นอร์ฟลอกซาซิน (Norfloxacin)

โดย ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์

ชื่อสามัญ: นอร์ฟลอกซาซิน (Norfloxacin) Brand Name(s): นอร์ฟลอกซาซิน (Norfloxin).

ข้อบ่งใช้

ยานอร์ฟลอกซาซินใช้สำหรับ

ยานอร์ฟลอกซาซิน (Norfloxin) ใช้เพื่อรักษาการติดเชื้อแบคทีเรียต่างๆ ยานี้อยู่ในยาปฏิชีวนะกลุ่ม ควิโนโลน (quinolone) ออกฤทธิ์โดยการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย

ยาปฏิชีวนะนี้ใช้เพื่อรักษาการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น ไม่สามารถใช้กับการติดเชื้อไวรัส (เช่น โรคหวัดหรือไข้หวัดใหญ่) การใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นสามารถเพิ่มโอกาสเกิดการดื้อยาได้

วิธีการใช้ยานอร์ฟลอกซาซิน

รับประทานยานี้ตามที่แพทย์กำหนด โดยปกติคือวันละสองครั้ง (ทุกๆ 12 ชั่วโมง) พร้อมกับดื่มน้ำเต็มแก้ว (8 ออนซ์/240 มล.) อย่ารับประทานอาหารหรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม (เช่น นมหรือโยเกิร์ต) ภายใน 2 ชั่วโมงก่อน หรือ 1 ชั่วโมงหลังจากรับประทานยานอร์ฟลอกซาซิน ดื่มน้ำให้มากขณะรับประทานยานี้ เว้นแต่แพทย์จะสั่งอย่างอื่น ขนาดยาและระยะเวลาในการรักษาขึ้นอยู่กับสภาวะทางการแพทย์ และการตอบสนองต่อการรักษา

รับประทานยานี้อย่างน้อย 2 ชั่วโมงก่อน หรือ 2 ชั่วโมงหลังจากรับประทานยาอื่นที่อาจทำให้ยานี้ทำงานได้น้อยลง เช่น ควินาพริล (quinapril) ซูคราลเฟต (sucralfate) วิตามิน/แร่ธาตุ (รวมทั้งธาตุเหล็กและสังกะสี) และผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของแมกนีเซียม อะลูมิเนียม หรือแคลเซียม เช่น ยาลดกรด สารละลายไดดาโนซีน (didanosine solution) น้ำผลไม้ที่อุดมไปด้วยแคลเซียม และอื่นๆ สอบถามเภสัชกรเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่คุณกำลังใช้อยู่

หลีกเลี่ยงการรับประทานคาเฟอีนในปริมาณมาก (เช่น กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง) เนื่องจากยานี้อาจเพิ่ม และ/หรือทำให้ผลของคาเฟอีนอยู่นานขึ้น

เพื่อให้ได้รับผลที่ดีที่คุณ ควรใช้ยาปฏิชีวนะโดยเว้นช่วงระยะเวลาที่เท่าๆ กัน เพื่อให้ง่ายต่อการจำควรรับประทานยาในเวลาเดียวกันทุกวัน

รับประทานยานี้จนครบกำหนด แม้ว่าอาการจะหายไปหลังจากผ่านไปไม่กี่วัน การหยุดใช้ยาเร็วเกินไปอาจทำให้กลับมาติดเชื้ออีกครั้ง

แจ้งให้แพทย์ทราบ หากอาการของคุณไม่หายไปหรือแย่ลง

การเก็บรักษายานอร์ฟลอกซาซิน

ยานอร์ฟลอกซาซินควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงแสงหรือความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเกิดความเสียหาย ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยานอร์ฟลอกซาซินบางยี่ห้ออาจจะต้องเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากยาหรือสอบถามเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัยโปรดเก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

ไม่ควรทิ้งยานอร์ฟลอกซาซินลงในชักโครก หรือเทยาลงในท่อระบายน้ำ เว้นแต่ได้รับคำแนะนำให้ทำเช่นนั้น ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้องเมื่อยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน โปรดสอบถามเภสัชกรเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการกำจัดยาที่ถูกต้อง

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยานอร์ฟลอกซาซิน

ก่อนใช้ยานอร์ฟลอกซาซิน แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ หากคุณแพ้ยานี้ หรือแพ้ยาปฏิชีวนะกลุ่มควิโนโลนอื่นๆ เช่น ไซโปรฟลอกซาซิน (ciprofloxacin) เจมฟลอกซาซิน (gemifloxacin) เลโวฟลอกซาซิน (levofloxacin) หรือหากคุณโรคภูมิแพ้อื่นๆ ยานี้อาจมีส่วนประกอบไม่ออกฤทธิ์ ที่อาจทำให้เกิดอาการแพ้ หรือปัญหาอื่นได้ โปรดปรึกษาเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ก่อนใช้ยานี้ควรแจ้งให้แพทย์ทราบเกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์ของคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาที่ข้อต่อหรือเส้นเอ็น เช่น โรคเอ็นอักเสบ (Tendinitis) โรคเบอร์ไซติส (bursitis) โรคไต ความผิดปกติทางจิตหรืออารมณ์ (เช่นโรคซึมเศร้า) สภาวะของกล้ามเนื้อบางอย่าง เช่น โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (myasthenia gravis) ปัญหาเกี่ยวกับเส้นประสาท เช่นปลายประสาทอักเสบ (peripheral neuropathy) อาการชัก

นอร์ฟลอกซาซินอาจส่งผลทำให้เกิด QT prolongation (อาการนำไฟฟ้าของหัวใจผิดปกติ) ความเสี่ยงของการเกิด QT prolongation อาจเพิ่มขึ้นหากคุณมีสภาวะทางการแพทย์บางอย่าง หรือใช้ยาที่อาจทำให้เกิดกลุ่มอาการระยะคิวทียาว ก่อนใช้ยานอร์ฟลอกซาซิน แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ เกี่ยวกับยาทั้งหมดที่คุณใช้ และหากคุณมีอาการดังต่อไปนี้ ปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ เช่น หัวใจวาย หัวใจเต้นช้า อาการ QT prolongation จากการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ประวัติคนในครอบครัวเคยเป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจเช่น QT prolongation จากการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจตายฉับพลัน

ระดับของโพแทสเซียมในเลือดต่ำอาจสามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดกลุ่มอาการระยะคิวทียาว ความเสี่ยงนี้อาจเพิ่มขึ้นหากคุณใช้ยาบางอย่าง (เช่น ยาขับปัสสาวะหรือยาขับน้ำ) หรือหากคุณมีสภาวะบางอย่าง เช่น เหงื่อออกมาก ท้องร่วง หรืออาเจียน โปรดสอบถามวิธีการใช้ยานอร์ฟลอกซาซินอย่างปลอดภัยกับแพทย์

ที่พบไม่บ่อยนักก็คือ ยานี้อาจทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของน้ำตาลในเลือดที่รุนแรง โดยเฉพาะหากคุณเป็นโรคเบาหวาน ควรทำการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเป็นประจำ และแจ้งผลใก้แพทย์ทราบ ควรเฝ้าสังเกตอาการของระดับน้ำตาลในเลือดสูง เช่น กระหายน้ำหรือปัสสาวะมากขึ้น และควรเฝ้าสังเกตอาการของระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ เช่น เหงื่อออกฉับพลัน สั่นเทา หัวใจเต้นเร็ว หิว มองเห็นไม่ชัด วิงเวียน หรือมีอาการเหน็บที่มือและเท้า ควรพกยาเม็ดหรือเจลน้ำตาลกลูโคส เพื่อรักษาอาการน้ำตาลในเลือดต่ำ หากคุณไม่มีน้ำตาลกลูโคสในรูปแบบที่เชื่อถือได้ สามารถเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างรวดเร็ว ด้วยการรับประทานแหล่งของน้ำตาล เช่น น้ำตาลทราย น้ำผึ้ง ลูกอม หรือดื่มน้ำผลไม้ หรือน้ำอัดลมที่ไม่ใช่แบบไร้น้ำตาล แจ้งให้แพทย์ทราบในทันทีเกี่ยวกับปฏิกิริยา และการใช้ผลิตภัณฑ์นี้ เพื่อป้องกันอาการน้ำตาลในเลือดต่ำ ควรรับประทานอาหารให้ตรงตามเวลา และไม่งดอาหาร แพทย์อาจจำเป็นต้องเปลี่ยนยาปฏิชีวนะ หรือปรับขนาดยาสำหรับโรคเบาหวานหากเกิดอาการใดๆ

ยานี้อาจทำให้เกิดอาการวิงเวียน อย่าขับรถ ใช้เครื่องจักร หรือทำกิจกรรมใดๆ ที่ต้องการความตื่นตัวจนกว่าคุณจะแน่ใจว่า สามารถทำให้อย่างปลอดภัย ควรจำกัดปริมาณการดื่มสุรา

ยานี้อาจทำให้ไวต่อแสงอาทิตย์มากขึ้น ควรจำกัดเวลาอยู่ภายใต้แสงอาทิตย์ แจ้งให้แพทย์ทราบในทันที หากคุณมีอาการแดดเผา หรือมีแผลพุพอง หรือรอยแดงที่ผิว

ยานอร์ฟลอกซาซินอาจทำให้วัคซีนแบคทีเรียเชื้อเป็น เช่น วัคซีนไทรอยด์ (typhoid vaccine) ทำงานได้่ไม่ดีนัก อย่าสร้างภูมิคุ้มกัน (immunizations) หรือรับวัคซีนขณะที่กำลังใช้ยานี้ เว้นเสียแต่แพทย์จะสั่ง

ก่อนการผ่าตัด แจ้งหมอหรือทันตแพทย์ให้ทราบว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง (ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ)

เด็กอาจจะมีความเสี่ยงมากกว่า ที่จะเกิดปัญหาที่ข้อต่อหรือเส้นเอ็น ขณะที่กำลังใช้ยานี้ โปรดปรึกษาแพทย์เรื่องความเสี่ยงและประโยชน์ของการใช้ยา

ผู้สูงอายุอาจจะมีความเสี่ยงมากกว่าที่จะเกิดปัญหาที่เส้นเอ็น และกลุ่มอาการ QT prolongation (ดูด้านบน) ขณะที่กำลังใช้ยานี้ ความเสี่ยงของปัญหาที่เส้นเอ็นนั้นจะยิ่งเพิ่มขึ้น หากคุณใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ (corticosteroids) เช่น เพรดนิโซโลน (prednisone) ไฮโดรคอร์ติโซน (hydrocortisone) ร่วมด้วย

ในช่วงการตั้งครรภ์ ควรใช้ยานี้เมื่อจำเป็นเท่านั้น โปรดปรึกษากับแพทย์เรื่องความเสี่ยงและประโยชน์ของการใช้ยา

ยังไม่ทราบแน่ชัดว่ายานี้สามารถส่งผ่านน้ำนมแม่ได้หรือไม่ แต่ยาที่คล้ายกันนั้นสามารถส่งผ่านนมแน่ได้ โปรดปรึกษากับแพทย์ก่อนการให้นมบุตร

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อหาประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยานี้

ยานอร์ฟลอกซาซินอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์ ประเภท C โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์ โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

  • A= ไม่มีความเสี่ยง
  • B= ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C= อาจจะมีความเสี่ยง
  • D= มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X= ห้ามใช้
  • N= ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยานอร์ฟลอกซาซิน

อาจมีอาการคลื่นไส้ ท้องร่วง วิงเวียน ปวดหัว หรือนอนไม่หลับ หากผลข้างเคียงเหล่านี้ไม่หายไปหรือแย่ลง ควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบในทันที

โปรดจำไว้ว่า การที่แพทย์ให้คุณใช้ยาตัวนี้ เนื่องจากพิจารณาแล้วว่า ยามีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยง และคนที่ใช้ยานี้ส่วนใหญ่ไม่พบผลข้างเคียงที่ร้ายแรงใดๆ

แจ้งให้แพทย์ในทันที หากเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงดังนี้ มีรอยช้ำหรือเลือดออกผิดปกติ มีสัญญาณของปัญหาเกี่ยวกับไต (เช่น ปริมาณปัสสาวะเปลี่ยนแปลง) มีสัญญาณของปัญหาเกี่ยวกับตับ (เช่น คลื่นไส้อาเจียนไม่หยุด เบื่ออาหาร ปวดกระเพาะหรือท้อง ดวงตาและผิวเป็นสีเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม)

รับการรักษาในทันที หากคุณมีผลข้างเคียงที่รุนแรงมากดังนี้ วิงเวียนอย่างรุนแรง หมดสติ หัวใจเต้นเร็วหรือผิดปกติ

อาการที่ไม่ค่อยพบบ่อยก็คือ ยานี้อาจทำให้เกิดสภาวะของลำไส้ที่รุนแรง อย่างอาการท้องร่วงที่เกี่ยวข้องกับคลอสไทรเดียม ดิฟิซายล์ (Clostridium difficile-associated diarrhea) เนื่องจากแบคทีเรียที่ดื้อยาบางชนิด สภาวะนี้อาจเกิดขึ้นระหว่างการรักษาหรือหลายสัปดาห์จนถึงหลายเดือนหลังจากการรักษา แจ้งให้แพทย์ทราบในทันที หากคุณมีอาการ ท้องร่วงไม่ยอมหยุด มีอาการปวดท้องหรือกระเพาะ มีเลือดหรือเสมหะในอุจจาระ

อย่าใช้ยาแก้ท้องเสีย หรือยาแก้ปวดแบบเสพติด (narcotic pain medications) หากคุณมีอาการเหล่านี้ เนื่องจากอาจทำให้อาการแย่ลง

การใช้ยานี้เป็นเวลานานหรือใช้ซ้ำๆ อาจทำให้เกิดการติดเชื้อราในช่องปาก (oral thrush) หรือติดเชื้อยีสต์ชนิดใหม่ ควรติดต่อแพทย์ในทันทีหากคุณสังเกตเห็นรอยสีขาวภายในช่องปาก มีการเปลี่ยนแปลงของสารคัดหลั่งจากช่องคลอด หรือมีอาการใหม่ๆ

การแพ้ยาที่รุนแรงนี้ค่อนข้างเกิดขึ้นได้ยาก แต่จำเป็นต้องได้รับการรักษาที่ทันท่วงที อาการของการแพ้รุนแรงมีดังนี้ ผดผื่น คันหรือบวม (โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ลิ้น และลำคอ) เวียนหัวขั้นรุนแรง หายใจติดขัด

ไม่ใช่ทุกคนจะเจอกับผลข้างเคียงเหล่านี้อาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยาที่อาจเกิดอันตรกิริยากับยานี้ ได้แก่ สตรอนเชียม (strontium)

แม้ว่ายาปฏิชีวนะส่วนใหญ่ จะไม่ส่งผลกระทบกับการคุมกำเนิดโดยใช้ฮอร์โมน เช่น ยาเม็ดคุมกำเนิด แผ่นแปะคุมกำเนิด หรือห่วงคุมกำเนิด ยาปฏิชีวนะบางชนิด เช่น ไรแฟมพิน (rifampin) หรือไรฟาบูติน (rifabutin) สามารถลดประสิทธิภาพของสิ่งเหล่านี้ได้ อาจส่งผลให้เกิดการตั้งครรภ์ โปรดสอบถามแพทย์หรือเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ยานอร์ฟลอกซาซินอาจเกิดอันตรกิริยากับยาอื่น ที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรจะบอกแพทย์หรือเภสัชกรของคุณว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง (ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ) เพื่อความปลอดภัย โปรดอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยา โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยานอร์ฟลอกซาซินอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยานอร์ฟลอกซาซินอาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์และเภสัชกรทุกครั้งเพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยานอร์ฟลอกซาซินสำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาการติดเชื้อที่ระบบทางเดินปัสสาวะ (Urinary Tract Infection)

ไม่มีอาการแทรกซ้อน

เนื่องจากเชื้อเอสเชอริเชีย โคไล (Escherichia coli) เชื้อเคลบเซลลา นิวโมเนีย (Klebsiella pneumoniae) หรือเชื้อโปรเตียสมิราบิลิส (Proteus mirabilis): 400 มก. รับประทานทุกๆ 12 ชม. เป็นเวลา 3 วัน

เนื่องจากเชื้ออื่นๆ: 400 มก. รับประทานทุกๆ 12 ชม. เป็นเวลา 7 ถึง 10 วัน

มีอาการแทรกซ้อน: 400 มก. รับประทานทุกๆ 12 ชม. เป็นเวลา 10 ถึง 21 วัน

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษากระเพาะปัสสาวะอักเสบ (Cystitis)

เนื่องจากเชื้อเอสเชอริเชีย โคไล (Escherichia coli) เชื้อเคลบเซลลา นิวโมเนีย (Klebsiella pneumoniae) หรือเชื้อโปรเตียสมิราบิลิส (Proteus mirabilis): 400 มก. รับประทานทุกๆ 12 ชม. เป็นเวลา 3 วัน

เนื่องจากเชื้ออื่น ๆ: 400 มก. รับประทานทุกๆ 12 ชม. เป็นเวลา 7 ถึง 10 วัน

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาต่อมลูกหมากอักเสบ (Prostatitis)

ฉับพลันหรือเรื้อรัง: 400 มก. รับประทานทุกๆ 12 ชม. เป็นเวลา 28 วัน

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาการติดเชื้อหนองใน (Gonococcal Infection) – Uncomplicated

800 มก. รับประทานหนึ่งครั้ง

เนื่องจากอัตราการดื้อยาสูง ศูนย์ควบคุมโรคติดต่อ (the Centers for Disease Control and Prevention) ของสหรัฐฯ ไม่แนะนำให้ใช้ฟลูออโรควิโนโลน (fluoroquinolones) เพื่อรักษาการติดเชื้อหนองในในสหรัฐอเมริกา แนะนำให้ใช้เซฟไตรอะโซน (Ceftriaxone) หรือยารับประทานเซฟิซิม (cefixime) ในขั้นแรกของการรักษาโรคหนองในในสหรัฐอเมริกา ควรมีการเฝ้าระวังรูปแบบที่มีปฏิกิริยาไวต่อยาต้านจุลชีพ

ยังมีการแนะนำการรักษาด้วยด็อกซีไซคลิน (Doxycycline) เป็นเวลา 7 วัน (หากไม่ได้ตั้งครรภ์) หรือใช้อะซิโธรมัยซิน (azithromycin) หนึ่งครั้งสำหรับการติดเชื้อหนองในเทียม (chlamydial infection) ร่วมกันที่อาจเกิดขึ้น

ควรมีการประเมินและรักษาคู่นอนของผู้ป่วยเช่นกัน

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคกระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบจากเชื้อแคมปีโลแบคเตอร์ (Campylobacter Gastroenteritis)

(ไม่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา)

400 มก. รับประทานทุกๆ 12 ชม. เป็นเวลา 3 วัน

ผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำอาจต้องได้รับการรักษาเป็นเวลา 7 ถึง 14 วัน

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคอัณฑะอักเสบ (Epididymitis) – ไม่เจาะจง

(ไม่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา)

ไม่ได้ติดต่อผ่านทางการมีเพศสัมพันธ์: 400 มก. รับประทานทุกๆ 12 ชม. เป็นเวลา 14 วัน

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษากรวยไตอักเสบ (Pyelonephritis)

(ไม่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา)

Mild infections: 400 มก. รับประทานทุกๆ 12 ชม. เป็นเวลา 14 วัน

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคไข้เอนเทอริคจากเชื้อซาลโมเนลลา (Salmonella Enteric Fever)

(ไม่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา)

400 มก. รับประทานทุก ๆ 12 ชม. เป็นเวลา 7 ถึง 14 วัน

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคกระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบจากเชื้อซาลโมเนลลา (Salmonella Gastroenteritis)

(ไม่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา)

400 มก. รับประทานทุกๆ 12 ชม. เป็นเวลา 5 วัน อย่างไรก็ตาม สำหรับกรณีส่วนใหญ่การจำกัดปริมาณด้วยตัวเอง และการระงับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะนั้น ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวที่ช้าลง

ผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำอาจต้องได้รับการรักษาเป็นเวลา 14 วัน

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคบิดจากเชื้อชิเกลลา (Shigellosis)

(ไม่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา)

400 มก. รับประทานทุกๆ 12 ชม. เป็นเวลา 5 วัน

ผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำอาจต้องได้รับการรักษาเป็นเวลา 7 ถึง 10 วัน.

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษา Traveler’s Diarrhea

(ไม่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา)

400 มก. รับประทานทุกๆ 12 ชม. เป็นเวลา 3 วัน อย่างไรก็ตาม สำหรับกรณีส่วนใหญ่การจำกัดปริมาณด้วยตัวเอง และการระงับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะนั้นไม่ได้แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวที่ช้าลง

ผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำอาจต้องได้รับการรักษาเป็นเวลา 7 ถึง 14 วัน

การปรับขนาดยาสำหรับไต

ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์ (CrCl) 30 มล./นาที หรือน้อยกว่า: 400 มก. รับประทานวันละหนึ่งครั้ง

การปรับขนาดยาสำหรับตับ

ไม่มีการปรับขนาดที่แนะนำ

คำแนะนำอื่นๆ

ควรรับประทานยานอร์ฟลอกซาซินอย่างน้อย 1 ชั่วโมงก่อน หรือ 2 ชั่วโมงหลังจากรับประทานอาหาร นม และ/หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมอื่นๆ ควรแนะนำผู้ป่วยให้รับประทานน้ำในปริมาณมาก

ควรให้สารประกอบที่มีส่วนผสมของธาตุเหล็ก สังกะสี อะลูมิเนียม หรือแมกนีเซียม เช่น ยาลดกรด ซูคราลเฟต (sucralfate) อาหารเสริมแร่ธาตุ บัฟเฟอร์ ไดดาโนซีน (buffered didanosine) 2 ชั่วโมงก่อน หรือ 2 ชั่วโมงหลังจากให้ยานอร์ฟลอกซาซิน

ขนาดยานอร์ฟลอกซาซินสำหรับเด็ก

ยังไม่มีการพิสูจน์ความความปลอดภัยและประสิทธิภาพของยานี้ สำหรับผู้ป่วยเด็ก ยานี้อาจเป็นอันตรายต่อเด็กได้ ดังนั้น จึงควรทำความเข้าใจกับความปลอดภัยของยาก่อนการใช้ยา สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดติดต่อกับแพทย์หรือเภสัชกร

รูปแบบของยา

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้

  • ยาเม็ดสำหรับรับประทาน

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉิน หรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ในทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Review Date: ตุลาคม 20, 2018 | Last Modified: ตุลาคม 20, 2018

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย