ซูลินแดค (Sulindac)

โดย ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์

ชื่อสามัญ: ซูลินแดค (Sulindac) Brand Name(s): ซูลินแดค (Sulindac).

ข้อบ่งใช้

ยาซูลินแดคใช้สำหรับ

ยาซูลินแดค (Sulindac) ใช้เพื่อบรรเทาอาการปวด อาการบวม และอาการข้อต่อแข็งเกร็งจากโรคข้ออักเสบ (arthritis) ยานี้ยังใช้เพื่อรักษาโรคข้ออักเสบจากกระดูกสันหลัง โรคข้ออักเสบแบบเกาต์ (gouty arthritis) และถุงน้ำกันเสียดสีที่บริเวณไหล่อักเสบ (bursitis) หรือเอ็นอักเสบ (tendonitis) ยานี้เป็นยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (nonsteroidal anti-inflammatory drug)

วิธีการใช้ยาซูลินแดค

รับประทานยานี้ตามที่แพทย์กำหนด ตามปกติคือวันละสองครั้ง รับประทานยาพร้อมกับดื่มน้ำเต็มแก้ว (8 ออนซ์ หรือ 240 มล.) นอกเสียจากแพทย์จะสั่งให้ทำอย่างอื่น อย่าล้มตัวลงนอนเป็นเวลาอย่างน้อย 10 นาที หลังจากรับประทานยา รับประทานยานี้พร้อมกับอาหาร ทันทีหลังจากมื้ออาหาร หรือรับประทานพร้อมกับยาลดกรด เพื่อช่วยป้องกันอาการท้องไส้ปั่นป่วน

สำหรับสภาวะบางอย่าง (เช่น โรคข้ออักเสบ) อาจต้องใช้เวลานานถึง 1 ถึง 2 สัปดาห์ กว่าจะได้รับประโยชน์สูงสุด เมื่อรับประทานยานี้เป็นประจำร) ควรใช้ยานี้ที่ขนาดยาที่ต่ำที่สุดเท่าที่มีประสิทธิภาพ และใช้ในระยะเวลาที่สั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อย่าเพิ่มขนาดยาหรือรับประทานยาบ่อยกว่าที่กำหนด สำหรับอาการเรื้อรังอย่างโรคข้ออักเสบนั้น ควรรับประทานยาอย่างต่อเนื่องตามที่แพทย์กำหนด โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรถึงความเสี่ยงและประโยชน์ในการใช้ยา นอกจากนี้ผู้ผลิตยังแนะนำว่า คุณไม่ควรรับประทานยามากเกินกว่า 400 มก. ต่อวันเนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดปัญหาเกี่ยวกับตับ

สำหรับสภาวะบางอย่าง (เช่น โรคข้ออักเสบ) อาจต้องใช้เวลานานถึง 1 ถึง 2 สัปดาห์ กว่าจะได้รับประโยชน์สูงสุด เมื่อรับประทานยานี้เป็นประจำ

หากคุณกำลังใช้ยานี้เท่าที่จำเป็น (ไม่ได้ใช้เป็นประจำ) โปรดจำไว้ว่า ยาแก้ปวดนั้นจะทำงานได้ดีที่สุด หากใช้เมื่อเริ่มมีสัญญาณของอาการปวด หากคุณรอจนอาการปวดรุนแรง อาจทำให้ยาไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร

โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบ หากอาการของคุณไม่ดีขึ้นหรือแย่ลง

การเก็บรักษายาซูลินแดค

ยาซูลินแดคควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงแสงหรือความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเกิดความเสียหาย ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาซูลินแดคบางยี่ห้ออาจจะต้องเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากยาหรือสอบถามเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัย โปรดเก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

ไม่ควรทิ้งยาซูลินแดคลงในชักโครก หรือเทลงในท่อระบายน้ำ เว้นแต่ได้รับคำแนะนำให้ทำเช่นนั้น ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้องเมื่อยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน โปรดสอบถามเภสัชกรเพิ่มเติม เกี่ยวกับวิธีการกำจัดยาที่ถูกต้อง

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาซูลินแดค

รับประทานยานี้ตามที่แพทย์กำหนด ตามปกติคือวันละสองครั้ง รับประทานยาพร้อมกับดื่มน้ำเต็มแก้ว (8 ออนซ์ หรือ 240 มล.) นอกเสียจากแพทย์จะสั่งให้ทำอย่างอื่น อย่าล้มตัวลงนอนเป็นเวลาอย่างน้อย 10 นาทีหลังจากรับประทานยา รับประทานยานี้พร้อมกับอาหาร ทันทีหลังจากมื้ออาหาร หรือรับประทานพร้อมกับยาลดกรด เพื่อช่วยป้องกันอาการท้องไส้ปั่นป่วน

ขนาดยาขึ้นอยู่กับสภาวะทางการแพทย์และการตอบสนองต่อการรักษา เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง (เช่น อาการเลือดออกในกระเพาะอาหาร) ควรใช้ยานี้ที่ขนาดยาที่ต่ำที่สุดเท่าที่มีประสิทธิภาพ และใช้ในระยะเวลาที่สั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อย่าเพิ่มขนาดยา หรือรับประทานยาบ่อยกว่าที่กำหนด สำหรับอาการเรื้อรังอย่างโรคข้ออักเสบนั้น ควรรับประทานยาอย่างต่อเนื่องตามที่แพทย์กำหนด โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร ถึงความเสี่ยงและประโยชน์ในการใช้ยา นอกจากนี้ผู้ผลิตยังแนะนะว่าคุณไม่ควรรับประทานยามากเกินกว่า 400 มก. ต่อวันเนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดปัญหาเกี่ยวกับตับ

สำหรับสภาวะบางอย่าง (เช่น โรคข้ออักเสบ) อาจต้องใช้เวลานานถึง 1 ถึง 2 สัปดาห์ กว่าจะได้รับประโยชน์สูงสุด เมื่อรับประทานยานี้เป็นประจำ

หากคุณกำลังใช้ยานี้เท่าที่จำเป็น (ไม่ได้ใช้เป็นประจำ) โปรดจำไว้ว่า ยาแก้ปวดนั้นจะทำงานได้ดีที่สุด หากใช้เมื่อเริ่มมีสัญญาณของอาการปวด หากคุณรอจนอาการปวดรุนแรง อาจทำให้ยาไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร

โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบ หากอาการของคุณไม่ดีขึ้นหรือแย่ลง

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาถึงประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยานี้

ยาซูลินแดคจัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์ ประเภท C โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

  • A= ไม่มีความเสี่ยง
  • B= ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C= อาจจะมีความเสี่ยง
  • D= มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X= ห้ามใช้
  • N= ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยาซูลินแดค

อาจเกิดอาการท้องไส้ปั่นป่วน คลื่นไส้ อาเจียน มีแก๊ส ท้องร่วง ท้องผูก วิงเวียน หรือปวดหัว หากอาการเหล่านี้ไม่หายไปหรือรุนแรงขึ้น โปรดแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรในทันที

โปรดจำไว้ว่า การที่แพทย์ให้คุณใช้ยาตัวนี้ เนื่องจากพิจารณาแล้วว่า ยามีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยง และคนที่ใช้ยานี้ส่วนใหญ่ไม่พบผลข้างเคียงที่ร้ายแรงใดๆ

ยานี้อาจเพิ่มระดับของความดันโลหิตได้ โปรดทำการตรวจวัดความดันโลหิตเป็นประจำ และแจ้งให้แพทย์ทราบ หากผลการตรวจความดันโลหิตออกมาสูง

แจ้งให้แพทย์ทราบในทันที หากเกิดผลข้างเคียงที่ไม่ค่อยจะเกิดขึ้นแต่รุนแรงดังต่อไปนี้คือ มีความเปลี่ยนแปลงทางการได้ยิน (เช่น มีเสียงอื้อในหู) มีความเปลี่ยนแปลงทางจิตใจหรืออารมณ์ กลืนกำลังหรือรู้สึกเจ็บปวดขณะกลืน มีอาการของโรคหัวใจวาย (เช่น มีอาการบวมที่ข้อเท้าหรือเท้า เหนื่อยล้าผิดปกติ น้ำหนักขึ้นอย่างรวดเร็วหรือผิดปกติ)

รับการรักษาในทันที หากเกิดผลข้างเคียงที่หายากแต่รุนแรงมากดังต่อไปนี้คือ มีสัญญาณของปัญหาเกี่ยวกับไต (เช่น ปริมาณของปัสสาวะเปลี่ยนแปลง) คอแข็งเกร็งอย่างหาสาเหตไม่ได้

ในนานๆ ครั้งยานี้อาจทำให้เกิดโรคตับที่รุนแรง (อาจถึงแก่ชีวิต) โปรดหยุดใช้ยาซูลินแดค และปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรในทันที หากคุณสังเกตเห็นอาการที่ไม่ค่อยจะเกิดขึ้นนักแต่รุนแรงมากดังต่อไปนี้ ได้แก่ ปัสสาวะสีคล้ำ คลื่นไส้อาเจียนบ่อยครั้ง ปวดท้องอย่างรุนแรง ดวงตาหรือผิวหนังเป็นสีเหลือง

การแพ้ยาที่รุนแรงต่อยานี้ ค่อนข้างเกิดขึ้นได้ยาก แต่จำเป็นต้องได้รับการรักษาที่ทันท่วงที อาการของการแพ้รุนแรงมีดังนี้ ผดผื่น คันหรือบวม (โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ลิ้น และลำคอ) วิงเวียนขั้นรุนแรง หายใจติดขัด

ไม่ใช่ทุกคนจะเจอกับผลข้างเคียงเหล่านี้ และอาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยาที่อาจมีปฏิกิริยากับยานี้ได้แก่ อะลิสคิเรน (aliskiren) ยาในกลุ่ม ACE inhibitors เช่น แคปโตพริล (captopril) หรือลิซิโนพริล (lisinopril) ยาในกลุ่มแองจิโอเทนซิน ทู รีเซฟเตอร์บล็อกเกอร์ (angiotensin II receptor blockers) เช่น ลอซาร์แทน (losartan) หรือวาลซาร์แทน (valsartan) ไซโดโฟเวียร์ (cidofovir) ไดเม็ทธิลซัลโฟไซด์ (dimethyl sulfoxide) ลิเทียม (lithium) เมโธเทรกเซท (methotrexate) ยาในกลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ (corticosteroids) เช่น เพรดนิโซน (prednisone) ยาขับน้ำหรือยาขับปัสสาวะ (diuretics) เช่น ฟูโรเซไมด์ (furosemide)

ยานี้อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอาการเลือดออกเมื่อใช้ร่วมกับยาอื่นที่สามารถทำให้เกิดอาการเลือดออกได้เช่นกัน ยกตัวอย่าง เช่น ยาต้านเกล็ดเลือด อย่างโคลพิโดเกรล (clopidogrel) ยาเจือจางเลือด อย่างดาบิกาแทรน (dabigatran) อีโนซาพาริน (enoxaparin) หรือวาฟาริน (warfarin) และอื่นๆ

ควรตรวจสอบฉลากยาตามใบสั่งแพทย์ และยาที่หาซื้อได้เองทั้งหมดให้ละเอียด เนื่องจากยาจำนวนมากนั้น อาจจะมีส่วนประกอบของยาบรรเทาอาการปวดหรือยาลดไข้ เช่น แอสไพริน ยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ อย่างเซเลโคซิบ (celecoxib) ไอบูโพรเฟน (ibuprofen) หรือคีโตโรแลค (ketorolac) ยานี้เหล่ามีความคล้ายคลึงกับยาซูลินแดค และอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง หากรับประทานยาร่วมกัน แต่แพทย์อาจจะสั่งให้คุณรับประทานยาแอสไพรินขนาดต่ำ เพื่อป้องกันโรคหัวใจขาดเลือดฉับพลันและโรคหลอดเลือดสมอง (มักจะใช้ขนาดยาที่ 81 ถึง 325 มก. ต่อวัน) คุณควรใช้ยาแอสไพรินนี้ต่อไป นอกเสียจากแพทย์จะสั่งให้ทำอย่างอื่น โปรดสอบถามแพทย์หรือเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ยาซูลินแดคอาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรของคุณว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง (ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ) เพื่อความปลอดภัย โปรดอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาใดๆ โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาซูลินแดคอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาซูลินแดคอาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาซูลินแดคสำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคเกาต์เฉียบพลัน (Acute Gout)

  • ขนาดยาเริ่มต้น 200 มก. รับประทานวันละสองครั้ง
  • ขนาดยาสูงสุด 400 มก. ต่อวัน
  • ระยะเวลาในการรักษาตามปกติมักจะเพียงพอที่ 7 วัน

คำแนะนำ

  • เมื่อได้รับการตอบสนองต่อการรักษาแล้ว ควรปรับขนาดยาและความถี่ในการรับประทานยาลงมาที่ขนาดยาต่ำที่สุดเท่าที่มีประสิทธิภาพและใช้ในระยะเวลาที่สั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ให้เหมาะสมตามเป้าหมายในการรักษาของผู้ป่วยแต่ละราย

การใช้งาน

  • เพื่อบรรเทาสัญญาณและอาการของโรคข้ออักเสบแบบเกาต์เฉียบพลัน

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบยึดติด (Ankylosing Spondylitis)

  • ขนาดยาเริ่มต้น 150 มก. รับประทานวันละสองครั้ง
  • ขนาดยาสูงสุด 400 มก. ต่อวัน
  • ระยะเวลาในการรักษาตามปกติมักจะเพียงพอที่ 7 วัน

คำแนะนำ

  • เมื่อได้รับการตอบสนองต่อการรักษาแล้ว ควรปรับขนาดยาและความถี่ในการรับประทานยาลงมาที่ขนาดยาต่ำที่สุดเท่าที่มีประสิทธิภาพและใช้ในระยะเวลาที่สั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ให้เหมาะสมตามเป้าหมายในการรักษาของผู้ป่วยแต่ละราย

การใช้งาน

  • เพื่อบรรเทาสัญญาณและอาการของโรคข้อเสื่อม โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ และโรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบยึดติด

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาข้อเสื่อม (Osteoarthritis)

  • ขนาดยาเริ่มต้น 150 มก. รับประทานวันละสองครั้ง
  • ขนาดยาสูงสุด 400 มก. ต่อวัน
  • ระยะเวลาในการรักษาตามปกติมักจะเพียงพอที่ 7 วัน

คำแนะนำ

  • เมื่อได้รับการตอบสนองต่อการรักษาแล้ว ควรปรับขนาดยาและความถี่ในการรับประทานยาลงมาที่ขนาดยาต่ำที่สุดเท่าที่มีประสิทธิภาพและใช้ในระยะเวลาที่สั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ให้เหมาะสมตามเป้าหมายในการรักษาของผู้ป่วยแต่ละราย

การใช้งาน

  • เพื่อบรรเทาสัญญาณและอาการของโรคข้อเสื่อม โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ และโรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบยึดติด

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis)

  • ขนาดยาเริ่มต้น 150 มก. รับประทานวันละสองครั้ง
  • ขนาดยาสูงสุด 400 มก. ต่อวัน
  • ระยะเวลาในการรักษาตามปกติมักจะเพียงพอที่ 7 วัน

คำแนะนำ

  • เมื่อได้รับการตอบสนองต่อการรักษาแล้ว ควรปรับขนาดยาและความถี่ในการรับประทานยาลงมาที่ขนาดยาต่ำที่สุดเท่าที่มีประสิทธิภาพและใช้ในระยะเวลาที่สั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ให้เหมาะสมตามเป้าหมายในการรักษาของผู้ป่วยแต่ละราย

การใช้งาน

  • เพื่อบรรเทาสัญญาณและอาการของโรคข้อเสื่อม โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ และโรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบยึดติด

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคถุงน้ำกันเสียดสีที่บริเวณไหล่อักเสบ (Bursitis)

  • ขนาดยาเริ่มต้น 200 มก. รับประทานวันละสองครั้ง
  • ขนาดยาสูงสุด 400 มก. ต่อวัน
  • ระยะเวลาในการรักษาตามปกติมักจะเพียงพอที่ 7 ถึง 14 วัน

คำแนะนำ

  • เมื่อได้รับการตอบสนองต่อการรักษาแล้ว ควรปรับขนาดยาและความถี่ในการรับประทานยาลงมาที่ขนาดยาต่ำที่สุดเท่าที่มีประสิทธิภาพและใช้ในระยะเวลาที่สั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ให้เหมาะสมตามเป้าหมายในการรักษาของผู้ป่วยแต่ละราย

การใช้งาน

  • เพื่อบรรเทาสัญญาณและอาการปวดไหล่เฉียบพลัน ทั้งโรคถุงน้ำกันเสียดสีที่บริเวณไหล่อักเสบเฉียบพลันและโรคเอ็นอักเสบเฉียบพลัน

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคเอ็นอักเสบ (Tendonitis)

  • ขนาดยาเริ่มต้น 200 มก. รับประทานวันละสองครั้ง
  • ขนาดยาสูงสุด 400 มก. ต่อวัน
  • ระยะเวลาในการรักษาตามปกติมักจะเพียงพอที่ 7 ถึง 14 วัน

คำแนะนำ

  • เมื่อได้รับการตอบสนองต่อการรักษาแล้ว ควรปรับขนาดยาและความถี่ในการรับประทานยาลงมาที่ขนาดยาต่ำที่สุดเท่าที่มีประสิทธิภาพและใช้ในระยะเวลาที่สั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ให้เหมาะสมตามเป้าหมายในการรักษาของผู้ป่วยแต่ละราย

การใช้งาน

  • เพื่อบรรเทาสัญญาณและอาการปวดไหล่เฉียบพลัน ทั้งโรคถุงน้ำกันเสียดสีที่บริเวณไหล่อักเสบเฉียบพลันและโรคเอ็นอักเสบเฉียบพลัน

การปรับขนาดยาสำหรับผู้ป่วยโรคไต

สำหรับโรคไตระดับรุนแรง ไม่มีการปรับขนาดยาที่แนะนำ หากจำเป็นต้องทำการรักษาควรมีการเฝ้าระวังสมรรถภาพของไตอย่างใกล้ชิดและควรลดขนาดยาต่อวัน

การปรับขนาดยาสำหรับผู้ป่วยโรคตับ

  • ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง อาจจำเป็นต้องลดขนาดยาต่อวันในผู้ป่วยที่เป็นโรคตับเฉียบพลันหรือเป็นโรคไตเรื้อรัง
  • ผู้ป่วยที่มีผลการตรวจตับผิดปกติหรือผู้ที่มีสัญญาณหรืออาการของตับบกพร่องนั้นควรทำการประเมินเพื่อตรวจหาโรคตัวบกพร่อง หากเกิดโรคตับหรือเกิดอาการที่แสดงลักษณะให้เห็นทั่วร่างกายอย่างภาวะเม็ดเลือดขาวมาก (eosinophilia) หรือผดผื่น ควรหยุดใช้ยานี้

กระบวนการไดอะไลซิส (Dialysis)

ไม่มีการปรับขนาดยาที่แนะนำ

คำแนะนำอื่นๆ

คำแนะนำการใช้ยา

  • รับประทานวันละสองครั้งพร้อมกับอาหาร

ทั่วไป

  • โดยปกติมักจะเห็นการตอบสนองต่อการรักษาภายใน 1 สัปดาห์นับตั้งแต่เริ่มต้นการรักษาสำหรับผู้ป่วยครึ่งหนึ่งที่รักษาโรคข้อเสื่อม โรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบยึดติด และโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ อาจต้องใช้เวลานานกว่านั้นสำหรับผู้ป่วยโรคอื่น
  • เมื่อได้รับการตอบสนองต่อการรักษาแล้ว ควรปรับขนาดยาและความถี่ในการรับประทานยาลงมาที่ขนาดยาต่ำที่สุดเท่าที่มีประสิทธิภาพและใช้ในระยะเวลาที่สั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ให้เหมาะสมตามเป้าหมายในการรักษาของผู้ป่วยแต่ละราย
  • มักจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดฉับพลัน โรคหัวใจวาย และโรคหลอดเลือดสมองเมื่อใช้ยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ อาจการเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาที่คุณกำลังทำการรักษาและอาจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นหากใช้ยาเป็นเวลานาน เคยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ (cardiovascular disease) หรือมีปัจจัยเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ และในผู้ที่ใช้ยาในขนาดที่สูง

การเฝ้าระวัง

  • หลอดเลือดหัวใจ: เฝ้าระวังความดันโลหิตอย่างใกล้ชิดในช่วงเริ่มต้นการรักษาและตลอดชุดการรักษา
  • ระบบทางเดินอาหาร: เฝ้าระวังสัญญาณและอาการของเลือดออกในระบบทางเดินอาหาร
  • สมรรถภาพของไต: เฝ้าระวังสถานะของไต โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่โปรสตาแกลนดินส์ของไต (renal prostaglandins) มีบทบาทในการสนับสนุนการรักษาระดับการไหลผ่านของเลือดที่มีหล่อเลี้ยงไต (renal perfusion)
  • เฝ้าระวังจำนวนเม็ดเม็ดเลือด สมรรถภาพของไต และสมรรถภาพของตับเป็นระยะๆ สำหรับผู้ป่วยที่รับการรักษาในระยะยาว

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วย

  • ผู้ป่วยควรรับคำแนะนำทางการแพทย์หากมีสํญญาณและอาการของโรคของหลอดเลือดและหัวใจ โรคของระบบทางเดินอาหาร ปฏิกิริยาที่ไม่พึงประสงค์ของผิวหนัง อาการแพ้ ความเป็นพิษต่อตับ หรืออาการน้ำหนักขึ้นอย่างหาสาเหตุไม่ได้หรือภาวะบวมน้ำ (edema)
  • ผู้ป่วยควรรับการรักษาในทันทีหากมีสัญญาณและอาการของโรคหลอดเลือดหัวใจ ทั้งอาการหายใจไม่อิ่ม พูดไม่ชัด เจ็บหน้าอก หรือมีอาการอ่อนแรงที่ด้ายหนึ่งของร่ายกาย
  • ผู้ป่วยควรปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญการดูแลสุขภาพหากตั้งครรภ์ มีแผนที่จะตั้งครรภ์ หรือกำลังใช้นมบุตร ไม่ควรใช้ยานี้ระหว่างการตั้งครรภ์ในสัปดาห์ที่ 30 หรือหลังจากนั้น
  • ผู้ป่วยควรรับทราบว่ามีโอกาสในการเกิดปฏิกิริยาของยาเป็นจำนวนมากและผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มใช้ยาใหม่ๆ รวมถึงยาหาซื้อได้เอง

ขนาดยาซูลินแดคสำหรับเด็ก

ยังไม่มีการพิสูจน์ความความปลอดภัยและประสิทธิภาพของขนาดยานี้สำหรับผู้ป่วยเด็ก ยานี้อาจเป็นอันตรายต่อเด็กได้ ดังนั้น จึงควรทำความเข้าใจกับความปลอดภัยของยาก่อนการใช้ยา สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดติดต่อกับแพทย์หรือเภสัชกร

รูปแบบของยา

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้

  • ยาเม็ดสำหรับรับประทาน
  • ยาผงเตรียมสำหรับผสม

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ในทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Review Date: ธันวาคม 27, 2018 | Last Modified: ธันวาคม 27, 2018

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย