลข้างเคียงอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวไปข้างต้น หากคุณมีข้อกังวลใดๆ โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยาบางตัวอาจจะเกิดปฏิกิริยากับยาตัวนี้ ทั้งยาออริสแตท (oristat) ยาทราโซโดล (trazodone) ยาในกลุ่มเบนโซไดอะซีปีน (benzodiazepines) บางชนิด เช่น ยามิดาโซแลม (midazolam) หรือยาไตรอาโซแลม (triazolam) ยาในกลุ่มเออร์กอต แอลคาลอยด์ (ergot alkaloids) เช่น ยาไดไฮโดรเออร์โกตามีน (dihydroergotamine) ยาเออร์โกโนวีน (ergonovine) ยาเออร์โกตามีน (ergotamine) ยาเมทิลเออร์โกโนวีน (methylergonovine) อาหารเสริมกระเทียม ยาราโนลาซีน (ranolazine) ยาในกลุ่มไรฟามัยซิน (rifamycin) เช่น ไรแฟมพิน (rifampin) ไรฟาเพนติน (rifapentine) ยามนกลุ่มสแตติน (statin) ที่ช่วยลดคอเลสเตอรอลบางชนิด เช่น ซิมวาสแตติน (simvastatin) โลวาสแตติน (lovastatin) สมุนไพรเซนต์จอห์นเวิร์ต (St. John’s wort)

ยาชนิดอื่นๆ อีกหลายชนิดนอกเหนือจากยาซาควินาเวียร์ อาจทำให้ส่งผลต่อจังหวะการเต้นของหัวใจ (QT prolongation) อย่างเช่น ยาควินิดีน (quinidine) ยาพิโมไซด์ (pimozide) ยาโพรพาฟีโนน (propafenone) ยาซิซาไพรด์ (cisapride) ยาอะมิโอดาโรน (amiodarone) ยาโดฟีทิไลด์ (dofetilide) ยาฟลีเคไนด์ (flecainide) ยาซาลเมเทอรอล (salmeterol) ยาคลาริโทรมัยซิน (clarithromycin) ยาอิริโทรมัยซิน (erythromycin) ยาเพนทามิดีน (pentamidine) ยาทาโครลิมัส (Tacrolimus) เป็นต้น

ยาอื่นๆ อาจส่งผลต่อการกำจัดยาซาควินาเวียร์ออกจากร่างกาย ซึ่งส่งผลต่อการทำงานของยาซาควินาเวียร์ เช่น ยายับยั้งเอนไซม์โปรตีเอสเอชไอวีอื่นๆ เช่น ยาอะทาซานาเวียร์ (atazanavir) ยาอินดินาเวียร์ (indinavir) ยาเนวฟินนาเวียร์ (nelfinavir) ยาทิพล่านาเวียร์ (tipranavir) ยาโคบิซิสแตท (cobicistat) เป็นต้น

ยาซาควินาเวียร์ก็อาจทำให้การกำจัดยาบางชนิดออกจากร่างกายช้าลง ซึ่งส่งผลต่อการทำงานของยานั้น เช่น ยาอะซูนาเพรเวียร์ (asunaprevir) ยาแดพโซน (dapsone) ยาฮาโลเพอริดอล (haloperidol) ยาลูราซิโดน (lurasidone) ยาที่ใช้รักษาภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ (erectile dysfunction) หรือ ความดันหลอดเลือดปอดสูง (pulmonary hypertension) เช่น ยาซิลเดนาฟิล (sildenafil) ยาวาร์เดนาฟิล (vardenafil) ยาทาดาลาฟิล (tadalafil) ยาไอซาวูโคนาโซเนียม (isavuconazonium) ยานาลอกซีกอล (naloxegol) ยาริลพิไวรีน (rilpivirine) ยาริวาโรซาแบน (rivaroxaban) ยาซูโวเร็กซ์แซนท์ (suvorexant) เป็นต้น

ยานี้อาจลดประสิทธิภาพของการคุมกำเนิดโดยใช้ฮอร์โมน เช่น ยาเม็ดคุมกำเนิด แผ่นแปะผิวหนัง หรือห่วงคุมกำเนิด ซึ่งอาจทำให้เกิดการตั้งครรภ์ได้ ควรปรึกษาหมอเกี่ยวกับการคุมกำเนิดเพิ่มเติม หรือวิธีอื่นที่น่าเชื่อถือ และใช้การปกป้องที่มีประสิทธิภาพ (ถุงยางลาเท็กซ์หรือโพลียูรีเทน แผ่นยางอนามัย) ทุกครั้งขณะทำกิจกรรมทางเพศ เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อเอชไอวีสู่ผู้อื่น

แจ้งให้หมอทราบทันที หากคุณมีเลือดออกกระปริดกระปรอย เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณบอกว่า การคุมกำเนิดโดยใช้ฮอร์โมนนั้นทำงานได้ไม่ดี

ยาซาควินาเวียร์อาจมีปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรจะบอกแพทย์หรือเภสัชกรของคุณว่าคุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง (ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ) เพื่อความปลอดภัย โปรดอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนยาโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาซาควินาเวียร์อาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาซาควินาเวียร์อาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์และเภสัชกรทุกครั้งก่อนใช้ยาซาควินาเวียร์ เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาซาควินาเวียร์สำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อใช้รักษาการติดเชื้อเอชไอวี

ขนาดยามาตรฐาน: ยาซาควินาเวียร์ 1000 มก. กับยาริโทนาเวียร์ 100 มก. รับประทานวันละสองครั้ง

ผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษา (เริ่มการบำบัดด้วยยาซาควินาเวียร์/ยาริโทนาเวียร์)

-7 วันแรก: ยาซาควินาเวียร์ 500 มก. กับยาริโทนาเวียร์ 100 มก. รับประทานวันละสองครั้ง

-หลังจาก 7 วัน: ยาซาควินาเวียร์ 1000 มก. กับยาริโทนาเวียร์ 100 มก. รับประทานวันละสองครั้ง

ผู้ป่วยที่เปลี่ยนสูตรยากระทันหัน (โดยไม่หยุดพัก) จากยาที่มีส่วนประกอบของยาริโทนาเวียร์ หรือยาในกลุ่มเอ็นเอ็นอาร์ทีไอ (NNRTI) ไม่รวม ดีลาเวียร์ดีน (delavirdine) ริลพิไวรีน (rilpivirine): ยาซาควินาเวียร์ 1000 มก. กับยาริโทนาเวียร์ 100 มก. รับประทานวันละ 2 ครั้ง

ผู้ป่วยที่เปลี่ยนจากสูตรที่มียาดีลาเวียร์ดีนหรือยาริลพิไวรีน

-7 วันแรก: ยาซาควินาเวียร์ 500 มก. กับยาริโทนาเวียร์ 100 มก. รับประทานวันละสองครั้ง

-หลังจาก 7 วัน: ยาซาควินาเวียร์ 1000 มก.กับยาริโทนาเวียร์ 100 มก. รับประทานวันละสองครั้ง

วิธีใช้: ใช้ร่วมกับยาริโทนาเวียร์และยาต้านไวรัสอื่นๆ ในการรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวี-1

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อใช้รักษาการติดเชื้อจากสาเหตุอื่นๆ

คำแนะนำจากศูนย์ควบคุมโรคติดต่อแห่งสหรัฐอเมริกา:ยาซาควินาเวียร์ 1000 มก. กับยาริโทนาเวียร์ 100 มก. (หรือยาซาควินาเวียร์ 400 มก. กับยาริโทนาเวียร์ 400 มก.) รับประทานวันละสองครั้ง

ระยะเวลาการรักษา: 28 วัน

คำแนะนำ

-แนะนำให้ใช้เป็นส่วนหนึ่งของสูตรยาทางเลือกในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีจากสาเหตุอื่น

-ยานี้ (และยาริโทนาเวียร์ ) ควรใช้คู่กับยาลามิวูดีน (lamivudine) หรือเอ็มตริไซตาบีน (emtricitabine) คู่กับยาซิโดวูดีน (zidovudine) หรือยาสตาวูดีน (stavudine) หรือยาอะบาคาเวียร์ (abacavir) หรือทีโนโฟเวียร์ (tenofovir) หรือยาไดดาโนซีน (didanosine)

-การป้องกันควรทำทันทีภายใน 72 ชั่วโมงหลังการสัมผัส

-คำแนะนำนี้ควรมีการปรึกษากับแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อใช้รักษาการติดเชื้อเอชไอวีที่มีสาเหตุโดยตรง

คำแนะนำจากกลุ่มงานบริการสาธารณสุขแห่งสหรัฐอเมริกา: ยาซาควินาเวียร์ 1000 มก. กับยาริโทนาเวียร์ 100 มก. รับประทานวันละสองครั้ง

ระยะเวลาการรักษา: 28 วัน หากดื้อยา

คำแนะนำ

-ใช้โดยได้รับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ใช้เป็นทางเลือกในการรักษาการติดเชื้อเอชไอวีหลังจากการสัมผัส

-การป้องกันควรทำทันทีภายในหนึ่งชั่วโมงหลังการสัมผัส

-ระยะเวลาการรักษาที่เหมาะสมนั้นยังไม่แน่ชัดและอาจจะแตกต่างไปตามวิธีของแต่ละสถาบัน

-คำแนะนำนี้ควรมีการปรึกษากับแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การปรับขนาดยาสำหรับโรคไต

อาการระดับเบาหรือปานกลาง: ไม่ควรปรับขนาดยา

ไตผิดปกติระดับรุนแรง หรือโรคไตระยะสุดท้าย: ไม่ควรปรับขนาดยา ควรใช้ยาอย่างระมัดระวัง

การปรับขนาดยาสำหรับโรคตับ

อาการระดับเบาหรือปานกลาง: ไม่ควรปรับขนาดยา

เมื่อใช้คู่กับยาริโทนาเวียร์ :

-อาการผิดปกติที่ตับอย่างรุนแรง: ไม่ควรใช้

การปรับขนาดยา

หากมีอาการหนักหรือมีอาการเป็นพิษรุนแรงขณะใช้ยานี้ ควรหยุดใช้ยาจนกว่าอาการจะหายไป หลังจากนั้นอาจควริจารณาเรื่องการกลับมาใช้ยาในขนาดยาปกติ

คำเเนะนำอื่นๆ

คำแนะนำในการใช้ยา

-จำเป็นต้องให้ยานี้ร่วมกับยาริโทนาเวียร์ และยาต้านรีโทรไวรัสอื่นๆ

-ให้ยานี้พร้อมกับยาริโทนาเวียร์ และภายใน 2 ชั่วโมงหลังจากมื้ออาหาร

-ห้ามให้ยาริโทนาเวียร์เพิ่มเติมกับคนไข้ที่ใช้ยาริโทนาเวียร์ (100 มก. ต่อวัน) เป็นส่วนหนึ่งของสูตรยาต้านรีโทรไวรัสอยู่แล้ว

-ผู้ป่วยที่ไม่สามารถกลืนยาได้: (1) เปิดแคปซูลและใส่สารลงในภาชนะที่ว่างเปล่า (2) ใส่น้ำเชื่อมหรือน้ำเชื่อมซอร์บิทอล 15 มิลลิลิตร (สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 หรือผู้แพ้ต่อน้ำตาลกลูโคส) หรือแยม 3 ช้อนชาลงในภาชนะ (3) คนให้เข้ากันเป็นเวลา 30 ถึง 60 วินาที (4) เตรียมยาในแต่ละขนาดยา ยาควรอยู่ในอุณภูมิห้องก่อนการใช้งาน

การเก็บรักษา

-เก็บที่อุณหภูมิ 25 องศาเซียลเซียส (77 ฟาเรนไฮน์) จนถึง Store at 25C (77F); อุณภูมิที่อนุญาตขณะเดินทางระยะสั้น: 15 องศา ถึง 30องศา (59 ถึง 86 ฟาเรนไฮน์) โดยปิดขวดยาให้สนิท

ทั่วไป

-ควรพิจารณาเรื่องต่อไปนี้หลังจากเริ่มใช้ยา: การใช้ยาวันละสองครั้ง (ร่วมกับยาริโทนาเวียร์) นั้นสนับสนุนโดยความปลอดภัยและข้อมูลทางเภสัชจลนศาสตร์ ประสิทธิภาพของยานี้ (ร่วมกับยาริโทนาเวียร์) ยังไม่มีการนำไปเปรียบเทียบกับประสิทธิภาพของสูตรยาต้านรีโทรไวรัสที่ได้รับการพิจารณาว่าเป็นสูตรยาพื้นฐานอยู่ขณะนี้ ปริมาณพื้นฐานของการกลายพันธุ์ในขั้นต้นของยายับยั้งโปรติเอสมีผลต่อการตอบสนองของไวรัสกับยาตัวนี้ (ร่วมกับยาริโทนาเวียร์)

-ยาริโทนาเวียร์ นั้นมีผลต่อการยับยั้งการเผาผลาญยาตัวนี้เป็นอย่างมาก เพิ่มระดับพลาสม่าของยาซาควินาเวียร์ ควรปรึกษาเรื่องข้อมูลผลิตภัณ์ของยาริโทนาเวียร์

-ไม่สามารถใช้ยาโคบิซิสแตท (Cobicistat) แทนยาริโทนาเวียร์เพื่อเพิ่มระบบการสัมผัสของยานี้ได้

การเฝ้าสังเกต

-โรคหัวใจและหลอดเลือด: วัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ก่อนเริ่มและขณะทำการบำบัด) ตรวจค่าช่วงเวลา (PR interval) หากใช้ร่วมกับยาอื่นๆที่ ยืดระยะ PR

-การเผาผลาญ: โพแทสเซียมและแมกนีเซียม (เป็นระยะ ๆ ในระหว่างการบำบัด) คอเลสเตอรอลและระดับไตรกลีเซอไรด์ (ก่อนการรักษาและหลังจากนั้นเป็นระยะ ๆ)

คำแนะนำสำหรับคนไข้

-ควรอ่านฉลากยาที่ได้รับการยอมรับจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา

-ควรปรึกษากับแพทย์หากมีอาการมึนงง วิงเวียน หรือใจสั่น

ขนาดยาซาควินาเวียร์สำหรับเด็ก

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อใช้รักษาการติดเชื้อเอชไอวี

16 ปี หรือมากกว่า:

ขนาดยามาตรฐาน: ยาซาควินาเวียร์ 1000 มก. กับยาริโทนาเวียร์ 100 มก. รับประทานวันละสองครั้ง

ผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษา (เริ่มการบำบัดด้วยยาซาควินาเวียร์/ยาริโทนาเวียร์):

-7 วันแรก: ยาซาควินาเวียร์ 500 มก. กับยาริโทนาเวียร์ 100 มก. รับประทานวันละสองครั้ง

-หลังจาก 7 วัน: ยาซาควินาเวียร์ 1000 มก. กับยาริโทนาเวียร์ 100 มก. รับประทานวันละสองครั้ง

ผู้ป่วยที่เปลี่ยนสูตรยากระทันหัน (โดยไม่หยุดพัก) จากยาที่มีส่วนประกอบของยาริโทนาเวียร์ หรือยาในกลุ่มเอ็นเอ็นอาร์ทีไอ (NNRTI) ไม่รวม ดีลาเวียร์ดีน (delavirdine) ริลพิไวรีน (rilpivirine): ยาซาควินาเวียร์ 1000 มก. กับยาริโทนาเวียร์ 100 มก. รับประทานวันละ 2 ครั้ง

ผู้ป่วยที่เปลี่ยนจากสูตรที่มียาดีลาเวียร์ดีนหรือยาริลพิไวรีน

-7 วันแรก:ยาซาควินาเวียร์ 500 มก. กับยาริโทนาเวียร์ 100 มก. รับประทานวันละสองครั้ง

-หลังจาก 7 วัน: ยาซาควินาเวียร์ 1000 มก.กับยาริโทนาเวียร์100 มก. รับประทานวันละสองครั้ง

คำแนะนำ

-ขนาดยาที่เชื่อถือได้ มีประสิทธิภาพ และปลอดภัย (ต่ำกว่าระดับความกังวลสำหรับ QT และ PR interval prolongation) นั้นยังไม่ได้รับการพิสูจน์สำหรับเด็กที่อายุต่ำกว่า 16 ปี

วิธีใช้: ใช้ร่วมกับยาริโทนาเวียร์และยาต้านไวรัสอื่น ๆ ในการรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวี-1

รูปแบบของยา

ยาซาควินาเวียร์มีจุดเด่นและรูปแบบการใช้งานดังนี้

  • ยาเม็ดสำหรับรับประทาน
  • ยาแคปซูลสำหรับรับประทาน

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมรับประทานยาควรรีบรับประทานทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลารับประทานยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปรับประทานยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Review Date: กรกฎาคม 17, 2018 | Last Modified: กรกฎาคม 17, 2018

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย