ธีโอฟิลลีน (theophylline)

โดย ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์

ชื่อสามัญ: ธีโอฟิลลีน (theophylline) Brand Name(s): ธีโอฟิลลีน (theophylline).

Know the basics

ยาธีโอพิลลีน (theophylline) ใช้สำหรับ

ยาธีโอฟิลลีน (theophylline) ใช้ในการรักษาและป้องกันอาการหายใจไม่ออก และหายใจลำบากที่เกิดจากโรคปอดเรื้อรัง (เช่น โรคหอบหืด ถุงลมโป่งพอง หลอดลมอักเสบเรื้อรัง) ยาธีโอพิลลีนอยู่ในกลุ่มยาที่เรียกว่า แซนทีน (xanthines) ออกฤทธิ์ที่ทางเดินหายใจ โดยการคลายกล้ามเนื้อเพื่อเปิดทางอากาศ และทำให้หายใจสะดวกขึ้น รวมถึงลดการตอบสนองของปอดต่อสารระคายเคือง การควบคุมอาการของปัญหาการหายใจสามารถลดปัญหาของการใช้ชีวิตประจำวันได้

ยานี้ไม่สามารถใช้งานได้ทันที และไม่ควรใช้ในกรณีที่มีอาการหายใจลำบาก แพทย์ของคุณควรกำหนดให้ใช้ยา/ยาสำหรับสูด เช่น ยาอัลบูเทลอล (albuterol) เพื่อรักษาการหายใจถี่หรือหอบหืด ระหว่างที่กำลังใช้ยานี้ คุณควรพกยาสำหรับสูดที่บรรเทาอาการได้อย่างรวดเร็วติดตัว ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

วิธีการใช้ยาธีโอพิลลีน

รับประทานยานี้พร้อมกับอาหารหรือไม่ก็ได้ โดยปกติจะรับประทานวันละ 1 ถึง 2 ครั้ง หรือตามที่แพทย์แนะนำ ถ้ายาตัวนี้อาจทำให้ท้องไส้ปั่นป่วน คุณอาจรับประทานยานี้พร้อมอาหาร ยานี้ใช้ได้ผลดีที่สุดเมื่อขนาดยาในร่างกายของคุณอยู่ในระดับคงที่ ดังนั้น ควรใช้ยานี้โดยเว้นระยะเท่าๆ กัน เนื่องจากผู้ผลิตแต่ละรายมีคำแนะนำที่แตกต่างกัน โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เกี่ยวกับช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการใช้ยาธีโอพิลลีนแต่ละยี่ห้อ

อย่าบดหรือเคี้ยวยา การกระทำดังกล่าวสามารถทำให้ยาออกฤทธิ์ในครั้งเดียว ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง นอกจากนี้อย่าแบ่งเม็ดยา เว้นแต่จะมีเส้นแบ่งให้แบ่งเม็ดยา กลืนยาเม็ดใหญ่ หรือยาเม็ดที่แบ่งแล้วโดยไม่บดหรือเคี้ยว

หากคุณรับประทานแคปซูล ให้กลืนลงไปในครั้งเดียว ถ้าคุณไม่สามารถกลืนได้ คุณอาจเปิดแคปซูล และโรยผงยาลงบนอาหาร รับประทานอาหารที่มียาโรยอยู่ทันทีโดยไม่ต้องเคี้ยว จากนั้น ดื่มน้ำเปล่า (8 ออนซ์หรือ 240 มิลลิลิตร) อย่าเตรียมอาหารพร้อมยาไว้ใช้ล่วงหน้า

ขนาดยาขึ้นอยู่กับโรค และการตอบสนองต่อการรักษา อายุ น้ำหนัก ระดับยาในเลือด และยาอื่นๆ ที่คุณอาจใช้ (ดูขนาดยา) ใช้ยานี้เป็นประจำเพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุด เพื่อช่วยจำ รับประทานยานี้ในเวลาเดียวกันในแต่ละวัน

แจ้งให้แพทย์ทราบ หากยังคงมีอาการอยู่หรือแย่ลง

การเก็บรักษายาธีโอพิลลีน

คุณควรเก็บยาธีโอพิลลีนไว้ในอุณหภูมิห้อง รวมถึงเก็บให้พ้นจากแสงและความชื้น เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับยา คุณไม่ควรเก็บยาธีโอพิลลีนไว้ให้ห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาธีโอพิลลีนแต่ละยี่ห้ออาจมีวิธีเก็บแตกต่างกันไป สิ่งสำคัญคือการอ่านคำแนะนำการเก็บรักษายาบนฉลากผลิตภัณฑ์ หรือสอบถามเภสัชกร เพื่อความปลอดภัย คุณควรเก็บยาให้พ้นมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

คุณไม่ควรทิ้งยาธีโอพิลลีนลงในชักโครก หรือเทลงในท่อระบายน้ำ เว้นแต่จะได้รับคำแนะนำให้ทำเช่นนั้น สิ่งสำคัญคือทิ้งยาเมื่อยาหมดอายุ หรือไม่จำเป็นต้องใช้ยาอีกต่อไป ปรึกษาเภสัชกรเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เกี่ยวกับวิธีทิ้งยาอย่างปลอดภัย

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาธีโอพิลลีน

ในการตัดสินใจจะใช้ยา ต้องพิจารณาระหว่างความเสี่ยงในการรับประทานยากับข้อดี คุณและแพทย์จะต้องตัดสินใจ สำหรับการใช้ยานี้ คุณควรคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้

โรคภูมิแพ้

แจ้งให้แพทย์ทราบหากคุณเคยมีอาการผิดปกติหรืออาการแพ้ใดๆ กับยานี้ หรือยาชนิดอื่นๆ นอกจากนี้ควรบอกให้ผู้ให้บริการด้านการแพทย์ของคุณทราบ หากคุณมีอาการแพ้อื่นๆ เช่น อาหาร สารย้อมสี สารกันบูดหรือสัตว์ สำหรับยาที่ขายตามร้านขายยา โปรดอ่านฉลากหรือส่วนผสมบนผลิตภัณฑ์อย่างละเอียด

ผู้ป่วยเด็ก

การศึกษาการใช้ยาที่เหมาะสมในปัจจุบัน ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงปัญหาเฉพาะของการใช้ยาในเด็ก ซึ่งจะจำกัดประโยชน์ของการใช้ยาธีโอพิลลีนในเด็ก อย่างไรก็ตาม เด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี มีแนวโน้มที่จะเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงขึ้น ซึ่งอาจจำเป็นต้องใช้ยาด้วยความระมัดระวัง และปรับขนาดยาสำหรับผู้ป่วยที่ได้รับยาธีโอพิลลีน

ผู้สูงอายุ

การศึกษาการใช้ยาที่เหมาะสมในปัจจุบัน ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงปัญหาเฉพาะของการใช้ยาในผู้สูงอายุ ซึ่งจะจำกัดประโยชน์ของการใช้ยาธีโอพิลลีนในผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตาม ผู้สูงอายุอาจรู้สึกไวต่อผลของยาธีโอพิลลีนมากกว่าผู้ที่อายุน้อยกว่า และมีแนวโน้มที่จะมีปัญหาเกี่ยวกับไต ตับ หัวใจ หรือปอด ซึ่งอาจจำเป็นต้องใช้ยาด้วยความระมัดระวัง และการปรับขนาดยาสำหรับผู้ป่วยที่ได้รับยาธีโอพิลลีน

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ไม่มีการศึกษาในผู้หญิงที่เพียงพอ ที่จะระบุความเสี่ยงขณะที่ใช้ยาฟีนาโซไพริดีน ระหว่างตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เป็นประจำเพื่อชั่งน้ำหนักระหว่างข้อดีและความเสี่ยง ที่อาจเกิดขึ้นก่อนใช้ยานี้

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยาธีโอพิลลีน

เข้ารับการรักษาโดยด่วน หากคุณมีอาการเหล่านี้ซึ่งเป็นสัญญาณของอาการแพ้ ได้แก่ ลมพิษ หายใจลำบาก หน้า ริมฝีปาก ลิ้นหรือคอบวม

หยุดใช้ยาธีโอพิลลีนและไปโรงพยาบาลทันที หากเกิดผลข้างเคียงที่ร้ายแรง เช่น

  • อาเจียนรุนแรงหรือต่อเนื่อง
  • หัวใจเต้นเร็วหรือไม่สม่ำเสมอ
  • การชัก
  • มึนงง ใจสั่นหรือตัวสั่น
  • คลื่นไส้และอาเจียน ปวดศีรษะอย่างรุนแรง หัวใจเต้นรวดเร็ว
  • ภาวะโพแทสเซียมต่ำ (สับสน อัตราการเต้นของหัวใจไม่สม่ำเสมอ กระหายน้ำมากขึ้น ปัสสาวะมากขึ้น รู้สึกไม่สบายขา กล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือรู้สึกชา)
  • น้ำตาลในเลือดสูง (กระหายน้ำมากขึ้น ปัสสาวะมากขึ้น อยากอาหาร ปากแห้ง มีกลิ่นปาก ง่วงซึม ผิวแห้ง ตาพร่ามัว น้ำหนักลด)

ผลข้างเคียงที่ร้ายแรงน้อยกว่าอาจรวมถึง

  • ปวดท้อง ท้องร่วง ปวดท้อง
  • ปวดศีรษะ
  • เหงื่อออก
  • ปัญหาการนอนหลับ (นอนไม่หลับ)
  • รู้สึกกระวนกระวายใจ กังวลหรือหงุดหงิด

ไม่ใช่ทุกคนที่จะแสดงอาการอันเนื่องมาจากผลข้างเคียงเหล่านี้ และอาจมีผลข้างเคียงอื่นที่ไม่ได้ระบุไว้ข้างต้น หากคุณมีความกังวลเรื่องผลข้างเคียง โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยาธีโอพิลลีนอาจเกิดปฏิกิริยาต่อยาตัวอื่นที่คุณกำลังรับประทานอยู่ และอาจส่งผลให้ยาที่คุณรับประทานออกฤทธิ์ต่างไปจากเดิม หรือเพิ่มความเสี่ยงของผลข้างเคียงที่รุนแรง เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดปฏิกิริยาระหว่างยาที่อาจเป็นไปได้ คุณควรแจ้งรายชื่อยาทั้งหมดที่คุณใช้ (ทั้งยาที่จำหน่ายตามใบสั่งแพทย์ ยาที่จำหน่ายโดยไม่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์ และสมุนไพร) และแจ้งให้แพทย์รวมถึงเภสัชกรทราบ เพื่อความปลอดภัย อย่าเริ่ม หรือหยุดใช้ยา รวมถึงเปลี่ยนขนาดยา โดยไม่ได้รับอนุญาตจากแพทย์

ไม่แนะนำให้ใช้ยาธีโอพิลลีนกับยาต่อไปนี้ แพทย์ของคุณอาจตัดสินใจที่จะไม่รักษาคุณด้วยยานี้หรือเปลี่ยนยาอื่นๆ ที่คุณใช้

  • ยาอะมิแฟมพริดีน (Amifampridine)
  • ยาไรโอคิกูแอท (Riociguat)

ปกติแล้วจะไม่แนะนำให้ใช้ยาธีโอพิลลีนกับยาต่อไปนี้ แต่อาจจำเป็นต้องใช้ในบางกรณี ถ้าใช้ทั้งสองชนิดร่วมกัน แพทย์อาจเปลี่ยนขนาดยาหรือความถี่ที่คุณใช้ยาอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่าง

  • ยาอะคริวาสทีน (Acrivastine)
  • ยาอะดีโนซีน (Adenosine)
  • ยาบลินาทูโมแมบ(Blinatumomab)
  • ยาบูโพรพริออน (Bupropion)
  • ยาเซริทินิบ(Ceritinib)
  • ยาซิเมทิดีน (Cimetidine)
  • ยาซิโพรฟลอกซาซิน (Ciprofloxacin)
  • ยาโคบิสแตท (Cobicistat)
  • ยาเดเฟอราไซร็อกซ์ (Deferasirox)
  • ยาดีโซเจสเทรล (Desogestrel)
  • ยาไดอีโนเจสต์ (Dienogest)
  • ยาไดไฮโดรอาร์เทมิซินิน (Dihydroartemisinin)
  • ยาดรอสพิเรโนน (Drospirenone)
  • ยาอีโนซาซิน (Enoxacin)
  • ยาอิริโธรมัยซิน (Erythromycin)
  • ยาเอสทราดิออล ไซพิโอเนท (Estradiol Cypionate)
  • ยาเอสทราดิออล วาเลอเรท (Estradiol Valerate)
  • ยาอีทินิล เอสทราดิออล (Ethinyl Estradiol)
  • ยาอีธิโนดิออล ไดอาซีเตท (Ethynodiol Diacetate)
  • ยาอีทินดีน (Etintidine)
  • ยาอีโทโนเจสเทรล (Etonogestrel)
  • ยาฟลูโคนาโซล (Fluconazole)
  • ยาฟลูวอกซามีน (Fluvoxamine)
  • ยาฟอสเพนนิโทอิน (Fosphenytoin)
  • ยาฮาโลเทน (Halothane)
  • ยาไอดีลาลิซิบ (Idelalisib)
  • ยาไอโดรซิลาไมด์ (Idrocilamide)
  • ยาไอมิพีเนม (Imipenem)
  • ยาเลโวฟลอกซาซิน (Levofloxacin)
  • ยาเลโวนอร์เจสเทรล (Levonorgestrel)
  • ยาเมโดรไซโพรเจสเทอโรน อะซีเตท (Medroxyprogesterone Acetate)
  • ยาเมสทรานอล (Mestranol)
  • ยาเมซิเลทีน (Mexiletine)
  • ยานิโลทินิบ (Nilotinib)
  • ยานอเรลเจสโทรมิน (Norelgestromin)
  • ยานอเรทินโดรน (Norethindrone)
  • ยานอร์เจสทิเมท (Norgestimate)
  • ยานอร์เจสเทรล (Norgestrel)
  • ยาเพโฟลซาซิน (Pefloxacin)
  • ยาเพกอินเตอร์เฟรอนชนิดอัลฟ่าสองเอ (Peginterferon Alfa-2a)
  • ยาเพกอินเตอร์เฟรอนชนิดอัลฟ่าสองบี (Peginterferon Alfa-2b)
  • ยาเฟนิโทอิน (Phenytoin)
  • ยาพิซานโทรน (Pixantrone)
  • ยาเรกาเดโนโซน (Regadenoson)
  • ยาโรเฟโซคิบ (Rofecoxib)
  • ยาซิลทูซิแมบ (Siltuximab)
  • ยาทิอาเบนดาโซล (Thiabendazole)
  • ยาโทรเลแอนโดมัยซิน (Troleandomycin)
  • ยาเวมูราเฟนิบ (Vemurafenib)
  • ยาไซลิวตัน (Zileuton)

การใช้ยาธีโอพิลลีนกับยาต่อไปนี้ อาจทำให้เกิดความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากผลข้างเคียงบางอย่าง แต่การใช้ทั้งสองยาอาจเป็นการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ ถ้าใช้ยาทั้งสองร่วมกัน แพทย์อาจเปลี่ยนขนาดยา หรือความถี่ในการใช้ยา อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสองอย่าง

  • ยาอะดินาโซแลม (Adinazolam)
  • ยาอัลปราโซแลม (Alprazolam)
  • ยาอะมิโนกลูเททิไมด์ (Aminoglutethimide)
  • ยาอะมิโอดาโรน (Amiodarone)
  • ยาอะซิโทรมัยซิน (Azithromycin)
  • ยาโบรมาซีแพม (Bromazepam)
  • ยาโบรทิโซแลม (Brotizolam)
  • ยาคันนาบิส (Cannabis)
  • ยาคาร์บามาซีพีน (Carbamazepine)
  • ยาคลอร์ไดอะซีโพไซด์ (Chlordiazepoxide)
  • ยาคลอบาแซม (Clobazam)
  • ยาคลอนาซีแพม (Clonazepam)
  • ยาคลอราซีเพท (Clorazepate)
  • ยาไดอะซีแพม (Diazepam)
  • ยาไดซัลฟิแรม (Disulfiram)
  • ยาเอสทาโซแลม (Estazolam)
  • ยาเฟบูโซสแตท (Febuxostat)
  • ยาฟลูนิทราซีแพม (Flunitrazepam)
  • ยาฟลูราซีแพม (Flurazepam)
  • ยาฮาลาซีแพม (Halazepam)
  • ยาอินเตอร์เฟรอนชนิดอัลฟาสองเอ (Interferon Alfa-2a)
  • ยาไอพริฟลาโวน (Ipriflavone)
  • ยาไอโซโพรเทเรนอล (Isoproterenol)
  • ยาคีตาโซแลม (Ketazolam)
  • ยาลอราซีแพม (Lorazepam)
  • ยาลอร์เมทาซีแพม (Lormetazepam)
  • ยาเมดาซีแพม (Medazepam)
  • ยาเมโทเทรกเซท (Methotrexate)
  • ยามิดาโซแลม (Midazolam)
  • ยาไนลูทาไมด์ (Nilutamide)
  • ยาไนทราซีแพม (Nitrazepam)
  • ยาออกซาซีแพม (Oxazepam)
  • ยาแพนคูโรเนียม (Pancuronium)
  • ยาเพนโทซิฟิลลีน (Pentoxifylline)
  • ยาฟิโนบาร์บิทอล (Phenobarbital)
  • ยาไพเพอรีน (Piperine)
  • ยาพราซีแพม (Prazepam)
  • ยาโพรพาฟีโนน (Propafenone)
  • ยาควอซีแพม (Quazepam)
  • ยาไรแฟมพิน (Rifampin)
  • ยาไรฟาเพนทีน (Rifapentine)
  • ยาไรลูโซล (Riluzole)
  • ยาริโทนาเวียร์ (Ritonavir)
  • ยาเซโคบาร์บิทอล (Secobarbital)
  • สมุนไพรเซนต์จอห์นเวิร์ต (St John’s Wort)
  • ยาทาครีน (Tacrine)
  • ยาทาโครลิมุส (Tacrolimus)
  • ยาเทลิโทรมัยซิน (Telithromycin)
  • ยาเทมาซีแพม (Temazepam)
  • ยาไทโคลพิดีน (Ticlopidine)
  • ยาไทรอะโซแลม (Triazolam)
  • ยาไวโลซาซีน (Viloxazine)
  • ยาซาฟริลูคัสท์ (Zafirlukast)

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาธีโอพิลลีนอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์ โดยเปลี่ยนฤทธิ์ยา หรือเพิ่มความเสี่ยงให้ที่จะเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรง โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร ถึงอาหารหรือแอลกอฮอล์ที่อาจทำปฏิกิริยากับยานี้ ก่อนใช้ยา

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาธีโอพิลลีนอาจส่งผลต่อสุขภาพของคุณ โดยอาจทำให้สุขภาพของคุณย่ำแย่ลงหรือเปลี่ยนฤทธิ์ของยา สิ่งสำคัญคือโปรดแจ้งให้แพทย์และเภสัชกรทราบเกี่ยวกับสุขภาพและโรคประจำตัวของคุณ โดยเฉพาะอาการหรือโรคต่อไปนี้

  • ภาวะหัวใจล้มเหลว
  • โรคหัวใจเพราะปอดชนิดเรื้อรัง
  • มีไข้ 102 องศาฟาเรนไฮต์ หรือสูงกว่า เป็นเวลา 24 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้น
  • ภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์ (underactive thyroid)
  • การติดเชื้อรุนแรง (เช่นภาวะติดเชื้อแบคทีเรีย)
  • โรคไตในเด็กอายุต่ำกว่า 3 เดือน
  • โรคตับ (เช่น โรคตับแข็ง โรคตับอักเสบ)
  • อาการบวมน้ำในปอด (โรคปอด)
  • ช็อก (โรคร้ายแรงซึ่งเลือดไหลเวียนน้อยมากในร่างกาย) ใช้ยาด้วยความระมัดระวัง ผลกระทบอาจเพิ่มขึ้น เนื่องจากการกำจัดยาออกจากร่างกายเป็นไปอย่างช้า
  • ปัญหาจังหวะการเต้นของหัวใจ (เช่น ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ)
  • ชักหรือเคยชัก
  • แผลในกระเพาะอาหาร ใช้ยาด้วยความระมัดระวัง อาจทำให้อาการแย่ลง

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง ก่อนใช้ยานี้

ขนาดยาธีโอพิลลีนสำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับรักษาโรคหอบหืดชนิดเฉียบพลัน

ขนาดยาเริ่มต้น: 5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมสำหรับผู้ป่วยที่ไม่ได้รับยาธีโอพิลลีน (theophylline) หรือ ยาอะมิโนพิลลีน (aminophylline)

ขนาดต่อเนื่อง:

ผู้ที่ไม่สูบบุหรี่: 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน ไม่เกิน 900 มิลลิกรัมต่อวัน

ผู้ที่สูบบุหรี่: 16 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน

ผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว หรือโรคปอดอุดกั้นชนิดเรื้อรัง: 5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน ไม่เกิน 400 มิลลิกรัมต่อวัน

ขนาดยาทั่วไปที่มีผลต่อการรักษาโรคหอบหืด

ขนาดยาเริ่มต้น: 5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมสำหรับผู้ป่วยที่ไม่ได้รับยาธีโอพิลลีน (theophylline) หรือ ยาอะมิโนพิลลีน (aminophylline)

ขนาดต่อเนื่อง:

ผู้ที่ไม่สูบบุหรี่: 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน ไม่เกิน 900 มิลลิกรัมต่อวัน

ผู้ที่สูบบุหรี่: 16 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน

ผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวหรือโรคปอดอุดกั้นชนิดเรื้อรัง: 5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน ไม่เกิน 400 มิลลิกรัมต่อวัน

ขนาดยาสำหรับผู้สูงอายุที่เป็นหอบหืดชนิดเฉียบพลัน

ขนาดยาเริ่มต้น: 5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมสำหรับผู้ป่วยที่ไม่ได้รับยาธีโอพิลลีน (theophylline) หรือ ยาอะมิโนพิลลีน (aminophylline)

ขนาดยาต่อเนื่อง:

ผู้ที่ไม่สูบบุหรี่: 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน ไม่เกิน 900 มิลลิกรัมต่อวัน

ผู้ที่สูบบุหรี่: 16 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน

ผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวหรือโรคปอดอุดกั้นชนิดเรื้อรัง: 5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน ไม่เกิน 400 มิลลิกรัมต่อวัน

ขนาดยาที่มีผลต่อการรักษาผู้สูงอายุที่เป็นโรคหอบหืด

ขนาดยาเริ่มต้น: 5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมสำหรับผู้ป่วยที่ไม่ได้รับยาธีโอพิลลีน (theophylline) หรือ ยาอะมิโนพิลลีน (aminophylline)

ขนาดยาต่อเนื่อง:

ผู้ที่ไม่สูบบุหรี่และมีสุขภาพดี: 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน ไม่เกิน 900 มิลลิกรัมต่อวัน

ผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวหรือโรคปอดอุดกั้นชนิดเรื้อรัง: 5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน ไม่เกิน 400 มิลลิกรัมต่อวัน

ปริมาณของยาธีโอพิลลีนสำหรับเด็ก

ขนาดยาเริ่มต้น:

หากไม่ใช้ยาธีโอพิลลีนใน 24 ชั่วโมงก่อนหน้านี้: 5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมเป็นขนาดยาเพื่อให้ได้ซีรัมที่มีความเข้มข้นประมาณ 10 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร ควรให้ขนาดยาเริ่มต้น โดยใช้ยาที่ออกฤทธิ์ทันที มากกว่ายาที่ออกฤทธิ์ในระยะยาว

หากใช้ยาธีโอพิลลีนใน 24 ชั่วโมงก่อนหน้านี้: อาจต้องให้ยาธีโอพิลลีนขนาด 2.5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ในกรณีฉุกเฉิน เมื่อไม่มีความเข้มข้นของซีรัมเพียงพอ ขนาดยาอาจคำนวณโดยใช้ (เมื่อทราบระดับซีรัม): [ความเข้มข้นของเลือดที่ต้องการ – ความเข้มข้นของเลือดที่วัดได้] หารด้วย 2 (สำหรับทุก 1 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมที่ให้ยาธิโอพิลลีน ระดับเลือดจะเพิ่มขึ้นประมาณ 2 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร)

ขนาดยาต่อเนื่อง:

อายุน้อยกว่า 42 วัน: 4 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน

อายุ 42 วันถึง 181 วัน: รับประทานยา 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน หรือขนาดยาสำรอง: [(0.2 x อายุในสัปดาห์) + 5] x กิโลกรัม = ปริมาณรับประทาน 24 ชั่วโมงเป็นมิลลิกรัม

อายุ 6 เดือนขึ้นไปแต่น้อยกว่า 12 เดือน: 12 ถึง 18 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวันหรือขนาดยาสำรอง: [(0.2 x อายุในสัปดาห์) + 5] x กิโลกรัม = ปริมาณรับประทาน 24 ชั่วโมงเป็นมิลลิกรัม

อายุ 1 ปีถึง 8 ปี: 20 ถึง 24 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน

อายุ 9 ปีถึง 11 ปี: 16 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน

อายุ 12 ปีถึง 15 ปี: 13 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน

อายุ 16 ปีหรือมากกว่า: 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน ไม่เกิน 900 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน

รูปแบบของยา

ยาธีโอพิลลีนมีรูปแบบดังต่อไปนี้

  • แคปซูล: 100, 200, 300 และ 400 มิลลิกรัม
  • ยาน้ำ (Elixir): 80 มิลลิกรัมต่อ 15 มิลลิลิตร (473 มิลลิลิตร)
  • สารละลาย: 80 มิลลิกรัมต่อ 15 มิลลิลิตร
  • ยาเม็ด: แคปซูล: 100, 200, 300, 450 และ 600 มิลลิกรัม

กรณีฉุกเฉินหรือการใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉิน หรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติ ไม่ควรเพิ่มขนาดยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

Review Date: สิงหาคม 9, 2018 | Last Modified: สิงหาคม 9, 2018

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน