ทิพรานาเวียร์ (Tripranavir)

โดย ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์

ชื่อสามัญ: ทิพรานาเวียร์ (Tripranavir) Brand Name(s): ทิพรานาเวียร์ (Tripranavir).

ข้อบ่งใช้

ยาทิพรานาเวียร์ใช้สำหรับ

ยาทิพรานาเวียร์ (Tripranavir) ต้องใช้ร่วมกับยาสำหรับเชื้อเอชไอวีอื่นๆ เพื่อช่วยควบคุมการติดเชื้อเอชไอวี ยานี้ช่วยลดปริมาณของเชื้อเอชไอวีในร่างกาย ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันสามารถทำงานได้ดีขึ้น และช่วยลดโอกาสในการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อเอชไอวี (เช่น การติดเชื้อครั้งใหม่หรือโรคมะเร็ง) และช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต

ยาทิพรานาเวียร์อยู่ในกลุ่มของยายับยั้งเอนไซม์โปรตีเอส (protease inhibitor) เพื่อช่วยเพิ่มระดับของยาทิพรานาเวียร์ ทำให้ยาทิพรานาเวียร์ทำงานได้ดีขึ้น

วิธีการใช้ยาทิพรานาเวียร์

รับประทานยานี้พร้อมกับอาหาร หรือรับประทานแยกต่างหาก โดยปกติคือวันละสองครั้งหรือตามที่แพทย์กำหนด หากคุณใช้ยาในรูปแบบแคปซูล ให้กลืนยาลงไปทั้งเม็ด อย่าบดหรือเคี้ยวยา หากคุณใช้ยาในรูปแบบยาน้ำควรตวงยาด้วยอุปกรณ์หรือช้อนสำหรับตวงยา อย่าใช้ช้อนทานอาหารเนื่องจากอาจจะได้ขนาดยาไม่ถูกต้อง

ยาทิพรานาเวียร์ต้องรับประทานพร้อมกับยาริโทนาเวียร์ (ritonavir) ซึ่งเป็นยายับยั้งเอนไซม์โปรตีเอสอีกชนิดหนึ่ง

ขนาดยาขึ้นอยู่กับสภาวะทางการแพทย์ และการตอบสนองต่อการรักษา สำหรับเด็กขนาดยานี้ยังขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวและขนาดตัวอีกด้วย

ควรรับประทานยานี้ (และยาสำหรับการติดเชื้อเอชไอวีอื่นๆ) ตามที่แพทย์กำหนดอย่างเคร่งครัด อย่าข้ามมื้อยา

สำหรับผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ควรรับประทานยาโดยเว้นระยะเวลาที่เท่ากัน เพื่อให้ง่ายต่อการจำ ควรรับประทานยาในเวลาเดียวกันทุกวัน

ยารับประทานยามากกว่า น้อยกว่า หรือหยุดใช้ยานี้ (หรือยาสำหรับการติดเชื้อเอชไอวีอื่นๆ) แม้เพียงแค่ช่วงเวลาสั้นๆ นอกเสียจากแพทย์จะสั่ง การข้ามมื้อยาหรือเปลี่ยนขนาดยาโดยที่แพทย์ไม่ยินยอมอาจทำให้ปริมาณของเชื้อไวรัสเพิ่มขึ้นได้ และทำให้การติดเชื้อนั้นรักษาได้ยากขึ้น (เชื้อดื้อยา) หรือทำให้ผลข้างเคียงรุนแรงขึ้นได้

การเก็บรักษายาทิพรานาเวียร์

เก็บขวดยาแคปซูลทิพรานาเวียร์ที่ยังไม่ได้เปิดขวดไว้ตู้เย็น ห้ามแช่แข็ง

หลังจากเปิดขวดยาแคปซูลครั้งแรก คุณสามารถเก็บขวดยาไว้ที่อุณหภูมิห้องได้ ยาน้ำทิพรานาเวียร์ไว้ที่อุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงความชื้นและความร้อน อย่าเก็บยาน้ำไว้ในตู้เย็น

ทิ้งยาแคปซูลหรือยาน้ำที่ไม่ได้ใช้นานเกิน 60 วัน หลังจากเปิดใช้ยาครั้งแรก

ยาทิพรานาเวียร์บางยี่ห้ออาจจะต้องเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากยาหรือสอบถามเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัย โปรดเก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

ไม่ควรทิ้งยาทิพลานาเวียร์ลงในชักโครก หรือเทยาลงในท่อระบายน้ำ เว้นแต่ได้รับคำแนะนำให้ทำเช่นนั้น ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้องเมื่อสินค้าหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน โปรดสอบถามเภสัชกรเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการกำจัดยาที่ถูกต้อง

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาทิพรานาเวียร์

ก่อนใช้ยาทิพรานาเวียร์ แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ หากคุณแพ้ต่อยานี้ ยาซัลฟาอื่นๆ (sulfa drugs) หรือหากคุณเป็นโรคภูมิแพ้อื่นๆ ยานี้อาจมีส่วนประกอบไม่ออกฤทธิ์ที่ทำให้เกิดอาการแพ้หรือปัญหาอื่น โปรดปรึกษาเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ก่อนใช้ยานี้ แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบเกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์ของคุณ โดยเฉพาะโรคเบาหวาน ปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ (โรคหลอดเลือดหัวใจหรือหัวใจขาดเลือดฉับพลัน) ความผิดปกติของเลือดหรือเลือดออก เช่น โรคฮีโมฟีเลีย (hemophilia) สภาวะอื่นๆ ที่อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอาการเลือดออก (เช่น การบาดเจ็บหรือการผ่าตัด) ระดับของไขมันในเลือดสูง (คอเลสเตอรอลหรือไตรกลีเซอไรด์ [triglyceride]) การติดเชื้อไวรัสอื่นๆ เช่น โรคตับอักเสบบีเรื้อรัง (chronic hepatitis B) หรือโรคตับอักเสบซี (hepatitis C) โรคตับ (รวมถึงผลการตรวจสมรรถภาพตับผิดปกติ)

ยานี้อาจทำให้เกิดอาการวิงเวียนหรือง่วงซึม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือกัญชา อาจทำให้อาการวิงเวียนหรือง่วงซึมรุนแรงขึ้นได้ อย่าขับรถ ใช้เครื่องจักร หรือทำกิจกรรมที่ต้องการความตื่นตัว จนกว่าคุณจะสามารถทำได้อย่างปลอดภัย จำกัดปริมาณเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และปรึกษาแพทย์หากคุณใช้กัญชาเพื่อรักษาโรค

ในนานๆครั้ง ยานี้อาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้นได้ และทำให้เกิดโรคเบาหวาน หรือทำให้โรคเบาหวานที่เป็นอยู่รุนแรงขึ้น หากคุณกำลังเป็นโรคเบาหวาน ควรตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเป็นประจำตามที่แพทย์กำหนด และแจ้งผลให้แพทย์ทราบ แจ้งให้แพทย์ทราบในทันที หากคุณมีอาการของระดับน้ำตาลในเลือดสูง เช่น กระหายน้ำมากขึ้น หรือปัสสาวะมากขึ้น แพทย์อาจจำเป็นต้องปรับยาสำหรับโรคเบาหวาน โปรแกรมการออกกำลังกาย หรืออาหารที่คุณรับประทาน

ยานี้อาจทำให้คุณมีปฏิกิริยาไวต่อแสงอาทิตย์ได้ ควรจำกัดเวลาในการอยู่ใต้แดด ควรทาครีมกันแดด และสวมเสื้อผ้าป้องกันเมื่ออยู่นอกบ้าน แจ้งให้แพทย์ทราบในทันที หากคุณเกิดอาการแดดเผา หรือมีแผลพุพองหรือรอยแดงที่ผิวหนัง

ในช่วงขณะการตั้งครรภ์ ควรใช้ยานี้เมื่อจำเป็นเท่านั้น การรักษาสามารถช่วยลดความเสี่ยง ในการถ่ายทอดเชื้อไวรัสเอชไอวีไปยังบุตรได้ และยาทิพรานาเวียร์อาจเป็นส่วนหนึ่งในการรักษานั้น โปรดปรึกษาความเสี่ยงและประโยชน์กับแพทย์

ยังไม่ทราบแน่ชัดว่ายานี้สามารถส่งผ่านน้ำนมแม่ได้หรือไม่ เนื่องจากน้ำนมแม่สามารถถ่ายทอดเชื้อไวรัสเอชไอวีได้ จึงไม่ควรให้นมบุตร

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือ เกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อหาประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยา

ยาทิพรานาเวียร์จัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์ หมวด C โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

  • A= ไม่มีความเสี่ยง
  • B= ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C= อาจจะมีความเสี่ยง
  • D= มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X= ห้ามใช้
  • N= ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยาทิพรานาเวียร์

อาจเกิดอาการท้องร่วง คลื่นไส้ ง่วงซึม วิงเวียน ปวดหัว หรืออาเจียน หากอาการเหล่านี้ไม่หายไปหรือรุนแรงขึ้น โปรดแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรในทันที

โปรดจำไว้ว่า การที่แพทย์ให้คุณใช้ยาตัวนี้ เนื่องจากพิจารณาแล้วว่า ยามีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยง และคนที่ใช้ยานี้ส่วนใหญ่ไม่พบผลข้างเคียงที่ร้ายแรงใดๆ

เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของคุณแข็งแรงขึ้น ก็จะสามารถต่อสู้กับการติดเชื้อที่คุณกำลังเป็นอยู่ได้ และอาจทำให้อาการกลับมาของโรคกลับมาได้ นอกจากนี้คุณยังอาจมีอาการหากระบบภูมิคุ้มกันของคุณทำงานมากเกินไป ปฏิกิริยานี้สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเวลา (ทันทีหลังจากเริ่มต้นการรักษาการติดเชื้อเอชไอวี หรือหลายเดือนหลังจากนั้น) รับการรักษาในทันที หากคุณมีอาการที่รุนแรงดังต่อไปนี้ คือ น้ำหนักลดอย่างหาสาเหตุไม่ได้ เหนื่อยล้าอย่างรุนแรง ปวดกล้ามเนื้อ หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรงไม่ยอมหาย ปวดหัวรุนแรงหรือไม่ยอมหาย ปวดข้อต่อ มีอาการเหน็บชาที่มือมือ เท้า แขน หรือขา การมองเห็นมีความเปลี่ยนแปลง มีสัญญาณของการติดเชื้อ (เช่นเป็นไข้ หนาวสั่น ต่อมน้ำเหลืองบวม หายใจติดขัด ไอ แผลที่ผิวหนังที่ไม่ยอมหาย) มีสัญญาณของต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน (เช่น รู้สึกฉุนเฉียว กังวลใต ไม่ทนต่อความร้อน หัวใจเต้นเร็ว รัว หรือผิดปกติ ตาโปน คอหรือไทรอยด์มีอาการโตผิดปกติ หรือที่เรียกว่าโรคคอพอก) มีสัญญาณของปัญหาเกี่ยวกับเส้นประสาทอย่างชนิด อย่างกลุ่มอาการกูเลนแบร์ (Guillain-Barre syndrome) เช่น หายใจติดขัด มีปัญหากับการกลืน หรือมีปัญหาเกลี่ยวกับการขยับดวงตา ใบหน้าเบี้ยว อัมพาต หรือมีปัญหากับการพูด

แจ้งให้แพทย์ทราบในทันที หากเกิดผลข้างเคียงที่ไม่ค่อยเกิดขึ้น แต่รุนแรงดังต่อไปนี้ ได้แก่ ซึมเศร้า กระหายน้ำมากขึ้น มีสัญญาณของปัญหาเกี่ยวกับไต (เช่น ปริมาณขอปัสสาวะเปลี่ยนแปลง)

รับการรักษาในทันที หากเกิดผลข้างเคียงที่หายาก แต่รุนแรงดังต่อไปนี้คือ มีอาการหัวใจขาดเลือดฉับพลัน (เช่น มีอาการปวดที่หน้าอก กราม หรือแขนข้างซ้าย หายใจไม่อิ่ม หรือมีเหงื่อออกผิดปกติ)

อาจเกิดความเปลี่ยนแปลงของไขมันในร่างกาย ขณะที่กำลังใช้ยานี้ (เช่น มีไขมันเพิ่มขึ้นที่บริเวณหลังส่วนบน และบริเวณกระเพาะอาหาร มีไขมันลดลงในบริเวณแขนและขา) สาเหตุและผลในระยะยาวของการเปลี่ยนแปลงนี้ ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด โปรดปรึกษาแพทย์ เกี่ยวกับความเสี่ยงและประโยชน์ของการรักษา และบทบาทที่เป็นไปได้ของการออกกำลังกาย ที่จะช่วยลดผลข้างเคียงนี้

การแพ้ยาที่รุนแรงต่อยานี้ ค่อนข้างเกิดขึ้นได้ยาก แต่จำเป็นต้องได้รับการรักษาที่ทันท่วงที อาการของการแพ้รุนแรงมีดังนี้ ผดผื่น คันหรือบวม (โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ลิ้น และลำคอ) วิงเวียนขั้นรุนแรง หายใจติดขัด

ยาทิพรานาเวียร์สามารถทำให้เกิดผลผื่นระดับเบา ที่มักจะไม่รุนแรง แต่คุณอาจไม่สามารถแยกผดผื่นนี้ ออกจากผดผื่นหายาก ที่อาจเป็นสัญญาณของอาการแพ้ที่รุนแรง ดังนั้น จึงควรรับการรักษาในทันที หากคุณมีอาการผดผื่น การรับประทานยาเอสโทรเจน (จากยาคุมกำเนิดหรือจากฮอร์โมนบำบัด) อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผดผื่นได้

ไม่ใช่ทุกคนจะเจอกับผลข้างเคียงเหล่านี้ และอาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยาที่อาจมีปฏิกิริยากับยานี้ได้แก่ ยาต้านเกล็ดเลือด เช่น โคลพิโดเกรล (clopidogrel) ยาอาร์เทมิเทอร์ (artemether) ยาเจือจางเลือด เช่น ยาต้านการแข็งตัวของเลือด อย่างวาฟาริน (warfarin) หรือเฮพาริน (heparins) ยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน (ibuprofen) นาพรอกเซน (naproxen) ซูลินแดค (sulindac) หรืออินโดเมทาซิน (indomethacin) ยาไดซัลฟิแรม (Disulfiram) ยาเอสโทรเจน (estrogens) เช่น เอทินิล เอสตร้าไดออล (ethinyl estradiol) อาหารเสิรมกระเทียม วิตามินอี ยาลูมีแฟนทรีน (Lumefantrine) ยาเมโทรนิดาโซล (Metronidazole) ยาออริสแตท (orlistat)

ยาอื่นอาจส่งผลต่อการกำจัดยาทิพรานาเวียร์ออกจากร่างกาย และส่งผลกระทบต่อการทำงานของยาทิพรานาเวียร์ได้ เช่น ยาปฏิชีวนะแมคโครไลด์ (macrolide antibiotics) เช่น อิริโทรมัยซิน (erythromycin) ยาไรแฟมพิน (rifampin) สมุนไพรเซนต์จอห์น (St. John’s wort) ยาที่ใช้เพื่อรักษาอาการชัก เช่น คาร์บามาเซพีน (Carbamazepine) หรือเฟนิโทอิน (phenytoin) และอื่นๆ

ยาทิพรานาเวียร์ร่วมกับยาริโทนาเวียร์ อาจเพิ่มหรือลดความเร็ว ในการกำจัดยาอื่นออกจากร่างกาย และส่งผลกระทบต่อการทำงานของยาเหล่านั้นได้ เช่น ยาอัลฟูโซซิน (alfuzosin) ยาเบนโซไดอะซีปีนบางชนิด (benzodiazepines) อย่างมิดาโซแลม (midazolam) หรือไตรอาโซแลม (triazolam) ยาสำหรับอัตราการเต้นของหัวใจบางชนิด อย่างอะมิโอดาโรน (amiodarone) บีพริดิล (bepridil) ฟลีเคไนด์ (flecainide) โพรพาฟีโนน (propafenone) หรือควินิดีน (quinidine) ยาซิซาไพรด์ (cisapride) ยาโคลชิซิน (colchicine) ยาอีลีทริปแทน (eletriptan) อีพลีรีโนน (eplerenone) ยาที่มีส่วนประกอบของเออร์กอต (ergot) อย่างเออร์โกตามีน (ergotamine) ยาฟลูติคาโซน (fluticasone) ยาสำหรับการติดเชื้อเอชไอวีอื่นๆ อย่างเอทราวิพีน (etravirine) ยายับยั้งเอนไซม์โปรตีเอสอื่นๆ เช่น ฟอสแอมพรีนาเวียร์ (fosamprenavirป โลพินาเวียร์ (lopinavir) หรือซาควินาเวียร์ (saquinavir) ยาเมเพอริดีน (Meperidine) ยาพิโมไซด์ (pimozide) ยาราโนลาซีน (Ranolazine) ยาไรฟาบูติน (rifabutin) ยาซาลเมเทอรอล (Salmeterol) ยาสแตติน (statin) สำหรับคอเลสเตอรอลบางชนิด อย่างอะทอร์วาสแตติน (atorvastatin) โลวาสแตติน (lovastatin) หรือซิมวาสแตติน (simvastatin) ยารักษาอาการการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ (Erectile Dysfunction) หรือความดันหลอดเลือดปอดสูง (pulmonary hypertension) อย่างซิลเดนาฟิล (sildenafil) หรือวาร์เดนาฟิล (vardenafil) และอื่นๆ

ยาแอสไพรินสามารถเพิ่มความเสี่ยง ในการเกิดอาการเลือดออกได้ เมื่อใช้ร่วมกับยานี้ แต่แพทย์อาจให้คุณรับประทานยาแอสไพรินขนาดยาต่ำ เพื่อป้องกันอาการหัวใจขาดเลือดฉับพลัน หรือโรคหลอดเลือดสมอง (โดยทั่วไปคือใช้ในขนาดยา 81-325 มก. ต่อวัน) คุณควรใช้ยานี้ต่อไป นอกเสียจากแพทย์จะสั่งอย่างอื่น สอบถามแพทย์หรือเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ยานี้อาจลดประสิทธิภาพของการคุมกำเนิดด้วยฮอร์โมน เช่น ยาคุมกำเนิด แผ่นแปะคุมกำเนิด หรือห่วงคุมกำเนิด และส่งผลให้เกิดการตั้งครรภ์ได้ โปรดปรึกษาแพทย์ สำหรับวิธีการคุมกำเนิดเพิ่มเติม หรือทางเลือกอื่นในการคุมกำเนิดที่น่าเชื่อถือ และควรจะใช้การคุมกำเนิดแบบแบบใช้สิ่งกีดขวาง (เช่น ถุงยางอนามัยหรือแผ่นยางอนามัยแบบลาเท็กซ์ หรือโพลียูรีเทน) ขณะทำกิจกรรมทางเพศทั้งหมด เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อเอชไอวีสู่ผู้อื่น แจ้งให้แพทย์ทราบ หากคุณสังเกตเห็นอาการเลือดออกกะปริดกะปรอย หรือเลือดออกมาก เนื่องจากอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณว่า การคุมกำเนิดด้วยฮอร์โมนนั้นทำงานได้ไม่ดี

ยาทิพรานาเวียร์อาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรจะบอกแพทย์หรือเภสัชกรของคุณว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง (ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ) เพื่อความปลอดภัย โปรดอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาทิพลานาเวียร์อาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาทิพลานาเวียร์อาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาทิพรานาเวียร์สำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาการติดเชื้อเอชไอวี (HIV Infection)

ยาทิพรานาเวียร์ 500 มก.ร่วมกับยาริโทนาเวียร์ 200 มก. รับประทานวันละสองครั้ง

การใช้งาน: ใช้ร่วมกับยาริโทนาเวียร์และยาต้านรีโทรไวรัสอื่นๆ (antiretrovirals) เพื่อรักษาการติดเชื้อเอชไอวี-1 ในผู้ป่วยที่เคยได้รับการรักษาการติดเชื้อเอชไอวี-1 สายพันธุ์ที่ดื้อต่อยายับยั้งเอนไซม์โปรตีเอสมากกว่า 1 ชนิด

การปรับขนาดยาสำหรับตับ

ตับบกพร่องระดับต่ำ (Child-Pugh A): ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง

ตับบกพร่องระดับปานกลางหรือรุนแรง (Child-Pugh B or C): ข้อห้ามในการใช้งาน

คำแนะนำ

  • ระดับของยานี้อาจเพิ่มขึ้นในผู้ป่วยที่มีอาการตับบกพร่องระดับเบา
  • ควรใช้ยานี้ (ร่วมกับยาริโทนาเวียร์) ด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยที่มีระดับเอ็นไซม์ทรานซามิเนส (transaminases) สูงเกินไปหรือมีการติดเชื้อร่วมกับไวรัสตับอักเสบบีหรือไวรัสตับอักเสบซี

การปรับขนาดยา

อายุ 2 ถึง 18 years:

  • ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัว: ยาทิพลานาเวียร์ 12 มก./กก. ร่วมกับยาริโทนาเวียร์ 5มก./กก. รับประทานวันละสองครั้ง
  • ขึ้นอยู่กับพื้นที่ผิวร่างกาย: ยาทิพลานาเวียร์ 290 มก./ตารางเมตร ร่วมกับยาริโทนาเวียร์ 115 มก./ตารางเมตร รับประทานวันละสองครั้ง

คำแนะนำ

  • อาจพิจารณาลดขนาดยาหากเกิดอาการแพ้หรือเป็นพิษขึ้นและผู้ป่วยไม่สามารถใช้ยาในขนาดยาปกติได้ ตราบเท่าที่เชื้อไวรัสนั้นยังไม่ดื้อต่อยายับยั้งเอนไซม์โปรตีเอสต่างๆ

คำแนะนำอื่นๆ

คำแนะนำการใช้งาน

  • จำเป็นต้องใช้ร่วมกับยาริโทนาเวียร์ (เพื่อให้ได้ผลของการรักษา) ใช้ร่วมกับยาออกฤทธิ์อื่นๆ (เพื่อเพิ่มโอกาสในการตอบสนองต่อการรักษา)
  • เมื่อใช้ร่วมกับยาแคปซูลหรือยาน้ำสารละลายริโทนาเวียร์ สามารถรับประทานโดยไม่ต้องคำนึงเรื่องอาหาร
  • เมื่อใช้ร่วมกับยาเม็ดริโทนาเวียร์: จำเป็นต้องรับประทานพร้อมกับอาหาร
  • กลืนยาแคปซูลลงไปทั้งเม็ดไม่ต้องเคี้ยว
  • หากผู้ป่วยไม่สามารถกลืนยาแคปซูลได้ให้ใช้ยาน้ำสารละลาย ให้ยาน้ำสารละลายโดยใช้กระบอกฉีดยาที่มีเส้นวัดปริมาณ

การเก็บรักษา

  • ยาแคปซูล: เก็บขวดยาที่ยังไม่ได้เปิดไว้ในตู้เย็นที่อุณหภูมิ 2 องศาเซลเซียส ถึง 8 องศาเซลเซียส (36 ฟาเรีนไฮน์ ถึง 46 ฟาเรนไฮน์) หลังจากเปิดขวดสามารถเก็บไว้ที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส (77 ฟาเรนไฮน์) อุณหภูมิที่อนุญาตระหว่างการเดินทางคือ 15 องศาเซลเซียส ถึง 30 องศาเซลเซียส (59 ฟาเรนไฮน์ ถึง 86 ฟาเรนไฮน์) เมื่อเปิดขวดแล้วสามารถเก็บไว้ได้ 60 วัน
  • ยาน้ำสารละลายสำหรับรับประทาน: เก็บไว้ที่ 25 องศาเซลเซียส (77 ฟาเรนไฮน์) อุณหภูมิที่อนุญาตระหว่างการเดินทางคือ 15 องศาเซลเซียส ถึง 30 องศาเซลเซียส (59 ฟาเรนไฮน์ ถึง 86 ฟาเรนไฮน์) เมื่อเปิดขวดแล้วสามารถเก็บไว้ได้ 60 วัน

คำแนะนำทั่วไป

  • การใช้ยานี้ (ร่วมกับยาริโทนาเวียร์) ควรมีแนวทางจากผลการตรวจจีโนทัยป์ (Genotypic Testing) และผลการตรวจฟีโนทัยป์ และ/หรือ ประวัติการรักษา การตอบสนองของไวรัสต่อยานี้ (ร่วมกับยาริโทนาเวียร์) ที่ได้รับผลกระทบจากจำนวนพื้นฐานการกลายพันธ์ุของยายับยั้งเอนไซม์โปรตีเอสหลัก
  • หากไม่ใช้ยานี้ร่วมกับยาริโทนาเวียร์ให้ถูกต้อง ระดับพลาสม่าของยาทิพลานาเวียร์จะไม่เพียงพอที่จะได้ผลการต้านไวรัสที่ต้องการ ปฏิกิริยาของยาบางอย่างอาจมีการเปลี่ยนแปลง
  • ไม่ควรใช้ยานี้ (ร่วมกับยาริโทนาเวียร์) กับผู้ป่วยที่ไม่เคยได้รับการรักษามาก่อน
  • ควรมีการศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิตสำหรับยาริโทนาเวียร์

การเฝ้าระวัง

  • ตับ: สัญญาณและอาการของโรคตับอักเสบ เฝ้าระวังทางการแพทย์และห้องทดลองในผู้ป่วยทุกราย โดยเฉพาะผู้ที่กำลังติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือไวรัสตับอักเสบซีร่วมด้วย การทำงานของตับ ตรวจสอบสมรรถภาพของตับ (ก่อนเริ่มการรักษาและระหว่างการรักษาเป็นระยะ)
  • ระบบการเผาผลาญ: ระดับของคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ (ก่อนการรักษาและหลังจากนั้นเป็นระยะ)

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วย

  • ควรอ่านฉลากยาที่ได้รับการยอมรับจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (ข้อมูลสำหรับผู้ป่วย)
  • หากมีสัญญาณและอาการของโรคตับอักเสบเกิดขึ้น ให้หยุดการรักษาและรับการรักษาในทันที
  • แจ้งให้แพทย์ทราบหากมีอาการเลือดออกผิดปกติหรือหาสาเหตุไม่ได้
  • หากเกิดอาการผดผื่น ให้หยุดการรักษาและติดต่อแพทย์
  • หากกำลังใช้ยาน้ำสารละลาย อย่ารับประทานอาหารเสริมวิตามินอีที่มากกว่าวิตามินรวม

ขนาดยาทิพรานาเวียร์สำหรับเด็ก

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาการติดเชื้อเอชไอวี (HIV Infection)

อายุ 2 ถึง 18 years:

  • ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัว: ยาทิพรานาเวียร์ 14 มก./กก. ร่วมกับยาริโทนาเวียร์ 6 มก./กก. รับประทานวันละสองครั้ง
  • ขึ้นอยู่กับพื้นที่ผิวร่างกาย: ยาทิพรานาเวียร์ 375 มก./ตารางเมตร ร่วมกับยาริโทนาเวียร์ 150 มก./ตารางเมตร รับประทานวันละสองครั้ง
  • ขนาดยาสูงสุด: ยาทิพรานาเวียร์ 500 มก./ครั้ง ร่วมกับยาริโทนาเวียร์ 200 มก./ครั้ง

คำแนะนำ:

  • ควรมีความระมัดระวังเป็นพิเศษในระหว่างการคำนวณขนาดยา การถอดความคำสั่งยา การแจกจ่ายข้อมูล และการแนะนำวิธีการใช้ยาเพื่อลดความเสี่ยงในการรับข้อมูลผิดพลาด การใช้ยาเกินขนาด และการใช้ยาน้อยกว่าขนาด
  • ขนาดยาของผู้ป่วยเด็กไม่ควรมากกว่าขนาดยาปกติสำหรับผู้ใหญ่

การใช้งาน:

ใช้ร่วมกับยาริโทนาเวียร์และยาต้านรีโทรไวรัสอื่นๆ (antiretrovirals) เพื่อรักษาการติดเชื้อเอชไอวี-1 ในผู้ป่วยที่เคยได้รับการรักษาการติดเชื้อเอชไอวี-1 สายพันธุ์ที่ดื้อต่อยายับยั้งเอนไซม์โปรตีเอสมากกว่า 1 ชนิด

ข้อควรระวัง

ยังไม่มีการพิสูจน์ความปลอดภัยและประสิทธิภาพของยาในผู้ป่วยเด็กที่อายุน้อยกว่า 2 ปี

รูปแบบของยา

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้

  • ยาน้ำสารละลายสำหรับรับประทาน
  • ยาแคปซูลสำหรับรับประทาน

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ในทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Review Date: พฤศจิกายน 18, 2018 | Last Modified: พฤศจิกายน 18, 2018

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย