บิซาโคดิล (Bisacodyl)

โดย ทบทวนบทความโดย เภสัชกรวิสสุตา ชั้นประเสริฐ

ชื่อสามัญ: บิซาโคดิล (Bisacodyl) Brand Name(s): ชื่อทั่วไปเท่านั้น ไม่มีชื่อแบรนด์

ข้อบ่งใช้

ยาบิซาโคดิลใช้สำหรับ

ยาบิซาโคดิล (Bisacodyl) อย่างเช่นดัลโคแลกซ์ (Dulcolax®) คืออนุพันธ์ไดเฟเนลเมทีน (diphenylmethane derivative) มักใช้สำหรับ

  • รักษาอาการท้องผูก
  • ทำความสะอาดของเสียในลำไส้ใหญ่ก่อนและหลังการผ่าตัด
  • การเตรียมการเอ็กซเรย์ลำไส้ใหญ่

วิธีการใช้ยาบิซาโคดิล

สำหรับยาแบบรับประทาน คุณควร

  • รับประทานยาบิซาโคดิลตามที่แพทย์สั่งในเรื่องของขนาดยา และตารางการใช้ยา
  • อ่านฉลากยาให้ดีก่อนใช้ยาบิซาโคดิล
  • ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับข้อมูลบนฉลากยาที่คุณไม่เข้าใจ

การเก็บรักษายาบิซาโคดิล

ยาบิซาโคดิลควรเก็บในอุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงแสงหรือความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเกิดความเสียหาย ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาบิซาโคดิลบางยี่ห้ออาจจะต้องเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากยาหรือสอบถามเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัยโปรดเก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

ไม่ควรทิ้งยาบิซาโคดิลลงในชักโครก หรือเทยาลงในท่อระบายน้ำ เว้นเสียแต่จะได้รับคำแนะนำให้ทำเช่นนั้น ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้องเมื่อยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน โปรดสอบถามเภสัชกรเพิ่มเติม เกี่ยวกับวิธีการกำจัดยาที่ถูกต้อง

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาบิซาโคดิล

ก่อนใช้ยาบิซาโคดิล แจ้งให้แพทย์ทราบในกรณีดังต่อไปนี้

  • อาการแพ้ต่อยาอื่น แพ้อาหาร สีย้อม สารกันบูด หรือสัตว์
  • เป็นเด็ก
  • เป็นผู้สูงอายุ
  • มีการใช้ยาสำหรับสภาวะสุขภาพอื่นๆ ที่มีความเสี่ยงว่าจะมีปฏิกิริยากับยาบิซาโคดิล

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อหาประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยานี้

ยาบิซาโคดิลจัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์ หมวด B โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

  • A= ไม่มีความเสี่ยง
  • B= ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C= อาจจะมีความเสี่ยง
  • D= พบหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X= ห้ามใช้
  • N= ไม่มีข้อมูลเพียงพอ

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยาบิซาโคดิล

เช่นเดียวกับการใช้ยาอื่นๆ การใช้ยาบิซาโคดิลนั้นสามารถส่งผลให้เกิดผลข้างเคียงได้ ซึ่งส่วนใหญ่นั้นแทบจะไม่เกิดขึ้น และไม่จำเป็นต้องรักษาเพิ่มเติม แต่ควรจะปรึกษาแพทย์หากคุณมีปัญหาใดๆ ขณะที่กำลังใช้ยานี้

ผลข้างเคียงบางประการมีดังนี้

  • รู้สึกไม่สบายท้อง คลื่นไส้ ปวดเกร็งหน้าท้อง และ/หรือ หมดสติจากการใช้ยาในขนาดที่ใช้ในการรักษา
  • ท้องร่วง ระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารและลำไส้ (GI irritation) และมีภาวะขาดของเหลวและอิเลคโตรไลต์ (fluid and electrolyte depletion)
  • ระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารและลำไส้ และอาจจะอาเจียน หากมีการกระจายของยาเม็ดเคลือบในลำไส้
  • ระคายเคือง หรือรู้สึกแสบร้อนที่เยื่อบุทวารหนัก (rectal mucosa) และทวารหนักอักเสบระดับเบา (mild proctitis)
  • โรคพิษต่อตับ (Hepatotoxicity)

ไม่ใช่ทุกคนจะเจอกับผลข้างเคียงเหล่านี้ และอาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใดๆ โปรดปรึกษากับแพทย์

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยาบิซาโคดิลอาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรจะบอกแพทย์หรือเภสัชกรของคุณว่าคุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง (ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ) เพื่อความปลอดภัย โปรดอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนยาโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์ เช่น

  • อัลบูเทอรอล (Albuterol)
  • แอสไพริน
  • ด็อกคูเสท (Docusate)
  • โอเมพราโซล (Omeprazole)
  • ไทลินอล
  • เอช2 รีเซพเตอร์ แอนตาโกนิสต์ ไซเมทิดีน (H2 receptor antagonist cimetidine)
  • ฟาโมทิดีน (Famotidine)
  • นิซาทิดีน (Nizatidine) และแรนิทิดีน (ranitidine) หรือนม
  • ยาขับปัสสาวะกลุ่มโปแตสเซียม-สแปริ่ง (Potassium-sparing diuretics)
  • อาหารเสริมโพแทสเซียม

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยาบิซาโคดิลอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาบิซาโคดิลอาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ เช่น

  • การผ่าตัดช่องท้อง
  • ลำไส้อุดตัน (Intestinal Obstruction)
  • ไส้ติ่งอักเสบ (Appendicitis)
  • เลือดออกทางทวารหนัก
  • การอักเสบที่กระเพาะหรือลำไส้

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์และเภสัชกรทุกครั้ง เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาบิซาโคดิลสำหรับผู้ใหญ่

ปรึกษากับแพทย์สำหรับข้อมูลของยาบิซาโคดิล ไฮโดรคลอไรด์ (bisacodyl hydrochloride) ขนาดยาที่แนะนำสำหรับบางกรณีอาจมีดังนี้

สำหรับรักษาอาการท้องผูก

  • ครั้งละ 1 หรือ 2 เม็ด ขนาด 5 หรือ 10 มก. รับประทานในตอนเย็น
  • ครั้งละ 1 เม็ด ขนาด 10 มก. สวนเข้าทวารหนักในตอนเช้า ขนาดยาสูงสุดคือ 3 หรือ 4 เม็ด ขนาด 5 มก.

สำหรับการสวนทวารหนัก

  • 2 เม็ด ขนาด 5 มก. ใช้ในตอนเย็น หลังจากนั้นครั้งละ 1 เม็ด ขนาด 10 มก. สวนเข้าทวารหนักในตอนเช้า

สำหรับการเตรียมตัวเอ็กซเรย์ลำไส้ใหญ่:

  • 2 เม็ด ใช้ทุกคืน ขนาด 5 มก. ใช้ต่อเนื่อง 2 คืนก่อนการเอ็กซเรย์

ขนาดยาบิซาโคดิลสำหรับเด็ก

ปรึกษากับแพทย์สำหรับข้อมูลของยาบิซาโคดิล ไฮโดรคลอไรด์ (bisacodyl hydrochloride) ขนาดยาที่แนะนำสำหรับบางกรณีอาจมีดังนี้

สำหรับรักษาอาการท้องผูก

  • เด็กอายุมากกว่า 10 ปี: รับประทาน 1 หรือ 2 เม็ด (5 หรือ 10 มก.) ในตอนเย็น หรือ 1 เม็ด สวนเข้าทวารหนักในตอนเช้า ขนาดยาสูงสุดในบางกรณีอาจมากถึง 3 หรือ 4 เม็ด ขนาด 5 มก.
  • เด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี: รับประทาน 1 เม็ด ขนาด 5 มก. ในตอนเย็น หรือ 1 ยาเม็ดสวนทวารขนาด 5 มก. ในตอนเช้า
  • เด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี: ห้ามใช้ ดังนั้นจึงต้องกลืนยาทั้งเม็ด การให้ยาสวนเข้าทวารหนักต้องทำโดยแพทย์เท่านั้น

สำหรับการสวนทวารหนัก

  • เด็กอายุมากกว่า 10 ปี: 2 เม็ด ขนาด 5 มก. ในตอนเย็น แล้วตามด้วย 1 เม็ด ขนาด 10 มก. สวนเข้าทวารหนักในตอนเช้า
  • เด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี: 1 เม็ด 5 มก. ในตอนเย็น แล้วตามด้วย 1 เม็ด ขนาด 5 มก. สวนเข้าทวารหนักในตอนเช้า

สำหรับการเตรียมตัวเอ็กซเรย์ลำไส้ใหญ่

  • เด็กอายุมากกว่า 10 ปี: 2 เม็ด ใช้ทุกคืน ขนาด 5 มก. ใช้ต่อเนื่อง 2 คืนก่อนการฉายภาพ
  • เด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี: 1เม็ด ใช้ทุกคืนต่อเนื่อง 2 คืนก่อนการฉายภาพ

รูปแบบของยา

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้

  • ยาเม็ดละลายในลำไส้ 5 มก.
  • ยาเม็ดกลมสวนทวาร 5 มก. และ 10 มก.
  • ยาแขวนตะกอน 10 มก. ใน 30 มล.

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบรับประทานทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Review Date: สิงหาคม 27, 2018 | Last Modified: สิงหาคม 27, 2018

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย