ทาโครลิมัส (Tacrolimus)

โดย ทบทวนบทความโดย เภสัชกรวิสสุตา ชั้นประเสริฐ

ชื่อสามัญ: ทาโครลิมัส (Tacrolimus) Brand Name(s): ทาโครลิมัส (Tacrolimus).

ข้อบ่งใช้

ยาทาโครลิมัสใช้สำหรับ

ยาทาโครลิมัส (Tacrolimus) ใช้ร่วมกับยาอื่น เพื่อป้องกันการต่อต้านอวัยวะใหม่จากการปลูกถ่ายไต หัวใจ หรือตับ ยานี้อยู่ในกลุ่มของยากดภูมิคุ้มกัน (immunosuppressants) ทำงานโดยการทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอลง เพื่อช่วยให้ร่างกายสามารถยอมรับอวัยวะใหม่ได้

วิธีการใช้ยาทาโครลิมัส

รับประทานยาพร้อมกับอาหาร หรือรับประทานแยกต่างหาก โดยปกติคือทุกๆ 12 ชั่วโมง หรือตามที่แพทย์กำหนด หากคุณมีอาการคลื่นไส้หรือท้องไส้ปั่นป่วน อาจรับประทานยาพร้อมกับอาหาร แม้ว่าการทำแบบนี้อาจทำให้ดูดซึมยาได้น้อยลง ควรเลือกทางใดทางหนึ่ง (รับประทานพร้อมกับอาหาร หรือรับประทานแยกต่างหาก) สำหรับการรับประทานยาทุกครั้ง เพื่อให้ร่างกายดูดซึมยาได้ในปริมาณที่เท่ากัน โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัว สภาวะทางการแพทย์ ผลการตรวจเลือด (เช่นระดับของยาทาโครลิมัส) และการตอบสนองต่อการรักษา

อย่าเพิ่มขนาดยาหรือรับประทานบ่อยกว่าที่แพทย์กำหนด สภาวะของคุณจะไม่หายไวขึ้น และความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงอาจเพิ่มขึ้น และไม่ควรหยุดใช้ยาโดยที่แพทย์ไม่เห็นชอบ

ใช้ยานี้เป็นประจำเพื่อให้ได้ประโยชน์จากยาสูงสุด ควรใช้ยาให้ตรงเวลาเพื่อให้ปริมาณของยาในร่างกายอยู่ในระดับคงที่ ควรใช้ยาในเวลาเดียวกันทุกวัน

การเก็บรักษายาทาโครลิมัส

ยาทาโครลิมัสควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงแสงหรือความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเกิดความเสียหาย ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาทาโครลิมัสบางยี่ห้ออาจจะต้องเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากยาหรือสอบถามเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัย โปรดเก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

ไม่ควรทิ้งยาทาโครลิมัสลงในชักโครก หรือเทยาลงในท่อระบายน้ำ เว้นเสียแต่จะได้รับคำแนะนำให้ทำ ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้องเมื่อยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน โปรดสอบถามเภสัชกรเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการกำจัดยาที่ถูกต้อง

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาทาโครลิมัส

ก่อนใช้ยานี้แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบหากคุณแพ้ยานี้ หรือยาปฏิชีวนะแมคโครไลด์อื่นๆ (macrolide medications) อย่างไซโรลิมัส (sirolimus) หรือหากคุณเป็นโรคภูมิแพ้อื่นๆ ยานี้อาจมีสารไม่ออกฤทธิ์ที่ทำให้เกิดอาการแพ้หรือปัญหาอื่น โปรดปรึกษาเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ก่อนใช้ยานี้ แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ เกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์ของคุณ โดยเฉพาะภาวะแร่ธาตุไม่สมดุล (เช่น โพแทสเซียมสูง) โรคไต อาการติดเชื้อเมื่อเร็วๆ นี้หรือที่กำลังเป็นอยู่ โรคมะเร็ง โรคตับ ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน

ยาทาโครลิมัสอาจทำให้เกิดสภาวะที่ส่งผลกระทบต่อการเต้นของหัวใจ อย่างระยะคิวทียาว (QT prolongation) ในนานๆ ครั้งอาการระยะคิวทียาวนี้อาจทำให้เกิดอาการหัวใจเต้นเร้วหรือผิดปกติที่รุนแรง (อาจถึงแก่ชีวิต) และอาการอื่นๆ (เช่น วิงเวียนอย่างรุนแรงหรือหมดสติ) และจำเป็นต้องรับการรักษาในทันที

ความเสี่ยงในการเกิดระยะคิวทียาวนั้นอาจเพิ่มขึ้น หากคุณมีสภาวะหรือใช้ยาที่อาจทำให้เกิดอาการนี้ได้ ก่อนใช้ยาทาโครลิมัส แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ เกี่ยวกับยาทั้งหมดที่คุณใช้ และหากคุณมีสภาวะดังต่อไปนี้ ปัญหาเกี่ยวกับหัวใจบางอย่าง เช่น หัวใจล้มเหลว หัวใจเต้นช้า ระยะคิวทียาวในการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (QT prolongation in the EKG) คนวนครอบครัวเคยมีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจบางอย่าง เช่น ระยะคิวทียาวในการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือหัวใจตายฉับพลัน (sudden cardiac death)

ระดับของโพแทสเซียมหรือแมกนีเซียมในเลือดต่ำ ยังอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดระยะคิวทียาวได้อีกด้วย ความเสี่ยงนี้จะเพิ่มขึ้นหากคุณกำลังใช้ยาบางอย่าง (เช่น ยาขับปัสสาวะ/ยาขับน้ำ) หรือหากคุณมีสภาวะ เช่น เหงื่อออกมาก ท้องร่วง หรืออาเจียน ปรึกษากับแพทย์ถึงวิธีการใช้ยาทาโครลิมัสอย่างปลอดภัย

ยานี้เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งผิวหนังได้ ควรจำกัดเวลาในการอยู่ใต้แดด ควรทาครีมกันแดด และสวมเสื้อผ้าป้องกันเมื่ออยู่นอกบ้าน

ยาทาโครลิมัสสามารถทำให้คุณมีโอกาสติดเชื้อมากขึ้น หรือทำให้อาการติดเชื้อที่เป็นอยู่รุนแรงขึ้น ดังนั้น จึงควรล้างมือให้สะอาดเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ ควรหลีกเลี่ยงการติดต่อผู้มีอาการติดเชื้อที่สามารถแพร่สู่ผู้อื่นได้ (เช่น โรคอีสุกอีใส หรือไข้หวัดใหญ่) ปรึกษาแพทย์ หากคุณมีการสัมผัสเชื้อเมื่อเร็วๆ นี้ หรือหากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม

อย่าสร้างภูมิคุ้มกันหรือรับวัคซีนโดยไม่ปรึกษากับแพทย์ หลีกเลี่ยงการติดต่อกับผู้ที่เพิ่มรับวัคซีนเชื้อเป็น (เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่รับโดยการสูดดม)

ยานี้อาจเพิ่มระดับโพแทสเซียส โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร ก่อนรับประทานอาหารเสริมโพแทสเซียม หรือสารทดแทนเกลือที่มีโพแทสเซียม

ก่อนการผ่าตัด แจ้งให้แพทย์หรือทันตแพทย์ทราบ เกี่ยวกับยาทั้งหมดที่คุณใช้ (ทั้งยาตามใบสั่งยา ยาที่หาซื้อเอง และสมุนไพรต่างๆ)

ผู้สูงอายุอาจมีปฏิกิริยาไวต่อผลข้างเคียงของยานี้ได้มากกว่า โดยเฉพาะ ระยะคิวทียาว

ในช่วงของการตั้งครรภ์ ควรใช้ยานี้เมื่อจำเป็นเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับความเสี่ยงและประโยชน์ของการใช้ยา

ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า ยานี้สามารถเข้าสู่น้ำนมแม่และส่งผลกระทบต่อทารกได้หรือไม่ โปรดปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับความเสี่ยง และประโยชน์ก่อนการให้นมบุตร

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือ เกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์ เพื่อหาประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยานี้

ยาทาโครลิมัสจัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์ หมวด C โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์ โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

  • A= ไม่มีความเสี่ยง
  • B= ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C= อาจจะมีความเสี่ยง
  • D= มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X= ห้ามใช้
  • N= ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยาทาโครลิมัส

อาจเกิดอาการสั่นเทา ปวดหัว ท้องร่วง คลื่นไส้อาเจียน ท้องไส้ปั่นป่วน เยื่ออาหาร นอนไม่หลับ และอาการเสียวซ่าที่มือหรือเท้า หากอาการเหล่านี้ไม่หายไปหรือรุนแรงขึ้น โปรดแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรในทันที

โปรดจำไว้ว่า การที่แพทย์ให้คุณใช้ยาตัวนี้ เนื่องจากคำนวณแล้วว่า ยามีประโยชน์มากกว่าเป็นโทษ และคนที่ใช้ยานี้ส่วนใหญ่ไม่พบผลข้างเคียงที่ร้ายแรงใดๆ

แจ้งให้แพทย์ทราบในทันที หากเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงดังต่อไปนี้ คือ มีความเปลี่ยนแปลงทางจิตใจหรืออารมณ์ วิงเวียน สัญญาณของปัญหาเกี่ยวกับไต (เช่น ปริมาณของปัสสาวะเปลี่ยนแปลง) หัวใจเต้นรัว อาการของหัวใจล้มเหลว (เช่น หายใจไม่อิ่ม มีอาการบวมที่ข้อเท้าหรือเท้า เหนื่อยล้าผิดปกติ น้ำหนักขึ้นอย่างผิดปกติหรือเฉียบพลัน) มีปัญหากับการได้ยิน (เช่น สูญเสียการได้ยิน มีเสียงอื้อในหู) อาการปวด รอยแดง หรือบวมที่แขนหรือขา มีรอยช้ำหรือเลือดออกง่าย มีอาการปวด ตะคริว หรืออ่อนแรงที่กล้ามเนื้อ ผิวหนังหรือดวงตาเป็นสีเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม คลื่นไส้อาเจียนบ่อยครั้ง ปวดท้องอย่างรุนแรง ปวดขาอย่างรุนแรง

ยานี้ยังอาจเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อที่สมอง อย่างโรคพีเอ็มแอล (progressive multifocal leukoencephalopathy) ที่หายากแต่รุนแรง (อาจถึงแก่ชีวิต) รับการรักษาในทันทีหากเกิดผลข้างเคียงที่หายากแต่รุนแรงดังต่อไปนี้คือ ซุ่มซ่าม สูญเสียการเคลื่อนไหวที่สอดประสาน อ่อนแรง ความคิดเปลี่ยนแปลงกะทันหัน (เช่น สับสนหรือรวบรวมสมาธิได้ลำบาก) เคลื่อนไหวกล้ามเนื้อได้ลำบาก มีปัญหากับการพูด ชัก การมองเห็นเปลี่ยนแปลง

รับการรักษาในทันที หากคุณเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงมากดังต่อไปนี้คือ หมดสติ หัวใจเต้นเร็วหรือผิดปกติ วิงเวียนอย่างรุนแรง มีอาการปวดที่หน้าอก กราม หรือแขนข้างซ้าย อุจจาระสีดำ อาเจียนคล้ายกากกาแฟ

ยานี้อาจเพิ่มระดับความดันโลหิตได้ ควรทำการตรวจวัดความดันโลหิตเป็นประจำแจ้งให้แพทย์ทราบ หากผลออกมาสูง แพทย์อาจใช้ยาเพื่อควบคุมระดับความดันโลหิต

ยาทาโครลิมัสอาจทำให้เกิดโรคเบาหวาน แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ หากคุณมีอาการของระดับน้ำตาลในเลือดสูงดังต่อไปนี้คือ กระหายน้ำหรือหิวมากขึ้น ปัสาาวะบ่อย

การแพ้ยาที่รุนแรงต่อยานี้ ค่อนข้างเกิดขึ้นได้ยาก แต่จำเป็นต้องได้รับการรักษาที่ทันท่วงที อาการของการแพ้รุนแรงมีดังนี้ ผดผื่น คันหรือบวม (โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ลิ้น และลำคอ) วิงเวียนขั้นรุนแรง หายใจติดขัด

ไม่ใช่ทุกคนจะเจอกับผลข้างเคียงเหล่านี้ และอาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยาที่อาจมีปฏิกิริยากับยานี้ได้แก่ ยาลดกรดที่มีอะลูมิเนียม หรือแมกนีเซียม ไซโคลสปอริน (cyclosporine) ไซโรลิมัส (sirolimus) เทมไซโนลิมัส (temsirolimus) ไซพราซิโดน (ziprasidone) ยาอื่นที่อาจเพิ่มระดับของโพแทสเซียมในเลือด เช่น ยาขับน้ำอย่าง อะมิโลไรด์ (amiloride) หรือสไปโรโนแลกโทน (spironolactone) ยาที่ทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแรงลงหรือเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้ออื่นๆ เช่น นาทาลิซูแมบ (natalizumab) หรือริทูซิแมบ (rituximab)

ยาอื่นอาจส่งผลต่อการกำจัดยาทาโครลิมัสออกจากร่างกาย และส่งผลกระทบต่อการทำงานของยานี้ได้ เช่น ไซเมทิดีน (cimetidine) ดานาซอล (danazol) เนฟาโซโดน (nefazodone) เอทินิล เอสตร้าไดออล (ethinyl estradiol) เมทิลเพรดนิโซโลน (methylprednisolone) สมุนไพรเซนต์จอห์น (St. John’s wort) ยาต้านเชื้อรากลุ่มเอโซล (azole antifungals) เช่นไอทราโคนาโซล (itraconazole) หรือโวริโคนาโซล (voriconazole) HIV and HCV protease inhibitors ยาต้านเชื้อไวรัสเอชไอวีและเอชซีวี (HIV and HCV protease inhibitors) อย่างเนวฟินาเวียร์ (nelfinavir) ริโทนาเวียร์ (ritonavir) โบซีพรีเวียร์ (boceprevir) หรือทีลาพรีเวียร์ (telaprevir) ยาไรฟามัยซิน (rifamycins) อย่างไรแฟมพิน (rifampin) หรือไรฟาบิวทิน (rifabutin) ยาต้านชักบางชนิด อย่างฟีโนบาร์บิทัล (phenobarbital) หรือเฟนิโทอิน (phenytoin) และอื่นๆ

ยาทาโครลิมัสอาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรจะบอกแพทย์หรือเภสัชกรของคุณว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง (ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ) เพื่อความปลอดภัย โปรดอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาทาโครลิมัสอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

หลีกเลี่ยงการรับประทานเกรฟฟรุต หรือดื่มน้ำเกรฟฟรุต ขณะที่กำลังใช้ยานี้นอกจากแพทย์จะสั่ง เกรฟฟรุตสามารถเพิ่มปริมาณของยาบางชนิดในกระแสเลือดได้ โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาทาโครลิมัสอาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาทาโครลิมัสสำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อการปลูกถ่ายอวัยวะ – ป้องกันการต่อต้าน

การปลูกถ่ายไต

ยาออกฤทธิ์ทันที

  • ใช้ร่วมกับยาอะซาไธโอพรีน (azathioprine): ขนาดยาเริ่มต้น: 0.1 มก./กก. รับประทานทุกๆ 12 ชั่วโมง เริ่มให้ยาภายใน 24 ชั่วโมงของการผ่าตัด แต่ควรจะรอจนกว่าการทำงานของตับจะฟื้นฟู
  • ใช้ร่วมกับยาไมโคฟีโนเลต โมฟีทิล (mycophenolate mofetil)หรืออินเตอร์ลิวคิน-2 รีเซพเตอร์ แอนตาโกนิสต์ (interleukin-2 receptor antagonist): ขนาดยาเริ่มต้น: 0.05 มก./กก. รับประทานทุกๆ 12 ชั่วโมง เริ่มให้ยาภายใน 24 ชั่วโมงของการผ่าตัด แต่ควรจะรอจนกว่าการทำงานของตับจะฟื้นฟู

คำแนะนำ

ควรใช้ยาเป็นประจำพร้อมกับรับประทานอาหารหรือแยกต่างหาก เนื่องจากส่วนประกอบของอาหารจะลดชีวปริมาณออกฤทธิ์ (bioavailability)

การใช้งาน

เพื่อป้องกันการต่อต้านในผู้ป่วยที่รับการปลูกถ่ายตับ ไต หรือหัวใจจากบุคคลอื่นที่มีลักษณะทางพันธุกรรมแตกต่างกัน ให้ใช้ร่วมกับคอร์ติโคสเตียรอยด์ที่ถูกสร้างจากต่อมหมวกไต (adrenal corticosteroids) สำหรับการปลูกถ่ายไตและหัวใจ ให้ใช้ร่วมกับยาอะซาไธโอพรีนหรือไมโคฟีโนเลต โมฟีทิล

ยาออกฤทธิ์นาน

  • ใช้ร่วมกับการเหนี่ยวนำบาซิลิซิแมบ (Basiliximab Induction) ยาไมโคฟีโนเลต โมฟีทิล และคอร์ติโคสเตียรอยด์: ขนาดยาเริ่มต้น: 0.15 มก./กก./วัน รับประทานเป็นยาครั้งเดียว ให้ยาครั้งแรกก่อน หรือภายใน 48 ชั่วโมง หลังจากเสร็จสิ้นการปลูกถ่ายอวัยวะ อาจชะลอการเริ่มต้นการรักษาจนกว่าการทำงานของตับจะฟื้นฟู
  • ใช้ร่วมกับยาไมโคฟีโนเลต โมฟีทิลและคอร์ติโคสเตียรอยด์แต่ไม่มียาเหนี่ยวนำบาซิลิซิแมบ: ขนาดยาก่อนการผ่าตัด: 0.1 มก./กก./วัน รับประทานเป็นยาครั้งเดียวภายใน 12 ชั่วโมงก่อนใส่เลือดกลับคืน (reperfusion) ขนาดยาหลังการผ่าตัด: 0.2 มก./กก./วัน รับประทานเป็นยาครั้งเดียว ให้ยาหลังจากผ่าตัดครั้งแรกภายใน 12 ชั่วโมงหลังจากใส่เลือดกลับคืนแต่ไม่ควรน้อยกว่า 4 ชั่วโมงหลังจากให้ยาก่อนการผ่าตัด

คำแนะนำ

  • ยาแคปซูลแบบออกฤทธิ์นานไม่ควรใช้สลับเปลี่ยนหรือใช้แทนยาแคปซูลออกฤทธิ์ทันที
  • ไม่แนะนำการใช้ร่วมกับยาไซโคลสปอริน (cyclosporine)
  • หากเปลี่ยนมาจากการให้ยาทาโครลิมัส ควรให้ยาเป็นเวลา 8 ถึง 12 ชั่วโมงหลังจากหยุดหยอดยา

การใช้งาน

เพื่อป้องกันการต่อต้านในผู้ป่วยที่รับการปลูกถ่ายไตโดยใช้ร่วมกับยาไมโคฟีโนเลต โมฟีทิลและคอร์ติโคสเตียรอยด์ และอาจมีหรือไม่มียาเหนี่ยวนำบาซิลิซิแมบ

ฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำ

ขนาดยาเริ่มต้น: 0.03 ถึง 0.05 มก./กก./วัน โดยการหยอดยาเข้าหลอดเลือดดำอย่างต่อเนื่อง

คำแนะนำ

  • ผู้ป่วยผู้ใหญ่ควรใช้ยาในช่วงขนาดยาที่ต่ำ
  • การให้ยาเข้าทางหลอดเลือดดำควรเก็บไว้สำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถรับการรักษาโดยการรับประทานยาได้เท่านั้น
  • เปลี่ยนไปเป็นการรักษาโดยการรับประทานยาในทันทีที่สามารถทนได้ โดยปกติคือภายใน 2 ถึง 3 วัน

การใช้งาน

เพื่อป้องกันการต่อต้านในผู้ป่วยที่รับการปลูกถ่ายตับ ไต หรือหัวใจจากบุคคลอื่นที่มีลักษณะทางพันธุกรรมแตกต่างกัน ให้ใช้ร่วมกับคอร์ติโคสเตียรอยด์ที่ถูกสร้างจากต่อมหมวกไต (adrenal corticosteroids) สำหรับการปลูกถ่ายไตและหัวใจ ให้ใช้ร่วมกับยาอะซาไธโอพรีนหรือไมโคฟีโนเลต โมฟีทิล

การปลูกถ่ายตับ

ยาออกฤทธิ์ทันที

  • ขนาดยาเริ่มต้น: 0.05 ถึง 0.075 มก./กก. รับประทานทุกๆ 12 ชั่วโมง ไม่ควรเริ่มต้นการรักษาเร็วกว่า 6 ชั่วโมงหลังจากการผ่าตัด

คำแนะนำ

ควรใช้ยาเป็นประจำพร้อมกับรับประทานอาหารหรือแยกต่างหาก เนื่องจากส่วนประกอบของอาหารจะลดชีวปริมาณออกฤทธิ์ (bioavailability)

การใช้งาน

เพื่อป้องกันการต่อต้านในผู้ป่วยที่รับการปลูกถ่ายตับ ไต หรือหัวใจจากบุคคลอื่นที่มีลักษณะทางพันธุกรรมแตกต่างกันให้ใช้ร่วมกับคอร์ติโคสเตียรอยด์ที่ถูกสร้างจากต่อมหมวกไต (adrenal corticosteroids) สำหรับการปลูกถ่ายไตและหัวใจให้ใช้ร่วมกับยาอะซาไธโอพรีนหรือไมโคฟีโนเลต โมฟีทิล

ฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำ

  • ขนาดยาเริ่มต้น: 0.03 ถึง 0.05 มก./กก./วัน โดยการหยอดยาเข้าหลอดเลือดดำอย่างต่อเนื่อง

คำแนะนำ

  • ผู้ป่วยผู้ใหญ่ควรใช้ยาในช่วงขนาดยาที่ต่ำ
  • การให้ยาเข้าทางหลอดเลือดดำควรเก็บไว้สำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถรับการรักษาโดยการรับประทานยาได้เท่านั้น
  • เปลี่ยนไปเป็นการรักษาโดยการรับประทานยาในทันทีที่สามารถทนได้ โดยปกติคือภายใน 2 ถึง 3 วัน

การใช้งาน

เพื่อป้องกันการต่อต้านในผู้ป่วยที่รับการปลูกถ่ายตับ ไต หรือหัวใจจากบุคคลอื่นที่มีลักษณะทางพันธุกรรมแตกต่างกันให้ใช้ร่วมกับคอร์ติโคสเตียรอยด์ที่ถูกสร้างจากต่อมหมวกไต (adrenal corticosteroids) สำหรับการปลูกถ่ายไตและหัวใจให้ใช้ร่วมกับยาอะซาไธโอพรีนหรือไมโคฟีโนเลต โมฟีทิล

การปลูกถ่ายหัวใจ

ยาออกฤทธิ์ทันที:

  • ขนาดยาเริ่มต้น: 0.0375 มก./กก. รับประทานทุกๆ 12 ชั่วโมง ไม่ควรเริ่มต้นการรักษาเร็วกว่า 6 ชั่วโมงหลังจากการผ่าตัด

คำแนะนำ

ควรใช้ยาเป็นประจำพร้อมกับรับประทานอาหารหรือแยกต่างหาก เนื่องจากส่วนประกอบของอาหารจะลดชีวปริมาณออกฤทธิ์ (bioavailability)

การใช้งาน

เพื่อป้องกันการต่อต้านในผู้ป่วยที่รับการปลูกถ่ายตับ ไต หรือหัวใจจากบุคคลอื่นที่มีลักษณะทางพันธุกรรมแตกต่างกันให้ใช้ร่วมกับคอร์ติโคสเตียรอยด์ที่ถูกสร้างจากต่อมหมวกไต (adrenal corticosteroids) สำหรับการปลูกถ่ายไตและหัวใจให้ใช้ร่วมกับยาอะซาไธโอพรีนหรือไมโคฟีโนเลต โมฟีทิล

ฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำ

  • ขนาดยาเริ่มต้น: 0.01 มก./กก./วัน โดยการหยอดยาเข้าหลอดเลือดดำอย่างต่อเนื่อง

คำแนะนำ

  • ผู้ป่วยผู้ใหญ่ควรใช้ยาในช่วงขนาดยาที่ต่ำ
  • การให้ยาเข้าทางหลอดเลือดดำควรเก็บไว้สำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถรับการรักษาโดยการรับประทานยาได้เท่านั้น
  • เปลี่ยนไปเป็นการรักษาโดยการรับประทานยาในทันทีที่สามารถทนได้ โดยปกติคือภายใน 2 ถึง 3 วัน

การใช้งาน

เพื่อป้องกันการต่อต้านในผู้ป่วยที่รับการปลูกถ่ายตับ ไต หรือหัวใจจากบุคคลอื่นที่มีลักษณะทางพันธุกรรมแตกต่างกันให้ใช้ร่วมกับคอร์ติโคสเตียรอยด์ที่ถูกสร้างจากต่อมหมวกไต (adrenal corticosteroids) สำหรับการปลูกถ่ายไตและหัวใจให้ใช้ร่วมกับยาอะซาไธโอพรีนหรือไมโคฟีโนเลต โมฟีทิล

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาภาวะสเต็มเซลล์ใหม่ต้านร่างกายผู้ป่วย (Graft Versus Host Disease)

คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญบางท่าน

การป้องกัน

  • ฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำ: ขนาดยาเริ่มต้น: 0.03 มก./กก./วัน (ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวที่ปราศจากไขมัน) หยอดยาเข้าหลอดเลือดดำอย่างต่อเนื่อง เริ่มต้นให้ยาอย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนการหยอดสเต็มเซลล์ (stem cell infusion) และดำเนินการรักษาต่อจนกว่าจะสามารถทนต่อการรักษาด้วยการรับประทานยาเท่านั้น

การรักษา

ฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำ: ขนาดยาเริ่มต้น: 0.03 มก./กก./วัน (ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวที่ปราศจากไขมัน) หยอดยาเข้าหลอดเลือดดำอย่างต่อเนื่อง

คำแนะนำ

เพื่อเปลี่ยนจากจากฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำมาเป็นการรับประทานยา (อัตราส่วน 1:4) ให้ใช้ขนาดยาสำหรับฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำต่อวันทั้งหมดคูณ 4 และแบ่งรับประทานวันละ 2 ครั้ง ทุกๆ 12 ชั่วโมง

การปรับขนาดยาสำหรับไต

การปลูกถ่ายไต

ยาออกฤทธิ์ทันทีและฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำ

  • ผู้ป่วยที่มีอาการปัสสาวะน้อย (Oliguria) หลังการผ่าตัด: ไม่ควรเริ่มต้นการรักษาเร็วกว่า 6 ชั่วโมงหลังจากการผ่าตัด และภายใน 24 ชั่วโมงหลังการปลูกถ่ายอวัยวะ

ยาออกฤทธิ์นาน

  • ผู้ป่วยที่มีอาการปัสสาวะน้อย (Oliguria) หลังการผ่าตัด: ไม่ควรเริ่มต้นการรักษาเร็วกว่า 6 ชั่วโมงหลังจากการผ่าตัด และภายใน 48 ชั่วโมงหลังการปลูกถ่ายอวัยวะ

การปรับขนาดยาสำหรับตับ

ตับบกพร่องระดับรุนแรง (ค่าไชด์พิว [Child-Pugh] 10 หรือมากกว่า): อาจจำเป็นต้องลดขนาดยา

การปลูกถ่ายตับ

ผู้ป่วยที่มีอาการตับบกพร่องหลังจากการผ่าตัดอาจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในการเกิดภาวะไตวายเนื่องจากมีระดับของยาในเลือดสูง ควรเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดและพิจารณาการปรับขนาดยา

การปรับขนาดยา

ใช้ร่วมกับยาไซโคลสปอริน (cyclosporine): ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาร่วมกัน หยุดการใช้ยาทาโครลิมัสหรือยาไซโคลสปอรินอย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนเริ่มยาอีกชนิด หากมีความเข้มข้นของยาทาโครลิมัสหรือยาไซโคลสปอรินสูงเกินไปให้ชะลอการเริ่มต้นใช้ยาอีกชนิดให้นานยิ่งขึ้น

คำแนะนำอื่นๆ

คำแนะนำการใช้ยา

  • ไม่ควรใช้ยาทาโครลิมัสพร้อมกับยาไซโคลสปอริน จำเป็นต้องเริ่มใช้ยาทาโครลิมัสหลังจากหยุดใช้ยาไซโคลสปอรินอย่างน้อย 24 ชั่วโมง ควรชะลอการใช้ยาหากมีระดับของยาไซโคลสปอรินในเลือดสูงเกินไป
  • ควรปรับขนาดยาโดยขึ้นอยู่กับ การประเมินเกี่ยวกับการต่อต้านและความทนทางการแพทย์ และเพื่อรักษาระดับของความเข้มข้นในช่วงที่แนะนำ
  • ผู้ป่วยไม่ควรรับประทานหรือดื่มน้ำเกรฟฟรุตขณะใช้ยานี้

ยาออกฤทธิ์นาน

  • ควรรับประทานวันละครั้งในตอนเช้า ควรรับประทานขณะท้องว่างอย่างน้อย 1 ชั่วโมงก่อน หรือ 2 ชั่วโมงหลังจากรับประทานอาหาร อย่ารับประทานพร้อมกับดื่มสุรา อย่าเคี้ยวยา แบ่งยา หรือบดยา
  • รับประทานยาที่ลืมให้เร็วที่สุดและไม่ควรนานกว่า 14 ชั่วโมงหลังจากตารางการใช้ยา หากนานเกินกว่า 14 ชั่วโมง ผู้ป่วยควรรอจนกว่าจะถึงเวลาการใช้ยาครั้งถัดไปเพื่อรับประทานยาตามปกติ ไม่ควรรับประทานยาสำหรับสองครั้งในคราวเดียว
  • เทคนิคการคืนรูปหรือการเตรียมตัว: ควรมีการศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิต

การเฝ้าระวัง

  • ควรเฝ้าระวังความเข้มข้นต่ำสุดในเลือดของยาทาโครลิมัสในช่วงการรักษาเป็นประจำ ควรศึกษาข้อมูลลิตภัณฑ์จากผู้ผลิต
  • ช่วงของความเข้มข้นต่ำสุดในเลือดของยาในช่วงการรักษานั้นมีตั้งแต่ 5 ถึง 20 มก./มล. แนะนำว่าควรมีความระมัดระวังและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของอวัยวะที่ได้รับการปลูกถ่ายหรือสงสัยว่าจะมีปฏิกิริยาของยา
  • ควรเฝ้าระวังความเข้มข้นของยาไซโคลสปอรินในเลือดอย่างต่อเนื่องหลังจากเปลี่ยนการใช้ยา เนื่องจากยาทาโครลิมัสอาจส่งผลกระทบต่อการกำจัดยาไซโคลสปอริน
  • ควรเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดเกี่ยวกับการทำงานของไตและตับและการตัดชิ้นเนื้อเยื่อเพื่อตรวจ
  • ควรเฝ้าระวังระดับของน้ำตาลกลูโคส (glucose) และเซรั่มโพแทสเซียม (serum potassium) ในเลือด
  • ควรพิจารณารับการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (electrocardiograms) และเฝ้าระวังอิเล็คโทรไลท์เป็นระยะในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงในการเกิดระยะคิวทียาวมากขึ้น

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วย

เนื่องจากยานี้อาจรบกวนการมองเห็น และ/หรือ ระบบประสาท ผู้ป่วยควรได้รับการตักเตือนไม่ให้ขับรถหรือใช้เครื่องจักรเมื่อกำลังได้รับผลกระทบ

ขนาดยาทาโครลิมัสสำหรับเด็ก

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อการปลูกถ่ายอวัยวะ – ป้องกันการต่อต้าน

การปลูกถ่ายตับ

ยาออกฤทธิ์ทันที

  • ขนาดยาเริ่มต้น: 0.075 ถึง 0.1 มก./กก. รับประทานทุกๆ 12 ชั่วโมง

คำแนะนำ

ควรใช้ยาเป็นประจำพร้อมกับรับประทานอาหารหรือแยกต่างหาก เนื่องจากส่วนประกอบของอาหารจะลดชีวปริมาณออกฤทธิ์ (bioavailability)

การใช้งาน

เพื่อป้องกันการต่อต้านในผู้ป่วยที่รับการปลูกถ่ายตับ ไต หรือหัวใจจากบุคคลอื่นที่มีลักษณะทางพันธุกรรมแตกต่างกัน ให้ใช้ร่วมกับคอร์ติโคสเตียรอยด์ที่ถูกสร้างจากต่อมหมวกไต (adrenal corticosteroids) สำหรับการปลูกถ่ายไตและหัวใจ ให้ใช้ร่วมกับยาอะซาไธโอพรีนหรือไมโคฟีโนเลต โมฟีทิล

ฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำ

  • ขนาดยาเริ่มต้น: 0.03 ถึง 0.05 มก./กก./วัน โดยการหยอดยาเข้าหลอดเลือดดำอย่างต่อเนื่อง

คำแนะนำ

  • ผู้ป่วยเด็กที่ไม่มีอาการตับหรือไตบกพร่องก่อนหน้านี้ที่จำเป็นต้องใช้และทนต่อขนาดยาที่สูงกว่าขนาดยาของผู้ใหญ่เพื่อให้ได้ความเข้มข้นของเลือดที่คล้ายคลึงกัน
  • การให้ยาเข้าทางหลอดเลือดดำควรเก็บไว้สำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถรับการรักษาโดยการรับประทานยาได้เท่านั้น
  • เปลี่ยนไปเป็นการรักษาโดยการรับประทานยาในทันทีที่สามารถทนได้ โดยปกติคือภายใน 2 ถึง 3 วัน

การใช้งาน

เพื่อป้องกันการต่อต้านในผู้ป่วยที่รับการปลูกถ่ายตับ ไต หรือหัวใจจากบุคคลอื่นที่มีลักษณะทางพันธุกรรมแตกต่างกันให้ใช้ร่วมกับคอร์ติโคสเตียรอยด์ที่ถูกสร้างจากต่อมหมวกไต (adrenal corticosteroids) สำหรับการปลูกถ่ายไตและหัวใจให้ใช้ร่วมกับยาอะซาไธโอพรีนหรือไมโคฟีโนเลต โมฟีทิล

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาภาวะสเต็มเซลล์ใหม่ต้านร่างกายผู้ป่วย (Graft Versus Host Disease)

คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญบางท่าน

การป้องกัน

  • ฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำ: ขนาดยาเริ่มต้น: 0.03 มก./กก./วัน (ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวที่ปราศจากไขมัน) หยอดยาเข้าหลอดเลือดดำอย่างต่อเนื่อง เริ่มต้นให้ยาอย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนการหยอดสเต็มเซลล์ (stem cell infusion) และดำเนินการรักษาต่อจนกว่าจะสามารถทนต่อการรักษาด้วยการรับประทานยาเท่านั้น

คำแนะนำ

เพื่อเปลี่ยนจากจากฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำมาเป็นการรับประทานยา (อัตราส่วน 1:4) ให้ใช้ขนาดยาสำหรับฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำต่อวันทั้งหมดคูณ 4 และแบ่งรับประทานวันละ 2 ครั้ง ทุกๆ 12 ชั่วโมง

ข้อควรระวัง

ยังไม่มีการพิสูจน์ความปลอดภัยและประสิทธิภาพ ในผู้ป่วยเด็กที่อายุน้อยกว่า 16 ปี สำหรับยาแอสทากราฟ เอ็กแอล (อาร์) (Astagraf XL [R])

รูปแบบของยา

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้

  • ยาแคปซูลสำหรับรับประทาน
  • ยาแคปซูลสำหรับรับประทานแบบออกฤทธิ์นาน
  • สารละลายสำหรับฉีดเข้าหลอดเลือดดำ
  • ยาเม็ดสำหรับรับประทานแบบออกฤทธิ์นาน

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ในทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Review Date: พฤศจิกายน 18, 2018 | Last Modified: พฤศจิกายน 18, 2018

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย