ซิลอสทาซอล (Cilostazol)

โดย ทบทวนบทความโดย เภสัชกรวิสสุตา ชั้นประเสริฐ

ชื่อสามัญ: ซิลอสทาซอล (Cilostazol) Brand Name(s): ซิลอสทาซอล (Cilostazol).

ข้อบ่งใช้

ยาซิลอสทาซอลใช้สำหรับ

ยาซิลอสทาซอล (Cilostazol) ใช้ในการรักษาอาการเกี่ยวกับการไหลเวียนโลหิตบริเวณขา ยาชนิดนี้ช่วยบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ หรือตะคริว ที่เกิดขึ้นระหว่างออกกำลังกายหรือขณะเดิน การปวดขาเนื่องจากหลอดเลือดตีบ เกิดจากการที่ออกซิเจนถูกส่งไปยังกล้ามเนื้อในปริมาณน้อย ยาซิลอสทาซอลช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด และปริมาณออกซิเจนที่ส่งไปยังกล้ามเนื้อ 

ยาซิลอสทาซอลเป็นยาต้านการทำงานของเกล็ดเลือด และขยายหลอดเลือด ซึ่งช่วยยับยั้งเซลล์เลือดที่เรียกว่าเกล็ดเลือด (platelets) ไม่ให้จับตัวกันและป้องกันการอุดตั้นของเลือด อีกทั้งยังช่วยขยายหลอดเลือดบริเวณขา ยาซิลอสทาซอลช่วยให้เลือดไหลเวียนในร่างกายได้ดี  

วิธีการใช้ยาซิลอสทาซอล

รับประทานยาซิลอสทาซอลในขณะท้องว่างตามที่แพทย์แนะนำ ปกติวันละสองครั้ง ก่อนอาหารเช้าและเย็น อย่างน้อย 30 นาทีถึง 2 ชั่วโมง ขนาดยาที่ใช้อยู่ที่ภาวะสุขภาพ การตอบสนองต่อการรักษา และการใช้ยาชนิดอื่น ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรให้ทราบถึงยาที่คุณใช้อยู่ ไม่ว่าจะเป็นยาที่แพทย์สั่ง ยาที่ซื้อเอง หรือยาสมุนไพร 

ควรใช้ยาสม่ำเสมอเพื่อให้ได้ผลสูงสุดและควรทานยาตรงเวลาในทุกๆ วัน อาการของคุณจะดีขึ้นภายใน 2-4 สัปดาห์ แต่อาจะใช้เวลาถึง 12 สัปดาห์ กว่าจะเห็นผลสูงสุด ควรแจ้งแพทย์ หากอาการยังคงอยู่หรือแย่ลง

การเก็บรักษายาซิลอสทาซอล

ควรเก็บรักษายาซิลอสทาซอลในอุณหภูมิห้อง รวมถึงเก็บให้พ้นจากแสงและความชื้น เพื่อป้องกันยาเสื่อมสภาพ คุณไม่ควรเก็บไว้ในห้องน้ำหรือตู้แช่แข็ง ยาซิลอสทาซอลมีหลายยี่ห้อ แต่ละยี่ห้ออาจมีวิธีเก็บแตกต่างกันไป สิ่งสำคัญคือ การอ่านคำแนะนำการเก็บรักษายาบนบรรจุภัณฑ์ หรือถามเภสัชกร เพื่อความปลอดภัย คุณควรเก็บยาให้พ้นมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

ไม่ควรทิ้งยาซิลอสทาซอลลงในชักโครกหรือในท่อระบายน้ำ เว้นแต่ได้รับคำแนะนำให้ทำอย่างนั้น สิ่งสำคัญคือทิ้งยาเมื่อยาหมดอายุ หรือไม่จำเป็นต้องรับประทานอีกต่อไป ปรึกษาเภสัชกรเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เกี่ยวกับวิธีทิ้งยาอย่างปลอดภัย

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนการใช้ยาซิลอสทาซอล

ก่อนการใช้ยาซิลอสทาซอล ควรแจ้งแพทย์ หากคุณแพ้ยา หรือหากคุณมีอาการแพ้อื่นๆ ยาชนิดนี้อาจมีส่วนผสมที่ไม่ออกฤทธิ์ ซึ่งทำให้เกิดอาการแพ้หรือปัญหาอื่นๆ ได้ โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรถึงประวัติทางการแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาการเลือดออกง่ายหรือรุนแรง เช่น แผลร้อนในเลือดออก เลือดออกในตาหรือสมอง โรคเลือด เช่น โรคเลือดไหลไม่หยุด เกล็ดเลือดต่ำ โรคหัวใจ (เช่น หัวใจวาย เจ็บหน้าอก หัวใจเต้นเร็วหรือผิดจังหวะ) โรคหลอดเลือดในสมอง โรคไต

ยานี้อาจทำให้คุณเวียนศีรษะ ไม่ควรขับรถ ใช้เครื่องจักร หรือทำกิจกรรมใดๆ ที่ต้องตื่นตัว จนกว่าคุณแน่ใจว่า สามารถทำกิจกรรมเหล่านั้นได้อย่างปลอดภัย ควรลดปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ 

เพื่อลดโอกาสการเกิดแผล ฟกช้ำ หรือบาดเจ็บ ควรใช้ของมีคม เช่นมีดโกน และที่ตัดเล็บด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงกีฬาที่มีการปะทะ 

ยาชนิดนี้อาจทำให้เกิดอาการเลือดออกในกระเพาะอาหาร การดื่มแอลกอฮอล์ทุกวันในขณะที่ใช้ยาอยู่ อาจเพิ่มความเสี่ยงการเกิดอาการเลือดออกในกระเพาะอาหารได้ ควรควบคุมปริมาณแอลกอฮอล์ ควรปรึกษาแพทยหรือเภสัชกร เกี่ยวกับเครื่องดื่มที่ปลอดภัย

ยาซิลอสทาซอลอาจทำให้เกิดภาวะที่ส่งผลต่อจังหวะการเต้นของหัวใจ แต่มักไม่ทำให้เกิดการเต้นของหัวใจที่แรงและผิดจังหวะ และอาการอื่นๆ (เช่น เวียนหัวรุนแรง หมดสติ) ที่ต้องได้รับการรักษาโดยทันที

ความเสี่ยงของคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติอาจเพิ่มขึ้น หากคุณมีอาการของโรคอื่น หรือใช้ยาอื่นที่อาจทำให้เกิดความเสี่ยง ก่อนใช้ยาซิลอสทาซอล คุณควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกร เกี่ยวยาทุกชนิดที่คุณใช้หรือมีอาการ ดังต่อไปนี้ โรคเกี่ยวกับหัวใจ (หัวใจวาย หัวใจเต้นช้า คลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ) ประวัติในครอบครัวเกี่ยวกับโรคหัวใจ (คลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ และการเสียชีวิตกะทันหันจากโรคหัวใจ)

ระดับโพแทสเซียมหรือแมกนีเซียมในเลือดที่ต่ำอาจเพิ่มความเสี่ยงของคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ ความเสี่ยงนี้อาจเพิ่มขึ้นหากคุณใช้ยาต่างๆ (เช่น ยาขับปัสสาวะ) หรือหากคุณมีภาวะสุขภาพ เช่น เหงื่อออกมาก ท้องร่วง หรืออาเจียน ควรปรึกษาแพทย์ถึงการใช้ยาซิลอสทาซอลอย่างปลอดภัย

ก่อนการผ่าตัด แจ้งแพทย์หรือทันตแพทย์ถึงยาทุกชนิดที่คุณใช้อยู่ (ยาที่แพทย์สั่ง ยางที่ซื้อทานเอง และยาสมุนไพร)

ผู้สูงอายุอาจตอบสนองต่อการเกิดอาการข้างเคียงของยาได้ง่ายกว่า โดยเฉพาะอาการมือเท้าบวม อาการบวมน้ำ หรือคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ

ระหว่างตั้งครรภ์ ควรใช้ยาเมื่อจำเป็นเท่านั้น ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับความเสี่ยงและประโยชน์ของยา ยังไม่มีข้อมูลว่ายาชนิดนี้เข้าสู่น้ำนมหรือไม่ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนให้นมบุตร

ความปลอดภัยกับการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีการศึกษาในผู้หญิงที่เพียงพอ ที่จะระบุความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์หรือให้นมบุตรที่ใช้ยาซิลอสทาซอล ควรปรึกษาแพทย์เป็นประจำ เพื่อชั่งน้ำหนักระหว่างข้อดีและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นก่อนรับประทานยา อ้างอิงจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) ยานี้จัดเป็นยาที่มีความเสี่ยงสำหรับสตรีมีครรภ์ประเภท C

ต่อไปนี้ คือประเภทความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา

  • A = ไม่เสี่ยง
  • B = ไม่เสี่ยง (อ้างอิงจากงานวิจัยบางงาน)
  • C = อาจมีความเสี่ยงบางอย่าง
  • D = มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X = ห้ามใช้
  • N = ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของยาซิลอสทาซอล

อาการปวดศีรษะ ท้องร่วง น้ำมูกไหล และวิงเวียนอาจเกิดขึ้น หากอาการเหล่านี้ยังอยู่หรือแย่ลง ควรรีบแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทันที 

แพทย์สั่งยาชนิดนี้หลังจากพิจารณาแล้วว่า เป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วย มากกว่าจะมีผลข้างเคียง ผู้ป่วยหลายคนที่ใช้ยานี้ไม่ได้รับผลข้างเคียงที่รุนแรง ควรแจ้งแพทย์ทันที หากเกิดอาการข้างเคียงรุนแรง ได้แก่ มือเท้าบวม อาการช้ำหรือเลือดออกง่าย อุจจาระสีคล้ำหรือมีเลือดปน อาเจียนสีคล้ายกาแฟบด มีสัญญาณของการติดเชื้อ (มีไข้ เจ็บคอเรื้องรัง)

ควรรับการรักษาทันทีหากคุณเกิดอาการข้างเคียงรุนแรง ได้แก่ เจ็บหน้าอก กราม หรือแขนข้างซ้าย หน้ามืด หัวใจเต้นเร็วและแรง เวียนศีรษะรุนแรง สายตาเบลอ ร่างกายข้างใดข้างหนึ่งอ่อนแรง พูดไม่รู้เรื่อง อาการมึนงง 

อาการแพ้รุนแรงจากการใช้ยาไม่ค่อยเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม หากสังเกตอาการของการแพ้ เช่น ผื่นคัน บวม (โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ลิ้น คอ) เวียนหัวรุนแรง หายใจลำบาก ควรรีบพบแพทย์

ไม่ใช่ทุกคนที่จะแสดงอาการอันเนื่องมาจากผลข้างเคียงเหล่านี้ และอาจมีผลข้างเคียงอื่นที่ไม่ได้ระบุไว้ข้างต้น หากคุณมีความกังวลเรื่องผลข้างเคียง โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาชนิดอื่นๆ

ยาบางชนิดที่อาจทำปฏิกิริยากับยาชนิดนี้ ได้แก่ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น ยาเฮพาริน (heparin) ยาวาฟาริน (warfarin) ยาต้านเกล็ดเลือด เช่น ยาไดพิริดาโมล (dipyridamole) ยาทิพรานาเวียร์ (tipranavir)

ยาชนิดนี้อาจใช้ร่วมกับยาชนิดอื่น ที่อาจเพิ่มความเสี่ยงการเสียเลือด ตัวอย่างยาต้านเกล็ดเลือด เช่น ยาแอสไพริน (aspirin) ยาโคลพิโดเกรล (clopidogrel) ควรทำตามคำแนะนำของแพทย์ และใช้ยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด แจ้งให้แพทย์ทราบ หากมีอาการเลือดออกผิดปกติ ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ตรวจสอบฉลากยาทั้งที่แพทย์สั่งและไม่ใช่แพทย์สั่งอย่างละเอีย เนื่องจากยาหลายชนิดอาจมีส่วนผสมของยาแก้ปวดหรือยาลดไข้ เช่น ยาแอสไพริน (aspirin) ยาลดอาการอักเสบกลุ่ม NSAID เช่น ยาไอบูโพรเฟน (ibuprofen) ยานาพรอกเซน (naproxen) ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงอาการเลือดออกหรือต้านเกล็ดเลือดได้ หากใช้ร่วมกับยาไซลอสตาซอล 

อย่างไรก็ตาม หากแพทย์แนะนำให้ใช้ยาแอสไพรินขนาดน้อย เพื่อป้องกันอาการหัวใจวายหรือหลอดเลือดในสมองแตก (ขนาดปกติที่ใช้คือ 81-325 มิลลิกรัมต่อวัน) คุณควรใช้ยาแอสไพรินต่อไป จนกว่าแพทย์จะสั่งให้หยุดใช้ สอบถามแพทย์หรือเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ยาซิลอสทาซอลอาจทำปฏิกิริยาระหว่างยาตัวอื่นที่คุณกำลังรับประทานอยู่ และอาจส่งผลให้ยาที่คุณรับประทานออกฤทธิ์ต่างไปจากเดิม หรือเพิ่มความเสี่ยงของผลข้างเคียงที่รุนแรง เพื่อหลีกเลี่ยงการทำปฏิกิริยาระหว่างยาที่อาจเป็นไปได้ คุณควรเก็บรายชื่อยาทั้งหมดที่คุณใช้ (ทั้งยาที่จำหน่ายตามใบสั่งยา ยาที่จำหน่ายโดยไม่ต้องใช้ใบสั่งยา และสมุนไพร) และแจ้งให้แพทย์รวมถึงเภสัชกรทราบ เพื่อความปลอดภัย อย่าเริ่ม หรือหยุดรับประทาน รวมถึงเปลี่ยนปริมาณยา โดยไม่ได้รับอนุญาตจากแพทย์

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาซิลอสทาซอลอาจทำปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์ โดยเปลี่ยนฤทธิ์ยา หรือเพิ่มความเสี่ยงให้ที่จะเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรง โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อถามถึงปฏิกิริยาที่อาจเกิดขึ้นระหว่างอาหารหรือแอลกอฮอล์กับยานี้ ก่อนรับประทานยา

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่นๆ

ยาซิลอสทาซอลอาจส่งผลต่อสุขภาพของคุณ ปฏิกิริยาของยาที่มีต่อร่างกาย อาจทำให้สุขภาพของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์และเภสัชกรทราบ เกี่ยวกับสุขภาพและโรคประจำตัวของคุณ

ขนาดยา

ข้อมูลเหล่านี้ไม่สามารถแทนคำปรึกษาทางการแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร ก่อนการใช้ยาซิลอสทาซอล

ขนาดยาซิลอสทาซอลสำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาปกติสำหรับผู้ใหญ่ในการรักษาอาการเส้นเลือดแดงที่ขาตีบ

  • กินยาขนาด 100 มิลลิกรัมวันละ 2 ครั้ง 30 นาทีหรือ 2 ชั่วโมง
  • ก่อนอาหารเช้าและเย็น 

การปรับขนาดยาสำหรับภาวะไต 

  • ไม่มีข้อมูล

การปรับขนาดยาสำหรับภาวะตับ 

  • ยาซิลอสทาซอลถูกย่อยด้วยสารไซโตโครมพี 450 ในตับ ดังนั้น ผู้ป่วยที่มีอาการตับวายควรรับประทานเพียง 50 มิลลกรัม วันละสองครั้ง

การปรับขนาดยา

เนื่องจากปฏิกิริยาที่ทำกับเอนไซม์ไซโตโครมพี 450 (CYP450) ขนาดยาซิลอสทาซอลควรปรับลดลงเหลือ 50 มิลลิกรัมวันละสองครั้งในช่วงที่ใช้ยาอื่นร่วมด้วย เช่น ยาต้านเชื้อนากลุ่มเอโซล (azole antifungals) ยาปฏิชีวนะกลุ่มแมโครไลด์ และยากลุ่มยับยั้งการหลั่งกรด (proton pump inhibitors) นอกจากนี้ ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำเกรปฟรุต ร่วมกับยาซิลอสทาซอล

ข้อควรระวัง 

  • ยาซิลอสทาซอลและเมตาโบไลท์ของยาชนิดนี้หลายตัว เป็นยาที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ ชื่อ ฟอสโฟไดเอสเทอเรส (phosphodiesterase III inhibitors) ยาหลายชนิดและผลทางเภสัชวิทยาทำให้เกิดการรอดชีวิตน้อยลง เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้ยาหลอก กับผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวเรื้อรัง ขั้นที่ 3 และ 4 (CHF) ยาซิลอสทาซอลเป็นยาที่ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว
  • ยาซิลอสทาซอลใช้ในการต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือดและห้ามใช้กับผู้ป่วยที่มีภาวะเลือดออกต่อเนื่อง (เช่น แผลในกระเพาะอาหาร, ภาวะเลือดออกในกะโหลกศีรษะ)
  • ควรใช้ยาซิลอสทาซอลอย่างระมัดระวังกับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงการเสียเลือดและผู้ป่วยที่ใช้ยาต้านเกล็ดเลือดแข็งตัว
  • ควรใช้ยาซิลอสทาซอลอย่างระมัดระวังกับผู้ป่วยที่เป็นโรคเลือดมาก่อน (เช่น เกล็ดเลือดต่ำ) 

การฟอกเลือด

ยังไม่มีข้อมูล แต่ไม่สามารถกำจัดยาซิลอสทาซอลด้วยการฟอกเลือดได้ เนื่องจากมีพันธะโปรตีนอยู่สูง

คำแนะนำอื่นๆ 

  • ควรทานยาซิลอสทาซอลอย่างน้อย 30 นาที ถึง 2 ชั่วโมงก่อนอาหารเช้าและเย็น
  • แม้ว่าผู้ป่วยบางคนอาจสังเกตว่าอาการดีขึ้นภายใน 2-3 สัปดาห์หลังการรักษา ผู้ป่วยบางคนอาจต้องใช้เวลาถึง 12 สัปดาห์ในการรักษาก่อนจะเห็นผล

ขนาดยาซิลอสทาซอลสำหรับเด็ก

ขนาดยาที่ใช้สำหรับเด็กยังไม่มีการระบุแน่ชัด การใช้ยาชนิดนี้อาจไม่ปลอดภัยต่อเด็กได้ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจถึงความปลอดภัยก่อนการใช้ยา ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

รูปแบบของยาซิลอสทาซอล

ยาซิลอสทาซอลมีรูปแบบดังนี้  

  • ชนิดเม็ด 

กรณีฉุกเฉินหรือการใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉิน หรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

หากลืมใช้ยาควรทำอย่างไร

หากคุณลืมใช้ยาซิลอสทาซอล ควรรีบใช้ทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติ ไม่ควรเพิ่มขนาดยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

Review Date: ตุลาคม 3, 2018 | Last Modified: ตุลาคม 3, 2018

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย