บาโคลเฟน (Baclofen)

โดย

ชื่อสามัญ: บาโคลเฟน (Baclofen) Brand Name(s): บาโคลเฟน (Baclofen).

ข้อบ่งใช้

ยาบาโคลเฟนใช้สำหรับ

ยาบาโคลเฟน (Baclofen) ใช้เพื่อรักษาอาการกล้ามเนื้อกระตุกที่เกิดจากโรคบางอย่าง (เช่น โรคเอ็มเอส โรคหรืออาการบาดเจ็บที่ไขสันหลัง) ยานี้ออกฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อ

วิธีการใช้ยาบาโคลเฟน

รับประทานยาพร้อมกับอาหารหรือไม่ก็ได้ ตามคำแนะนำของแพทย์ โดยปกติจะเป็น 3 ครั้งต่อวัน เพื่อลดความเสี่ยงต่อผลข้างเคียง แพทย์อาจแนะนำให้คุณเริ่มใช้ยานี้ในขนาดต่ำและค่อยๆ เพิ่มขนาดยา ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ด้วยความระมัดระวัง

ขนาดยาขึ้นอยู่กับโรค และการตอบสนองต่อการรักษา อย่าเพิ่มขนาดยาหรือใช้บ่อยกว่าที่แพทย์แนะนำ

ใช้ยานี้เป็นประจำ เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากยานี้ เพื่อช่วยจำ รับประทานยาในเวลาเดียวกันในแต่ละวัน อย่าหยุดรับประทานยานี้โดยไม่ปรึกษาแพทย์ บางอาการอาจมีอาการแย่ลงยิ่งขึ้นเมื่อหยุดใช้ยา นอกจากนี้คุณอาจพบอาการถอนยา เนื่องจากการหยุดใช้ยาทันที เช่น อาการประสาทหลอน และอาการชัก เพื่อหลีกเลี่ยงอาการดังกล่าว แพทย์อาจค่อยๆ ลดขนาดยาลงเรื่อยๆ ปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรของคุณสำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมและรายงานการเกิดอาการดังกล่าทันที

การเก็บรักษายาบาโคลเฟน

คุณควรเก็บยาบาโคลเฟนไว้ในอุณหภูมิห้อง รวมถึงเก็บให้พ้นจากแสงและความชื้น เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับยา คุณไม่ควรเก็บยาบาโคลเฟนไว้ให้ห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาบาโคลเฟนแต่ละยี่ห้ออาจมีวิธีเก็บแตกต่างกันไป สิ่งสำคัญคือการอ่านคำแนะนำการเก็บรักษายาบนฉลากผลิตภัณฑ์ หรือสอบถามเภสัชกร เพื่อความปลอดภัย คุณควรเก็บยาให้พ้นมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

คุณไม่ควรทิ้งยาบาโคลเฟนลงในชักโครก หรือเทลงในท่อระบายน้ำ เว้นแต่จะได้รับคำแนะนำให้ทำเช่นนั้น สิ่งสำคัญคือทิ้งยาเมื่อยาหมดอายุ หรือไม่จำเป็นต้องใช้ยาอีกต่อไป ปรึกษาเภสัชกรเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เกี่ยวกับวิธีทิ้งยาอย่างปลอดภัย

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาบาโคลเฟน

ก่อนที่จะใช้ยาบาโคลเฟน ควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบว่า คุณแพ้ยานี้หรือไม่ หรือหากคุณมีอาการแพ้อื่นๆ ยานี้อาจมีส่วนผสมที่ไม่ได้ออกฤทธิ์ ซึ่งอาจทำให้เกิดปฏิกิริยาแพ้หรือปัญหาอื่นๆ ปรึกษากับเภสัชกรเพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

ก่อนที่จะใช้ยานี้ ให้แจ้งแพทย์หรือเภสัชกรเกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์ของคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรคไต โรคทางจิต/อารมณ์ (เช่น โรคจิตเภท) ความผิดปกติของสมอง (เช่น อาการชัก สโตรก)

ยานี้อาจทำให้คุณวิงเวียนหรือง่วง แอลกอฮอล์หรือกัญชาจะยิ่งทำให้คุณวิงเวียนหรือง่วงมากขึ้น อย่าขับรถใช้เครื่องจักร หรือทำอะไรที่จำเป็นต้องอาศัยความตื่นตัว จนกว่าคุณจะทำได้อย่างปลอดภัย หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ปรึกษากับแพทย์หากคุณใช้กัญชาเพื่อรักษาโรค

ผู้สูงอายุอาจตอบสนองไวต่อผลข้างเคียงของยานี้ โดยเฉพาะอาการง่วงซึม และการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์/จิตใจ (เช่น ความสับสน) ตามร้านขายยาและผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร)

ผู้สูงอายุอาจตอบสนองไวต่ออาการข้างเคียงของยานี้โดยเฉพาะอาการง่วงซึมและการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์/จิตใจ (เช่น ความสับสน)

ในระหว่างตั้งครรภ์ ควรใช้ยานี้เฉพาะเมื่อจำเป็น ปรึกษาถึงเรื่องความเสี่ยงและข้อดีกับแพทย์ก่อนเสมอ

ยานี้อาจซึมผ่านสู่น้ำนม ปรึกษาแพทย์ก่อนให้นมบุตร

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ไม่มีการศึกษาในผู้หญิงที่เพียงพอ ที่จะระบุความเสี่ยงขณะที่ใช้ยานี้ระหว่างตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์ เพื่อชั่งน้ำหนักระหว่างข้อดีและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ก่อนใช้ยานี้ อ้างอิงจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) ยานี้จัดเป็นยากลุ่มเสี่ยงสำหรับสตรีมีครรภ์ประเภท N

ต่อไปนี้คือประเภทความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา

  • A = ไม่เสี่ยง
  • B = ไม่พบความเสี่ยงในงานวิจัยบางชนิด
  • C = อาจมีความเสี่ยงบางอย่าง
  • D = พบหลักฐานเกี่ยวกับความเสี่ยง
  • X = ห้ามใช้
  • N = ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงจากการใช้ยาบาโคลเฟน

ยานี้อาจทำให้ง่วงซึม วิงเวียนศีรษะ อ่อนเพลีย เมื่อยล้า ปวดศีรษะนอนไม่หลับ คลื่นไส้ ปัสสาวะเพิ่มขึ้น หรือท้องผูก หากผลข้างเคียงใดๆ ไม่หายไป หรืออาการแย่ลง ควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบโดยทันที

โปรดจำไว้ว่าแพทย์ของคุณได้กำหนดให้ยานี้ เพราะแพทย์ได้พิจารณาแล้วว่า มีข้อดีมากกว่าความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียงขึ้น หลายคนที่ใช้ยานี้ไม่มีผลข้างเคียงที่รุนแรง

บอกแพทย์ทันที หากคุณมีผลข้างเคียงที่ร้ายแรง ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์/อารมณ์ (เช่น สับสน ซึมเศร้า เห็นภาพหลอน)

น้อยครั้งที่จะเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรงต่อยานี้ อย่างไรก็ตาม ควรได้รับความช่วยเหลือทางการแพทย์ทันที หากพบอาการแพ้อย่างรุนแรง ได้แก่ ผื่นคัน อาการบวม (โดยเฉพาะที่หน้า/ลิ้น/คอ) อาการวิงเวียนศีรษะอย่างรุนแรง หายใจลำบาก

ไม่ใช่ทุกคนที่เกิดผลข้างเคียงเหล่านี้ และอาจมีผลข้างเคียงบางอย่างที่ไม่ได้ระบุไว้ข้างต้น หากคุณมีข้อสงสัยเกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรของคุณ

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ หากคุณกำลังใช้ยาอื่นๆ ที่ทำให้เกิดอาการง่วงนอน เช่น ยาแก้ปวดโอปิออยด์ หรือยาบรรเทาอาการไอ เช่น โคเดดีน (codeine) หรือไฮโดรโคโดน (hydrocodone) แอลกอฮอล์ กัญชา ยานอนหลับหรือยาแก้เครียด เช่น ยาอัลปราโซแลม (alprazolam) ยาลอราซีแพม (lorazepam) ยาโซลพิเดม (zolpidem) สารกระตุ้นเช่นยาคาริโซโพรดอล (carisoprodol) ยาไซโคลเบนซาพรีน (cyclobenzaprine) หรือยาต้านฮิสตามีน (anyihistamines) เช่น ยาเซริทิซีน (cetirizine) หรือยาไดเฟนไฮดรามีน (diphenhydramine)

ตรวจสอบฉลากยาทั้งหมดของคุณ (เช่น ยาแก้ภูมิแพ้ หรือยาแก้ไอ และไข้หวัด) เพราะอาจมีส่วนผสมที่ทำให้เกิดอาการง่วงนอน สอบถามเภสัชกรของคุณเกี่ยวกับการใช้ยาเหล่านี้อย่างปลอดภัย

ยาบาโคลเฟนอาจทำปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังรับประทานอยู่ และอาจส่งผลให้ยาที่คุณรับประทานออกฤทธิ์ต่างไปจากเดิม หรือเพิ่มความเสี่ยงของผลข้างเคียงที่รุนแรง เพื่อหลีกเลี่ยงการทำปฏิกิริยาต่อกันระหว่างยาที่อาจเป็นไปได้ คุณควรเก็บรายชื่อยาทั้งหมดที่คุณใช้ (ทั้งยาที่จำหน่ายตามใบสั่งแพทย์ ยาที่จำหน่ายโดยไม่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์ และสมุนไพร) และแจ้งให้แพทย์รวมถึงเภสัชกรทราบ เพื่อความปลอดภัย อย่าเริ่มหรือ หยุดใช้ยา รวมถึงเปลี่ยนขนาดยาโดยไม่ได้รับอนุญาตจากแพทย์

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาบาโคลเฟนอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์ โดยเปลี่ยนฤทธิ์ยา หรือเพิ่มความเสี่ยงให้ที่จะเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรง โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร ถึงอาหารหรือแอลกอฮอล์ที่อาจทำปฏิกิริยากับยานี้ ก่อนใช้ยา

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาบาโคลเฟนอาจส่งผลต่อสุขภาพของคุณ อาจทำให้สุขภาพของคุณย่ำแย่ลง หรือเปลี่ยนฤทธิ์ของยา สิ่งสำคัญคือโปรดแจ้งให้แพทย์และเภสัชกรทราบ เกี่ยวกับสุขภาพและโรคประจำตัวของคุณ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง ก่อนใช้ยาบาโคลเฟน

ขนาดยาบาโคลเฟนสำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับรักษาอาการหดเกร็ง

สำหรับรับประทาน

แนะนำให้ค่อยๆ เพิ่มขนาดยา แต่ควรปรับให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้ป่วยแต่ละราย: 5 มิลลิกรัม รับประทานวันละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 3 วันจากนั้น รับประทาน 10 มิลลิกรัม 3 ครั้งต่อวัน เป็นเวลา 3 วัน จากนั้น ให้รับประทาน 15 มิลลิกรัมต่อวัน 3 ครั้งต่อวัน เป็นเวลา 3 วัน จากนั้น รับประทานวันละ 20 มิลลิกรัม 3 ครั้งต่อวัน เป็นเวลา 3 วัน

ขนาดยาที่มีผลกับการรักษา: ขึ้นอยู่กับผู้ป่วยแต่ละราย

ขนาดยาสูงสุด: 80 มิลลิกรัมต่อวัน (รับประทาน 20 มิลลิกรัมวันละ 4 ครั้ง)

คำแนะนำ

  • แนะนำให้ใช้ยาในขนาดที่ต่ำที่สุดที่ผู้ป่วยตอบสนองดีที่สุด
  • ค่อย ๆ ลดขนาดยาหากอาการไม่ดีขึ้นหลังใช้ยามาระยะหนึ่ง

การใช้

  • ใช้สำหรับการบรรเทาอาการชักของกล้ามเนื้อกระตุก และอาการปวดที่มีอาการกระตุกร่วม รวมถึงกล้ามเนื้อหดเกร็ง ดังนั้น การบำบัดจะช่วยในการฟื้นฟูการทำงานของกล้ามเนื้อ
  • เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บชนิดไขสันหลังอักเสบ และโรคไขสันหลังอักเสบอื่นๆ

ขนาดยาสำหรับรักษา Cerebral Spasticity

  • ขั้นตอนการตรวจวินิฉัย: ก่อนที่จะมีการทำรักษา ผู้ป่วยต้องมีการตอบสนองในทางบวกต่อขนาดยา intrathecal bolus dose ระหว่างตรวจคัดกรอง
  • การตรวจคัดกรองครั้งแรก: 50 ไมโครกรัม (ในปริมาตร 1 มิลลิลิตร) ฉีดเข้าช่องเยื่อหุ้มไขสันหลัง โดยเทคนิค barbotage อย่างน้อย 1 นาที สังเกตอาการผู้ป่วยเป็นเวลา 4 ถึง 8 ชั่วโมง
  • ขนาดยาการตรวจคัดกรองครั้งที่สอง: (ถ้าไม่มีการตอบสนองเชิงบวก ต่อการตรวจคัดกรองครั้งแรก): 75 ไมโครกรัม (ในปริมาตร 1.5 มิลลิลิตร) ยาเม็ดที่ให้ยา 24 ชั่วโมงหลังกาตรวจคัดกรองครั้งแรก สังเกตผู้ป่วยเป็นเวลา 4 ถึง 8 ชั่วโมง
  • ขนาดยาการตรวจคัดกรองครั้งที่สาม: (หากไม่มีการตอบสนองในทางบวก ต่อยาที่ได้รับการตรวจคัดกรองครั้งที่สอง): 100 ไมโครกรัม (ในปริมาตร 2 มิลลิลิตร) ยาขนาด 24 ชั่วโมงหลังจากได้รับการตรวจครั้งที่สอง สังเกตผู้ป่วยเป็นเวลา 4 ถึง 8 ชั่วโมง ถ้าไม่มีการตอบสนองในทางบวกต่อการตรวจคัดกรองครั้งที่สามผู้ป่วยไม่ควรใช้ยาฉีดเพื่อรักษาอาการปวดเรื้อรัง

การวัดความเข้มข้นของขนาดยาหลังการให้ยา

  • ขนาดยาที่ใช้ระหว่างตรวจคัดกรองและได้รับการตอบสนองในเชิงบวกควรเพิ่มเป็นสองเท่าและให้ยาเกิน 24 ชั่วโมง เว้นแต่จะได้รับการรักษาด้วยการเพิ่มขนาดยาเกิน 8 ชั่วโมง ในกรณีที่เริ่มใช้ยาควรได้รับการตรวจคัดกรองตลอด 24 ชั่วโมง
  • ไม่ควรเพิ่มขนาดยาใน 24 ชั่วโมงแรก (จนกว่าจะอยู่ในสภาพคงที่)
  • ผู้ป่วยที่มีอาการของโรคที่ไขสันหลัง: หลังจาก 24 ชั่วโมงแรกที่ใช้ยา ควรเพิ่มขนาดยาขึ้นทุกวันควรทีละ 10 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ และทุก 24 ชั่วโมง จนกว่าจะได้ผลตามที่ต้องการ
  • ผู้ป่วยที่มีอาการของโรคที่ Cerebral: หลังจาก 24 ชั่วโมงแรกที่ใช้ยา ควรเพิ่มขนาดยาขึ้นทุกวันควรทีละ 5 ถึง 15 เปอร์เซ็นต์ และทุก 24 ชั่วโมง จนกว่าจะได้ผลตามที่ต้องการ

การให้ยาคงที่เพื่อรักษาอาการที่ไขสันหลัง

  • ระหว่างช่วงที่ฉีดยา ในแต่ละวันขนาดยารายวันอาจเพิ่มขึ้น 10 ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่เกิน 40 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้สามารถควบคุมอาการได้
  • ขนาดยารายวันอาจลดลง 10 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ หากเกิดผลข้างเคียง ผู้ป่วยส่วนใหญ่จำเป็นต้อเพิ่มขนาดยาขึ้นทีละน้อย เพื่อรักษาระดับการตอบสนองที่ดีที่สุด ในระหว่างการรักษาอาการเรื้อรัง
  • ขนาดยาที่มีผลต่อการรักษาสำหรับการฉีดยาอย่างต่อเนื่อง: 12 ถึง 2003 ไมโครกรัมต่อวัน โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่จะได้รับการรักษาอย่างเพียงพอ ตั้งแต่ 300 ถึง 800 ไมโครกรัมต่อวัน มีข้อมูลจำกัดเกี่ยวกับขนาดยาที่มากกว่า 1000 ไมโครกรัมต่อวัน

การให้ยาคงที่เพื่อรักษาอาการที่ cerebral

  • ระหว่างช่วงที่ฉีดยา ในแต่ละวันขนาดยารายวันอาจเพิ่มขึ้น 5 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่เกิน 20 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้สามารถควบคุมอาการได้
  • ขนาดยารายวันอาจลดลง 10 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ หากเกิดผลข้างเคียง ผู้ป่วยส่วนใหญ่จำเป็นต้อเพิ่มขนาดยาขึ้นทีละน้อย เพื่อรักษาระดับการตอบสนองที่ดีที่สุด ในระหว่างการรักษาอาการเรื้อรัง
  • ขนาดยาที่มีผลต่อการรักษาสำหรับการฉีดยาอย่างต่อเนื่อง 22 ถึง 1400 ไมโครกรัมต่อวัน โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่จะได้รับการรักษาอย่างเพียงพอตั้งแต่ 90 ถึง 703 ไมโครกรัมต่อวัน มีข้อมูลจำกัดเกี่ยวกับขนาดยาที่มากกว่า 1000 ไมโครกรัมต่อวัน

ความจำเป็นในการปรับขนาดยาในอาการเรื้อรัง

  • ระหว่างการรักษาในระยะยาว ประมาณ 5% ของผู้ป่วยจะไม่ตอบสนอง ต่อการรักษาด้วยการเพิ่มขนาดยา ไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะให้คำแนะนำในการรักษาอาการดื้อยา อย่างไรก็ตาม บางครั้งอาการดื้อยาได้รับการรักษาในโรงพยาบาล ประกอบด้วยการลดขนาดยาในช่วง 2-4 สัปดาห์ และเปลี่ยนไปใช้วิธีการอื่นในการรักษาอาการ
  • หลังจากที่อาการดื้อยา อาจเริ่มให้ยาใหม่จากขนาดยาเริ่มต้นที่เคยได้รับในครั้งก่อน

คำแนะนำ

  • ผู้ป่วยควรตอบสนองต่อขนาดยาครั้งแรก ระหว่างตรวจคัดกรอง ก่อนที่จะได้รับการพิจารณาในการให้ยาในระยะยาว
  • สำหรับอาการหดเกร็งของเส้นประสาทไขสันหลัง การให้ยาในระยะยาว ควรใช้สำหรับผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยการรับประทานยา หรือผู้ที่เคยได้ผลข้างเคียงจากระบบประสาทส่วนกลาง และไม่สามารถทนต่อยาในขนาดที่มีฤทธิ์ในการรักษาได้
  • ผู้ป่วยที่มีอาการกล้ามเนื้อหดเกร็ง เนื่องจากการบาดเจ็บที่ศีรษะ ควรรออย่างน้อยหนึ่งปี หลังจากได้รับบาดเจ็บ ก่อนที่จะพิจารณาถึงการรับการรักษาเยื่อหุ้มไขสันหลังแบบระยะยาว
  • การกำหนดปริมาณที่เหมาะสม ต้องใช้การวัดความเข้นข้นของสารแต่ละครั้ง ควรใช้ยาที่ในขนาดต่ำสุดที่มีการตอบสนองที่ดีที่สุด
  • การตอบสนองในทางบวก ประกอบด้วยการลดลงของความถี่และ/หรือความรุนแรงของอาการชัก
  • ผู้ป่วยจำนวนมากต้องการการขนาดยาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาระดับการตอบสนองที่ดีที่สุดในระหว่างการรักษาในระยะยาว
  • ความจำเป็นอย่างมากและฉับพลันในการเพิ่มขนาดยาแนะนำให้เห็นถึงภาวะแทรกซ้อนจากการใช้สายสวน (เช่น สายสวนหักงอหรือเคลื่อนที่จากเดิม)
  • การปรับความเข้นข้นของยาอย่างระมัดระวัง เป็นเรื่องจำเป็นเมื่อการหดเกร็งยังจำเป็นต่อการรักษาท่าทางและความสมดุลในการเคลื่อนไหว การหดเกร็งกล้ามเนื้อเป็นครั้งคราวอาจช่วยในการทำงานของระบบไหลเวียนโลหิต อาจช่วยป้องกันการเกิดลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน
  • ยกเว้นในกรณีใช้ยาเกินขนาด ค่อยๆ ลดขนาดยาหากเลิกใช้ยาด้วยเหตุผลใดก็ตาม
  • ควรพยายามหยุดรับประทานยาต้านการหดเกร็ง เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ยาเกินขนาด หรือปฏิกิริยากับยาที่ไม่พึงประสงค์ ก่อนที่จะมีการตรวจคัดกรอง หรือหลังการฝังยาและเริ่มฉีดยาในระยะยาว
  • ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในสภาพแวดล้อมที่มีอุปกรณ์ครบครัน ระหว่างขั้นตอนการตรวจคัดกรอง และวัดความเข้มข้นของยาทันทีหลังฝังยา ควรมีอุปกรณ์ช่วยชีวิต พร้อมสำหรับการใช้งาน ในกรณีที่มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายถึงชีวิต หรือเกินจะทนได้

การใช้: สำหรับการจัดการความหดเกร็งขั้นรุนแรงของสมอง หรือกระดูกสันหลัง

ขนาดยาสำหรับรักษา Spinal Spasticity

ขั้นตอนการตรวจวินิฉัย: ก่อนพิจารณาการให้ยา ผู้ป่วยต้องแสดงปฏิกิริยาตอบสนองต่อการให้ยาขนาด bolus ระหว่างตรวจคัดกรอง

  • การตรวจคัดกรองครั้งแรก: 50 ไมโครกรัม (ในปริมาตร 1 มิลลิลิตร) เข้าน้ำไขสันหลังอย่างน้อย 1 นาที สังเกตผู้ป่วยเป็นเวลา 4 ถึง 8 ชั่วโมง เพื่อผลตอบสนองในเชิงบวก
  • ปริมาณการตรวจคัดกรองครั้งที่สอง: (ถ้าไม่มีการตอบสนองเชิงบวกต่อการตรวจคัดกรองครั้งแรก): 75 ไมโครกรัม (ในปริมาตร 1.5 มิลลิลิตร) ยาเม็ดที่ให้ยา 24 ชั่วโมง หลังการตรวจคัดกรองครั้งแรก สังเกตผู้ป่วยเป็นเวลา 4 ถึง 8 ชั่วโมง เพื่อผลตอบสนองในเชิงบวก
  • ปริมาณการตรวจคัดกรองครั้งที่สาม: (หากไม่มีการตอบสนองในทางบวกต่อยาที่ได้รับในการตรวจคัดกรองครั้งที่สอง): 100 ไมโครกรัม (ในปริมาตร 2 มิลลิลิตร) ยาขนาด 24 ชั่วโมง หลังจากได้รับการตรวจครั้งที่สอง สังเกตผู้ป่วยเป็นเวลา 4 ถึง 8 ชั่วโมง เพื่อผลตอบสนองในเชิงบวก ถ้าไม่มีการตอบสนองในทางบวกต่อการตรวจคัดกรองครั้งที่สาม ผู้ป่วยไม่ควรใช้ยาฉีดเพื่อรักษาอาการปวดเรื้อรัง

การวัดความเข้มข้นของขนาดยาหลังการให้ยา

  • ขนาดยาที่ใช้ระหว่างตรวจคัดกรอง และได้รับการตอบสนองในเชิงบวก ควรเพิ่มเป็นสองเท่า และจับตาดูในช่วง 24 ชั่วโมง เว้นประสิทธิภาพของยาจะคงที่มากกว่า 8 ชั่วโมง ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม การเริ่มใช้ยาควรได้รับการตรวจคัดกรองในช่วง 24 ชั่วโมง
  • ไม่ควรเพิ่มขนาดยาใน 24 ชั่วโมงแรก (จนกว่าจะอยู่ในสภาพคงที่)
  • ผู้ป่วยที่ไขสันหลังหดเกร็ง: หลังจาก 24 ชั่วโมงแรกที่ใช้ยา ขนาดยาประจำวันควรเพิ่มขึ้นช้าๆ ทีละ 10 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ และเพียงครั้งเดียวทุก 24 ชั่วโมง จนกว่าจะได้ผลตามที่ต้องการ
  • ผู้ป่วยที่มีอาการหดเกร็งที่ Cerebral origin: หลังจาก 24 ชั่วโมงแรกที่ใช้ยา ควรเพิ่มขนาดยาขึ้นทุกวัน ทีละ 5 ถึง 15 เปอร์เซ็นต์ และเพียงครั้งเดียวทุก 24 ชั่วโมง จนกว่าจะได้ผลตามที่ต้องการ

การให้ยาขนาดคงที่เพื่อรักษาอาการหดเกร็งของไขสันหลัง

  • ระหว่างช่วงที่ฉีดยา ในแต่ละวันขนาดยารายวันอาจเพิ่มขึ้น 10 ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่เกิน 40 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้สามารถควบคุมอาการได้
  • ขนาดยารายวันอาจลดลง 10 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ หากเกิดผลข้างเคียง ผู้ป่วยส่วนใหญ่จำเป็นต้องเพิ่มขนาดยาขึ้นทีละน้อย เพื่อรักษาระดับการตอบสนองที่ดีที่สุด ในระหว่างการรักษาอาการเรื้อรัง
  • ขนาดยาที่มีผลต่อการรักษาสำหรับการฉีดยาอย่างต่อเนื่อง 12 ถึง 2003 ไมโครกรัมต่อวัน โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่จะได้รับการรักษาอย่างเพียงพอ ตั้งแต่ 300 ถึง 800 ไมโครกรัมต่อวัน มีข้อมูลจำกัดเกี่ยวกับขนาดยาที่มากกว่า 1000 ไมโครกรัมต่อวัน

การให้ยาขนาดคงที่เพื่อรักษาอาการหดเกร็งของ Cerebral origin

  • ระหว่างช่วงที่ฉีดยา ในแต่ละวัน ขนาดยารายวันอาจเพิ่มขึ้น 5 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่เกิน 20 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้สามารถควบคุมอาการได้
  • ขนาดยารายวันอาจลดลง 10 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ หากเกิดผลข้างเคียง ผู้ป่วยส่วนใหญ่จำเป็นต้องเพิ่มขนาดยาขึ้นทีละน้อย เพื่อรักษาระดับการตอบสนองที่ดีที่สุด ในระหว่างการรักษาอาการเรื้อรัง
  • ขนาดยาที่มีผลต่อการรักษาสำหรับการฉีดยาอย่างต่อเนื่อง 22 ถึง 1400 ไมโครกรัมต่อวัน โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่จะได้รับการรักษาอย่างเพียงพอ ตั้งแต่ 90 ถึง 703 ไมโครกรัมต่อวัน มีข้อมูลจำกัดเกี่ยวกับขนาดยาที่มากกว่า 1000 ไมโครกรัมต่อวัน

ความจำเป็นในการปรับขนาดยาในการใช้ยาระยะยาว

  • ในการรักษาประมาณระยะยาว 5% ของผู้ป่วยจะไม่ตอบสนองต่อการรักษา ด้วยการใช้ยาที่เพิ่มปริมาณขึ้น ไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะให้คำแนะนำในการรักษาอาการดื้อยา อย่างไรก็ตาม บางครั้งอาการดื้อยาได้รับการรักษาในโรงพยาบาล ประกอบด้วยการลดขนาดยาสำหรับฉีดเข้าน้ำไขสันหลังในช่วง 2-4 สัปดาห์ และเปลี่ยนไปใช้วิธีการอื่นในการรักษาอาการหดเกร็ง
  • หลังจากอาการดื้อยา อาจใช้เวลาเริ่มต้นการฉีดยาเข้าน้ำไขสันหลังใหม่ ในขนาดยาเริ่มต้นที่เคยได้รับในครั้งก่อน

คำแนะนำ

  • ผู้ป่วยควรตอบสนองต่อขนาดยาระหว่างตรวจคัดกรอง ก่อนที่จะได้รับการพิจารณาในการฉีดยาในระยะยาว โดยใช้เครื่องปั๊มแบบฝังเข้ากล้ามเนื้อ
  • สำหรับอาการหดเกร็งของเส้นประสาทไขสันหลัง การฉีดยาในระยะยาว ควรให้สำหรับผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยการรับประทานยา หรือผู้ที่เคยได้ผลข้างเคียงจากระบบประสาทส่วนกลาง และไม่สามารถทนต่อยาในขนาดที่มีฤทธิ์ในการรักษาได้
  • ผู้ป่วยที่มีอาการหดเกร็ง เนื่องจากการบาดเจ็บที่ศีรษะควรรอ อย่างน้อยหนึ่งปี หลังจากได้รับบาดเจ็บ ก่อนที่จะพิจารณาถึงการเข้ารับการรักษาด้วยการฉีดยาเข้าน้ำไขสันหลังในระยะยาว
  • การกำหนดปริมาณที่เหมาะสม ต้องใช้การวัดความเข้นข้นของสารแต่ละครั้ง ควรใช้ยาที่ในขนาดต่ำสุดที่มีการตอบสนองที่ดีที่สุด
  • การตอบสนองในทางบวก ประกอบด้วยการปรับสภาพของกล้ามเนื้อและ/หรือความถี่ และ/หรือความรุนแรงของอาการชัก
  • ผู้ป่วยจำนวนมากต้องการขนาดยาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาระดับการตอบสนองที่ดีที่สุด ในระหว่างการรักษาในระยะยาว
  • ความจำเป็นอย่างมากและฉับพลัน ในการเพิ่มขนาดยา แนะนำให้สังเกตภาวะแทรกซ้อนจากการใช้สายสวน (เช่น สายสวนหักงอหรือเคลื่อนที่จากเดิม)
  • การปรับความเข้นข้นของยาอย่างระมัดระวัง จำเป็นเมื่อการหดเกร็งยังจำเป็นต่อการรักษาท่าทางและความสมดุลในการเคลื่อนไหว หรือเมื่อใดก็ตามที่ใช้ความหดเกร็งเพื่อให้ได้สมรรถภาพที่ดีที่สุด การหดเกร็งกล้ามเนื้อเป็นครั้งคราว อาจช่วยในการทำงานของระบบไหลเวียนโลหิต อาจช่วยป้องกันการเกิดลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน
  • ยกเว้นในกรณีฉุกเฉิน ค่อยๆ ลดขนาดยา หากเลิกใช้ยาด้วยเหตุผลใดก็ตาม
  • ควรพยายามหยุดรับประทานยาต้านการหดเกร็ง เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ยาเกินขนาด หรือปฏิกิริยากับยาที่ไม่พึงประสงค์ ก่อนที่จะมีการตรวจคัดกรอง หรือหลังการฝังยา และเริ่มฉีดยาในระยะยาว
  • ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในสภาพแวดล้อมที่มีอุปกรณ์ครบครัน ระหว่างขั้นตอนการตรวจคัดกรอง และวัดความเข้มข้นของยาทันทีหลังฝังยา ควรมีอุปกรณ์ช่วยชีวิตพร้อมสำหรับการใช้งาน ในกรณีที่มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายถึงชีวิต หรือเกินจะทนได้

การใช้: สำหรับการจัดการความหดเกร็งขั้นรุนแรงของสมองหรือกระดูกสันหลัง

การปรับขนาดยาสำหรับผู้ป่วยโรคไต

ใช้ด้วยความระมัดระวัง อาจจำเป็นต้องลดปริมาณลง

การขนาดยา

ยกเว้นในกรณีฉุกเฉินที่เกี่ยวข้องกับการให้ยาเกินขนาด ควรเลิกใช้ยาด้วยการลดปริมาณยาต่อเนื่อง ไม่ควรเลิกยาทันที

การล้างไต

การฟอกไตจะเป็นการขับยานี้ออกจากร่างกาย และช่วยเรื่องผลข้างเคียงของการให้ยาเกินขนาด และทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้ไวขึ้น

ความแนะนำอื่นๆ

คำแนะนำในการใช้ยา

  • ควรรับประทานยาพร้อมอาหาร
  • ความเข้มข้นเฉพาะของยานี้ที่ควรใช้สำหรับการฉีดเข้าน้ำไขสันหลังขึ้นอยู่กับขนาดยารวมในแต่ละวันที่รวมถึงอัตราการทำงานของเครื่องปั๊ม
  • ผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนอง (เห็นถึงการลดลงของความตึงตัวของกล้ามเนื้อกล้ามเนื้อและ/หรือความถี่และ/หรือความรุนแรงของอาการชัก) หลังจากฉีดยาเข้าน้ำไขสันหลัง 100 ไมโครกรัม ไม่ควรให้ยาเพิ่มขึ้นอีก หรือได้รับการฉีดยาอย่างสม่ำเสมอ
  • ในระหว่างการรักษาด้วยการฉีดยาเข้าน้ำไขสันหลัง ผู้ป่วยจำนวนมากจำเป็นต้องเพิ่มขนาดยาอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อรักษาฤทธิ์ของยาที่ต้องการ อย่างไรก็ตาม ความจำเป็นอย่างฉับพลันในการเพิ่มขนาดยาอย่างมีนัยสำคัญ อาจบ่งบอกว่ามีภาวะแทรกซ้อนทางสายสอดหรือเครื่องปั๊มทำงานผิดพลาด ผู้ป่วยบางรายอาจต้องการวิธีการใช้ยาที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับภาวะการหดเกร็งที่เพิ่มขึ้น หรือลดลงในเวลาที่ต่างกันในแต่ละวัน (เช่น อัตราการแช่ที่เพิ่มขึ้นในเวลากลางคืน) ผู้ป่วยบางรายอาจเริ่มดื้อยา แม้จะเพิ่มขนาดยาขึ้น การหยุดฉีดยาภายในสองสามวัน อาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้ อาจเริ่มใช้ยาอีกครั้งในอัตราการฉีดอย่างต่อเนื่อง และความเข้มข้นของยาที่ใช้ในช่วงเริ่มต้น

ทั่วไป

  • ยาเม็ดสำหรับรับประทานและยาน้ำต่างมีประสิทธิภาพเท่ากัน
  • ในผู้ป่วยที่อาการไม่ดีขึ้นภายใน 6 ถึง 8 สัปดาห์หลังจากรับประทานยาในขนาดสูงสุดแล้ว ควรพิจารณาว่าจะใช้ยาต่อไปหรือไม่
  • ควรใช้ยาสูตรเฉพาะ สำหรับผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษา ด้วยการประทานยา หรือผู้ที่มีผลข้างเคียงจากระบบประสาทส่วนกลาง ที่ไม่สามารถทนต่อยาได้ ในปริมาณที่มีประสิทธิภาพ
  • การฉีดยาเข้าน้ำไขสันหลังเจตนาเพื่อฉีดยาปริมาณมากในโดสเดียว (ผ่านทางช่องไขสันหลังหรือการเจาะน้ำไขสันหลัง) ส่วนการใช้ยาในระยะยาว แพทย์จะใช้เครื่องปั๊มยาฝังที่เหมาะสำหรับการใช้ยาอย่างต่อเนื่อง ในช่องว่างระหว่างช่องไขสันหลัง
  • เด็กควรมีมวลกายเพียงพอ เพื่อรองรับการใส่ท่อภายในช่องไขสันหลัง
  • ไม่ควรฝังเครื่องปั๊มจนกว่าผู้ป่วยจะได้รับการตอบสนองต่อการฉีดยาในปริมาณมาก และ/หรือการวัดความเข้มข้นยาอย่างเพียงพอ และพบว่าปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
  • การฉีดยาทางช่องไขสันหลังควรทำโดยแพทย์ที่ได้รับการฝึกอบรมอย่างเพียงพอในการรักษาด้วยการฉีดยาเข้าช่องไขสันหลังอย่างต่อเนื่องในสภาพแวดล้อมที่ได้รับการควบคุมและมีอุปกรณ์ดูแลอย่างเพียงพอ
  • ผู้ป่วยควรทำตามคำแนะนำเฉพาะสำหรับการฝังยา โปรแกรมและ/หรือการเติมยาในเครื่องปั๊มเข้าทางช่องไขสันหลังโดยผู้ผลิตอย่างเคร่งครัด
  • อย่าใช้ยาสำหรับการฉีดเข้าไขสันหลังด้วยวิธีอื่น นอกเหนือไปจากวิธีที่กำหนด
  • ในช่วงการปรับขนาดความเข้นข้นของยา ควรเพิ่มขนาดยาทุก 24 ชั่วโมงในผู้ป่วยที่มีใช้เครื่องปั๊ม และทุก 48 ชั่วโมง ในผู้ป่วยที่ไม่ได้ใช้เครื่องปั๊ม
  • ผู้ป่วยทุกรายที่ได้รับการฉีดยาทางช่องไขสันหลัง มีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการขาดยา เหตุผลทั่วไปสำหรับการหยุดยาทันที รวมถึงความผิดปกติของสายสวน เครื่องปั๊มมีปริมาณน้ำคงเหลือต่ำ และแบตเตอรี่ของเครื่องปั๊มหมดอายุ ข้อผิดพลาดจากมนุษย์ก็เป็นสาเหตุทั่วไปได้เช่นกัน การป้องกันการหยุดยาอย่างฉับพลัน ต้องใช้ความเอาใจใส่อย่างรอบคอบในการควบคุมอย่างเหมาะสม ตรวจสอบระบบการเติมยา และขั้นตอนในการเติมยา รวมถึงการเตือนของเครื่องปั๊ม ผู้ป่วยและผู้ดูแลควรทราบถึงความสำคัญของการเข้ารับการรักษาตามตารางเวลา ในการเติมยาและเรียนรู้เกี่ยวกับอาการขาดยา
  • สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการหดเกร็ง เนื่องจากการบาดเจ็บที่ศีรษะ ควรรอกระทั่งอาการหดเกร็งดีขึ้น (เช่น อย่างน้อยหนึ่งปีหลังจากได้รับบาดเจ็บ)
  • ไม่มีคำแนะนำในการปรับขนาดยา เฉพาะสำหรับผู้ป่วยสูงอายุ อย่างไรก็ตาม แนะนำให้ใช้ระมัดระวังในการเลือกขนาดยา
  • ข้อเสนอแนะในการรักษาอาการขาดยาบาโคลเฟน คือการกลับมารับประทานยาในขนาดยาเดิม หรือใกล้เคียง ก่อนการให้ยาจะถูกจัดจังหวะ หากการกลับมาใช้ยาเป็นไปอย่างล่าช้า ผู้ป่วยควรพิจารณาการรักษาด้วยยากาบาอะโกนิสต์ (GABA-agonist) ไม่ควรใช้ยาบาโคลเฟนสำหรับรับประทานหรือฉีดเพื่อหยุดอาการขาดยาบาลโคเฟนที่ฉีดเข้าน้ำไขสันหลัง

ข้อกำหนดในการจัดเก็บ

ดูข้อมูลผลิตภัณฑ์ของผู้ผลิต

เทคนิคการเตรียมยา

ดูข้อมูลผลิตภัณฑ์ของผู้ผลิต

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วย

ควรรับประทานยานี้ระหว่างมื้ออาหารพร้อมกับดื่มน้ำ

ขนาดยาบาโคลเฟนสำหรับเด็ก

ขนาดยาสำหรับรักษาอาการหดเกร็ง

อายุ 12 ปีขึ้นไป

สำหรับรับประทาน

  • ขนาดยาเริ่มต้น: แนะนำให้ค่อยๆ เพิ่มขนาดยาแต่ควรปรับให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้ป่วยแต่ละราย: 5 มิลลิกรัม รับประทานวันละ 3 ครั้งเป็นเวลา 3 วันจากนั้นรับประทาน 10 มิลลิกรัม 3 ครั้งต่อวันเป็นเวลา 3 วันจากนั้นให้รับประทาน 15 มิลลิกรัมต่อวัน 3 ครั้งต่อวันเป็นเวลา 3 วันจากนั้นรับประทานวันละ 20 มิลลิกรัม 3 ครั้งต่อวันเป็นเวลา 3 วัน
  • ขนาดยาที่มีผลกับการรักษา: ขึ้นอยู่กับผู้ป่วยแต่ละราย
  • ขนาดยาสูงสุด: 80 มิลลิกรัมต่อวัน (รับประทาน 20 มิลลิกรัมวันละ 4 ครั้ง)

คำแนะนำ

  • แนะนำให้ใช้ยาในขนาดที่ต่ำที่สุดที่ตอบสนองดีที่สุด
  • ค่อยๆ เลิกใช้ยาหากอาการไม่ดีขึ้นหลังใช้ยามาระยะหนึ่ง

การใช้

  • เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของเส้นเลือดตีบหลายแห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการบรรเทาอาการชักของกล้ามเนื้อกระตุก และอาการปวดที่มีอาการกระตุกร่วม รวมถึงกล้ามเนื้หดเกร็ง ผู้ป่วยควรกลับมามีเส้นเลือดตีบที่เป็นปกติได้ ดังนั้น การบำบัดจะช่วยในการฟื้นฟูการทำงานของเส้นเลือด
  • เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บชนิดไขสันหลังอักเสบและโรคไขสันหลังอักเสบอื่นๆ

ขนาดยาสำหรับ Cerebral Spasticity

อายุ 4 ปีขึ้นไป

  • ขนาดยาในช่วงตรวจคัดกรองสำหรับเด็กเท่ากันกับขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่ (50 ไมโครกรัม) อย่างไรก็ตามสำหรับผู้ป่วยที่มีขนาดตัวเล็กอาจลองใช้ขนาดยา 25 ไมโครกรัมก่อน
  • ขั้นตอนการตรวจวินิฉัย: ก่อนที่จะมีการฝังยาสำหรับผู้ป่วยที่ฉีดยาเข้าน้ำไขสันหลังอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยต้องแสดงปฏิกิริยาตอบสนองในทางบวก ต่อการฉีดยาในขนาดยาที่สูง (intrathecal bolus dose) ระหว่างตรวจคัดกรอง
  • การตรวจคัดกรองครั้งแรก: 25 ถึง 50 ไมโครกรัม (ในปริมาตร 1 มิลลิลิตร) เข้าน้ำไขสันหลังอย่างน้อย 1 นาที สังเกตผู้ป่วยเป็นเวลา 4 ถึง 8 ชั่วโมง เพื่อผลตอบสนองในเชิงบวก
  • ปริมาณการตรวจคัดกรองที่สอง: (ถ้าไม่มีการตอบสนองเชิงบวกต่อการตรวจคัดกรองครั้งแรก): 75 ไมโครกรัม (ในปริมาตร 1.5 มิลลิลิตร) ยาเม็ดที่ให้ยา 24 ชั่วโมง หลังการตรวจคัดกรองครั้งแรก สังเกตผู้ป่วยเป็นเวลา 4 ถึง 8 ชั่วโมง เพื่อผลตอบสนองในเชิงบวก
  • ปริมาณการตรวจคัดกรองที่สาม: (หากไม่มีการตอบสนองในทางบวกต่อยาที่ได้รับการตรวจคัดกรองครั้งที่สอง) 100 ไมโครกรัม (ในปริมาตร 2 มิลลิลิตร) ยาขนาด 24 ชั่วโมง หลังจากได้รับการตรวจครั้งที่สอง สังเกตผู้ป่วยเป็นเวลา 4 ถึง 8 ชั่วโมง เพื่อตอบสนองในเชิงบวก ถ้าไม่มีการตอบสนองในทางบวกต่อการตรวจคัดกรองครั้งที่สาม ผู้ป่วยไม่ควรใช้ยาฉีดเพื่อรักษาอาการปวดเรื้อรัง

การเพิ่มขนาดยาในการรักษา

  • ขนาดยาที่ใช้ระหว่างตรวจคัดกรอง และได้รับการตอบสนองในเชิงบวก ควรเพิ่มเป็นสองเท่า และใช้งานเกิน 24 ชั่วโมง เว้นแต่จะได้รับการรักษาด้วยการเพิ่มขนาดยาเกิน 8 ชั่วโมง ในกรณีที่เริ่มใช้ยา ควรได้รับการตรวจคัดกรองตลอด 24 ชั่วโมง
  • ไม่ควรเพิ่มขนาดยาใน 24 ชั่วโมงแรก (จนกว่าจะอยู่ในสภาพคงที่)
  • หลังจาก 24 ชั่วโมงแรกที่ใช้ยา ควรเพิ่มขนาดยาขึ้นทุกวันควรทีละ 5 ถึง 15 เปอร์เซ็นต์ และเพียงครั้งเดียวในทุก 24 ชั่วโมง จนกว่าจะได้ผลตามที่ต้องการ

ขนาดยาที่มีผลต่อการรักษา

  • ระหว่างช่วงที่ฉีดยาในแต่ละวัน ขนาดยารายวันอาจเพิ่มขึ้น 5 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่เกิน 20 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้สามารถควบคุมอาการได้
  • ขนาดยารายวันอาจลดลง 10 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ หากเกิดผลข้างเคียง

ขนาดยาที่มีผลต่อการรักษาในระยะยาว

  • ผู้ป่วยที่มีอายุตั้งแต่ 4 ถึง 12 ปีอาจต้องใช้ขนาดยาในแต่ละวันต่ำกว่า 274 ไมโครกรัมต่อวันโดยมีขอบเขตของขนาดยา 24 ถึง 1199 ไมโครกรัมต่อวัน
  • อายุ 12 ปีขึ้นไป: 22 ถึง 1400 ไมโครกรัมต่อวัน ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการคงที่เมื่อใช้ย่ระหว่าง 90 ถึง 703 ไมโครกรัมต่อวัน มีข้อมูลจำกัดเกี่ยวกับขนาดยามากกว่า 1000 ไมโครกรัมต่อวัน

ความจำเป็นในการปรับขนาดยาในการใช้ยาระยะยาว

  • ในการรักษาประมาณระยะยาว 5% ของผู้ป่วยจะไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยการใช้ยาที่เพิ่มปริมาณขึ้น ไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะให้คำแนะนำในการรักษาอาการดื้อยา อย่างไรก็ตาม บางครั้งอาการดื้อยาได้รับการรักษาในโรงพยาบาลที่เรียกว่า “การพักยา” (drug holiday) ประกอบด้วยการลดขนาดยาสำหรับฉีดเข้าน้ำไขสันหลังในช่วง 2-4 สัปดาห์และเปลี่ยนไปใช้วิธีการอื่นในการรักษาอาการหดเกร็ง
  • – หลังจากที่ “พักยา” อาจใช้เวลาเริ่มต้นการฉีดยาเข้าน้ำไขสันหลังใหม่ในขนาดยาเริ่มต้นที่เคยได้รับในครั้งก่อน

คำแนะนำ

  • ผู้ป่วยควรตอบสนองต่อขนาดยาระหว่างตรวจคัดกรองก่อนที่จะได้รับการพิจารณาในการฉีดยาในระยะยาวโดยใช้เครื่องปั๊มแบบฝังเข้ากล้ามเนื้อ
  • สำหรับอาการหดเกร็งของเส้นประสาทไขสันหลัง การฉีดยาในระยะยาวโดยใช้เครื่องปั๊มฝัง ควรใช้สำหรับผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยการรับประทานยา หรือผู้ที่เคยได้ผลข้างเคียงจากระบบประสาทส่วนกลาง และไม่สามารถทนต่อยาในขนาดที่มีฤทธิ์ในการรักษาได้
  • ผู้ป่วยที่มีอาการหดเกร็งเนื่องจากการบาดเจ็บที่ศีรษะ ควรรออย่างน้อยหนึ่งปีหลังจากได้รับบาดเจ็บ ก่อนที่จะพิจารณาถึงการเข้ารับการรักษา ด้วยการฉีดยาเข้าน้ำไขสันหลังในระยะยาว
  • การกำหนดปริมาณที่เหมาะสม ต้องใช้การวัดความเข้นข้นของสารแต่ละครั้ง ควรใช้ยาที่ในขนาดต่ำสุดที่มีการตอบสนองที่ดีที่สุด
  • การตอบสนองในทางบวก ประกอบด้วยการตึงตัวของกล้ามเนื้อลดลงและ/หรือความถี่และ/หรือความรุนแรงของอาการชัก
  • ผู้ป่วยจำนวนมากต้องการขนาดยาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาระดับการตอบสนองที่ดีที่สุด ในระหว่างการรักษาในระยะยาว
  • ความจำเป็นอย่างมากและฉับพลันในการเพิ่มขนาดยา แนะนำให้สังเกตถึงภาวะแทรกซ้อนจากการใช้สายสวน (เช่น สายสวนหักงอหรือเคลื่อนที่จากเดิม)
  • การปรับความเข้นข้นของยาอย่างระมัดระวังเป็นสิ่งจำเป็น เมื่อการหดเกร็งยังจำเป็นต่อการรักษาท่าทาง และความสมดุลในการเคลื่อนไหว หรือเมื่อใดก็ตามที่ใช้ความหดเกร็งเพื่อให้ได้สมรรถภาพที่ดีที่สุด การหดเกร็งกล้ามเนื้อเป็นครั้งคราว อาจช่วยในการทำงานของระบบไหลเวียนโลหิต อาจช่วยป้องกันการเกิดลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน
  • ยกเว้นในกรณีฉุกเฉิน ค่อยๆ ลดขนาดยา หากเลิกใช้ยาด้วยเหตุผลใดก็ตาม
  • ควรพยายามหยุดรับประทานยาต้านการหดเกร็ง เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ยาเกินขนาด หรือปฏิกิริยากับยาที่ไม่พึงประสงค์ ก่อนที่จะมีการตรวจคัดกรอง หรือหลังการฝังยาและเริ่มฉีดยาในระยะยาว
  • ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในสภาพแวดล้อมที่มีอุปกรณ์ครบครัน ระหว่างขั้นตอนการตรวจคัดกรอง และวัดความเข้มข้นของยาทันทีหลังฝังยา ควรมีอุปกรณ์ช่วยชีวิตพร้อมสำหรับการใช้งาน ในกรณีที่มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายถึงชีวิต หรือเกินจะทนได้

การใช้: สำหรับการจัดการความหดเกร็งขั้นรุนแรงของสมองหรือกระดูกสันหลังในผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 4 ปี

ขนาดยาสำหรับรักษาอาการหดเกร็งที่ไขสันหลัง

อายุ 4 ปีขึ้นไป

  • ขนาดยาในช่วงตรวจคัดกรองสำหรับเด็กเท่ากันกับขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่ (50 ไมโครกรัม) อย่างไรก็ตามสำหรับผู้ป่วยที่มีขนาดตัวเล็กอาจลองใช้ขนาดยา 25 ไมโครกรัมก่อน
  • ขั้นตอนการตรวจวินิฉัย: ก่อนที่จะมีการฝังยาสำหรับผู้ป่วยที่ฉีดยาเข้าน้ำไขสันหลังอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยต้องแสดงปฏิกิริยาตอบสนองในทางบวก ต่อการฉีดยาในขนาดยาที่สูงระหว่างตรวจคัดกรอง
  • การตรวจคัดกรองครั้งแรก: 25 ถึง 50 ไมโครกรัม (ในปริมาตร 1 มิลลิลิตร) เข้าน้ำไขสันหลังอย่างน้อย 1 นาที สังเกตผู้ป่วยเป็นเวลา 4 ถึง 8 ชั่วโมง เพื่อผลตอบสนองในเชิงบวก
  • ปริมาณการตรวจคัดกรองที่สอง: (ถ้าไม่มีการตอบสนองเชิงบวกต่อการตรวจคัดกรองครั้งแรก): 75 ไมโครกรัม (ในปริมาตร 1.5 มิลลิลิตร) ยาเม็ดที่ให้ยา 24 ชั่วโมง หลังการตรวจคัดกรองครั้งแรก สังเกตผู้ป่วยเป็นเวลา 4 ถึง 8 ชั่วโมงเพื่อผลตอบสนองในเชิงบวก
  • ปริมาณการตรวจคัดกรองที่สาม: (หากไม่มีการตอบสนองในทางบวกต่อยาที่ได้รับการตรวจคัดกรองครั้งที่สอง) 100 ไมโครกรัม (ในปริมาตร 2 มิลลิลิตร) ยาขนาด 24 ชั่วโมง หลังจากได้รับการตรวจครั้งที่สอง สังเกตผู้ป่วยเป็นเวลา 4 ถึง 8 ชั่วโมง เพื่อผลตอบสนองในเชิงบวก ถ้าไม่มีการตอบสนองในทางบวก ต่อการตรวจคัดกรองครั้งที่สาม ผู้ป่วยไม่ควรใช้ยาฉีดเพื่อรักษาอาการปวดเรื้อรัง

การเพิ่มขนาดยาในการรักษา

  • ขนาดยาที่ใช้ระหว่างตรวจคัดกรอง และได้รับการตอบสนองในเชิงบวก ควรเพิ่มเป็นสองเท่า และใช้งานเกิน 24 ชั่วโมง เว้นแต่จะได้รับการรักษาด้วยการเพิ่มขนาดยาเกิน 8 ชั่วโมง ในกรณีที่เริ่มใช้ยา ควรได้รับการตรวจคัดกรองตลอด 24 ชั่วโมง
  • – ไม่ควรเพิ่มขนาดยาใน 24 ชั่วโมงแรก (จนกว่าจะอยู่ในสภาพคงที่)
  • – ผู้ป่วยที่ไขสันหลังหดเกร็ง: หลังจาก 24 ชั่วโมงแรกที่ใช้ยา ควรเพิ่มขนาดยาขึ้นทุกวัน ทีละ 5 ถึง 15 เปอร์เซ็นต์ และทุก 24 ชั่วโมง จนกว่าจะได้ผลตามที่ต้องการ

ขนาดยาที่มีผลต่อการรักษา

  • แนะนำให้เด็กที่มีอายุ 4 ปีขึ้นไปใช้ขนาดยาเดียวกับผู้ใหญ่
  • ระหว่างช่วงที่ฉีดยาในแต่ละวัน ขนาดยารายวันอาจเพิ่มขึ้น 5 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่เกิน 20 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้สามารถควบคุมอาการได้
  • ขนาดยารายวันอาจลดลง 10 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ หากเกิดผลข้างเคียง ผู้ป่วยส่วนใหญ่จำเป็นต้องเพิ่มขนาดยาขึ้นทีละน้อย เพื่อรักษาระดับการตอบสนองที่ดีที่สุด ในระหว่างการรักษาอาการเรื้อรัง

ขนาดยาที่มีผลต่อการรักษาในระยะยาว

  • ผู้ป่วยที่มีอายุตั้งแต่ 4 ถึง 12 ปี อาจต้องใช้ขนาดยาในแต่ละวันต่ำกว่า 274 ไมโครกรัมต่อวัน โดยมีขอบเขตของขนาดยา 24 ถึง 1199 ไมโครกรัมต่อวัน
  • อายุ 12 ปีขึ้นไป: 22 ถึง 1400 ไมโครกรัมต่อวัน ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการคงที่ เมื่อใช้ยาระหว่าง 90 ถึง 703 ไมโครกรัมต่อวัน มีข้อมูลจำกัดเกี่ยวกับขนาดยามากกว่า 1000 ไมโครกรัมต่อวัน

ความจำเป็นในการปรับขนาดยาในการใช้ยาระยะยาว

  • ในการรักษาประมาณระยะยาว 5% ของผู้ป่วยจะไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยการใช้ยาที่เพิ่มปริมาณขึ้น ไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะให้คำแนะนำในการรักษาอาการดื้อยา อย่างไรก็ตาม บางครั้งอาการดื้อยาได้รับการรักษาในโรงพยาบาล ประกอบด้วยการลดขนาดยาสำหรับฉีดเข้าน้ำไขสันหลังในช่วง 2-4 สัปดาห์ และเปลี่ยนไปใช้วิธีการอื่นในการรักษาอาการหดเกร็ง
  • หลังจากอาการดื้อยา อาจใช้เวลาเริ่มต้นการฉีดยาเข้าน้ำไขสันหลังใหม่ในขนาดยาเริ่มต้นที่เคยได้รับในครั้งก่อน

คำแนะนำ

  • ผู้ป่วยควรตอบสนองต่อขนาดยาระหว่างตรวจคัดกรอง ก่อนที่จะได้รับการพิจารณาในการฉีดยาในระยะยาว โดยใช้เครื่องปั๊มแบบฝังเข้ากล้ามเนื้อ
  • สำหรับอาการหดเกร็งของเส้นประสาทไขสันหลัง การฉีดยาในระยะยาวโดยใช้เครื่องปั๊มฝัง ควรใช้สำหรับผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยการรับประทานยา หรือผู้ที่เคยได้ผลข้างเคียงจากระบบประสาทส่วนกลาง และไม่สามารถทนต่อยาในขนาดที่มีฤทธิ์ในการรักษาได้
  • ผู้ป่วยที่มีอาการหดเกร็งเนื่องจากการบาดเจ็บที่ศีรษะ ควรรออย่างน้อยหนึ่งปี หลังจากได้รับบาดเจ็บ ก่อนที่จะพิจารณาถึงการเข้ารับการรักษา ด้วยการฉีดยาเข้าน้ำไขสันหลังในระยะยาว
  • การกำหนดปริมาณที่เหมาะสม ต้องใช้การวัดความเข้นข้นของสารแต่ละครั้ง ควรใช้ยาที่ในขนาดต่ำสุดที่มีการตอบสนองที่ดีที่สุด
  • การตอบสนองในทางบวก ประกอบด้วยการปรับสภาพของกล้ามเนื้อและ/หรือความถี่และ/หรือความรุนแรงของอาการชัก
  • ผู้ป่วยจำนวนมากต้องการการขนาดยาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาระดับการตอบสนองที่ดีที่สุด ในระหว่างการรักษาในระยะยาว
  • ความจำเป็นอย่างมากและฉับพลัน ในการเพิ่มขนาดยาแนะนำให้เห็นถึงภาวะแทรกซ้อนจากการใช้สายสวน (เช่น สายสวนหักงอหรือเคลื่อนที่จากเดิม)
  • การปรับความเข้นข้นของยาอย่างสม่ำเสมอจำเป็น เมื่อการหดเกร็งยังจำเป็นต่อการรักษาท่าทางและความสมดุลในการเคลื่อนไหว หรือเมื่อใดก็ตามที่ใช้ความหดเกร็ง เพื่อให้ได้สมรรถภาพที่ดีที่สุด การหดเกร็งกล้ามเนื้อเป็นครั้งคราว อาจช่วยในการทำงานของระบบไหลเวียนโลหิต อาจช่วยป้องกันการเกิดลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน
  • ยกเว้นในกรณีฉุกเฉิน ค่อยๆ ลดขนาดยา หากเลิกใช้ยาด้วยเหตุผลใดก็ตาม
  • ควรพยายามหยุดรับประทานยาต้านการหดเกร็ง เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ยาเกินขนาด หรือปฏิกิริยากับยาที่ไม่พึงประสงค์ ก่อนที่จะมีการตรวจคัดกรอง หรือหลังการฝังยา และเริ่มฉีดยาในระยะยาว
  • ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในสภาพแวดล้อมที่มีอุปกรณ์ครบครัน ระหว่างขั้นตอนการตรวจคัดกรองและวัดความเข้มข้นของยาทันทีหลังฝังยา ควรมีอุปกรณ์ช่วยชีวิต พร้อมสำหรับการใช้งาน ในกรณีที่มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายถึงชีวิต หรือเกินจะทนได้

การใช้: สำหรับการจัดการความหดเกร็งขั้นรุนแรงของสมองหรือกระดูกสันหลัง ในผู้ป่วยที่มีอายุ 4 ปีขึ้นไป

การรับประทาน: ยังไม่มีการรับรองความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการใช้ยา ในผู้ป่วยที่มีอายุต่ำกว่า 12 ปี

การฉีดเข้าน้ำไขสันหลัง: ยังไม่มีการรับรองความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการใช้ยา ในผู้ป่วยที่มีอายุต่ำกว่า 4 ปี

รูปแบบของยา

ยาบาโคลเฟนมีรูปแบบดังต่อไปนี้

  • ยาเม็ดสำหรับรับประทาน
  • ยาผงสูตรผสม
  • ยาฉีด
  • ยาน้ำแขวนตะกอน

กรณีฉุกเฉินหรือการใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉิน หรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติ ไม่ควรเพิ่มขนาดยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

Review Date: สิงหาคม 9, 2018 | Last Modified: สิงหาคม 9, 2018

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย