บูเดโซไนด์ (Budesonide)

โดย ทบทวนบทความโดย เภสัชกรพิมพ์จิต วัฒนชโนบล

ชื่อสามัญ: บูเดโซไนด์ (Budesonide) Brand Name(s): บูเดโซไนด์ (Budesonide).

ข้อบ่งใช้

ยาบูเดโซไนด์ใช้สำหรับ

ยาบูเดโซไนด์ (Budesonide) มักใช้เพื่อรักษาสภาวะบางอย่างของลำไส้ เช่น โรคโครห์น (Crohn’s Disease) หรือโรคลำไส้ใหญ่อักเสบชนิดเป็นแผล (Ulcerative Colitis) ยาบูเดโซไนด์นั้นไม่ได้รักษาอาการเหล่านี้ให้หายขาดได้ แต่สามารถลดอาการของโรค เช่น อาการปวดและท้องร่วง ยาบูเดโซไนด์เป็นยาลดการอักเสบ หรือคอร์ติโคสเตียรอยด์ฮอร์โมน (corticosteroid hormone) ทำงานโดยการลดการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย

วิธีการใช้ยาบูเดโซไนด์

รับประทานยานี้พร้อมกับอาหาร หรือรับประทานแยกต่างหาก โดยปกติแล้วคือวันละครั้งในตอนเช้า รับประทานยาพร้อมกับดื่มน้ำเต็มแก้ว (8 ออนซ์/240 มล.) เว้นแต่ว่าแพทย์จะสั่งอย่างอื่น กลืนยาลงไปทั้งเม็ด อย่าบดหรือเคี้ยวยา เพราะจะทำให้ยาออกฤทธิ์ทั้งหมดมาทันที และเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงได้ หากคุณใช้ยาแบบออกฤทธิ์นาน อย่าแบ่งเม็ดยา เว้นแต่ว่าจะมีเส้นแบ่ง และแพทย์หรือเภสัชกรแจ้งให้คุณทำ กลืนยาทั้งเม็ดหรือยาที่แบ่งแล้ว โดยไม่ต้องบดดหรือเคี้ยวยา

ขนาดยาและระยะเวลาในการรักษานั้น ขึ้นอยู่กับสภาวะทางการแพทย์ การตอบสนองต่อการรักษา และอายุ

หลีกเลี่ยงการรับประทานเกรฟฟรุต หรือดื่มน้ำเกรฟฟรุต ขณะที่กำลังใช้ยานี้ เว้นแต่ว่าแพทย์จะสั่ง เกรฟฟรุตนั้นอาจเพิ่มปริมาณของยาบางชนิดในร่างกายคุณได้ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

หากคุณกำลังรับประทานยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ชนิดอื่นอยู่ เช่น ยาเพรดนิโซโลน (prednisone) คุณไม่ควรหยุดใช้ยานั้น เว้นแต่ว่าแพทย์จะสั่ง สภาวะบางอย่าง (เช่น โรคหอบหืด หรือโรคภูมิแพ้) อาจจะมีอาการแย่ลงได้ หากหยุดใช้ยากะทันหัน คุณยังอาจมีอาการถอนยาได้ หากคุณหยุดใช้ยากะทันหัน เพื่อป้องกันอาการถอนยา (เช่น อ่อนแรง น้ำหนักลด คลื่นไส้ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ เหนื่อยล้า วิงเวียน) แพทย์อาจสั่งให้คุณค่อยๆ ลดขนาดยาเดิมของคุณ เมื่อคุณเปลี่ยนมาใช้ยาบูเดโซไนด์ โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม และรายงานในทันทีหากมีอาการถอนยาเกิดขึ้น

ใช้ยานี้เป็นประจำตามที่กำหนดอย่างเคร่งครัด เพื่อให้รับประโยชน์สูงสุดจากยา เพื่อให้ง่ายต่อการจำควรรับประทานยาในเวลาเดียวกันทุกวัน อย่าเพิ่มขนาดยา ใช้ยาถี่กว่า หรือใช้ยานานกว่าที่แพทย์สั่ง เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงที่ร้ายแรงได้

อย่าหยุดใช้ยานี้โดยไม่ปรึกษากับแพทย์ อาการบางอย่างอาจจะแย่ลงได้หากคุณหยุดใช้ยากระทันหัน ควรลดขนาดยาลงอย่างช้าๆ

แจ้งให้แพทย์ทราบ หากอาการของคุณไม่หายไปหรือแย่ลง

การเก็บรักษายาบูเดโซไนด์

ยาบูเดโซไนด์ควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง ให้พ้นแสงและความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเสื่อมสภาพ ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือตู้เย็น ยาบูเดโซไนด์บางยี่ห้ออาจจะต้องเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบคำแนะนำการเก็บบนบรรจุภัณฑ์หรือสอบถามเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัยโปรดเก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

ไม่ควรทิ้งยาบูเดโซไนด์ลงในชักโครก หรือในท่อระบายน้ำ เว้นเสียแต่จะได้รับคำแนะนำให้ทำเช่นนั้น ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้อง เมื่อยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน โปรดสอบถามเภสัชกรเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการกำจัดยาที่ถูกต้อง

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาบูเดโซไนด์

ก่อนใช้ยาบูเดโซไนด์ แจ้งให้แพทย์ทราบหากคุณแพ้ยานี้ หรือมีโรคภูมิแพ้อื่นๆ ยานี้อาจมีส่วนประกอบที่ไม่ใช่สารออกฤทธิ์ที่อาจทำให้เกิดอาการแพ้หรือปัญหาอื่นๆ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดปรึกษากับเภสัชกร

ก่อนใช้ยานี้ แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบเกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์ของคุณ โดยเฉพาะโรคต่อไปนี้คือ โรคตา (เช่น ต้อกระจก หรือต้อหิน) ความดันโลหิตสูง โรคตับ ปัญหาเกี่ยวกับไทรอยด์ โรคเบาหวาน ปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะหรือลำไส้ เช่น โรคถุงผนังลำไส้ใหญ่อักเสบ (diverticulitis) หรือมีบาดแผลในกระเพาะหรือลำไส้ โรคกระดูกพรุน (osteoporosis) มีการติดเชื้อในอดีตหรือปัจจุบัน เช่น วัณโรค ผลการตรวจคัดกรองวัณโรคเป็นบวก ติดเชื้อเริม ติดเชื้อรา มีปัญหาเลือดออก สภาวะทางด้านจิตใจหรืออารมณ์ (เช่น วิกลจริต วิตกกังวล โรคซึมเศร้า)

การใช้คอร์ติโคสเตียรอยด์เป็นเวลานาน สามารถทำให้ร่างกายตอบสนองต่อความตึงเครียดทางกายภาพได้ยากขึ้น ดังนั้น ก่อนการผ่าตัด หรือการรักษาพยาบาลฉุกเฉิน หรือหากคุณมีอาการป่วยหรือบาดเจ็บที่รุนแรง ควรแจ้งให้แพทย์หรือทันตแพทย์ทราบว่า คุณกำลังใช้ยานี้ หรือเคยใช้ยานี้ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา แจ้งให้แพทย์ทราบในทันที หากคุณมีอาการเหนื่อยล้าหรือน้ำหนักลดมากหรือลดแบบผิดปกติ หากคุณต้องใช้ยานี้เป็นเวลานาน ควรพกข้อมูลประจำตัวทางการแพทย์ที่บ่งบอกว่าคุณกำลังใช้ยานี้อยู่ติดตัวไว้เสมอ

ก่อนการผ่าตัด โปรดแจ้งให้แพทย์หรือทันตแพทย์ทราบ เกี่ยวกับยาทั้งหมดที่คุณกำลังใช้ (ทั้งยาตามใบสั่ง ยาที่หาซื้อได้เอง และสมุนไพร)

การดื่มสุราเป็นประจำขณะใช้ยานี้ อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดเลือดออกในกระเพาะ ควรจำกัดปริมาณของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ยานี้อาจบดบังสัญญาณของการติดเชื้อได้ และอาจทำให้มีโอกาสคุณติดเชื้อมากขึ้น หรือทำให้การติดเชื้อที่เป็นอยู่แย่ลงได้ ดังนั้น จึงควรล้างมือให้สะอาดเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของการติดเชื้อ หลีกเลี่ยงการติดต่อกับผู้ที่มีอาการติดเชื้อที่อาจแพร่กระจายไปสู่ผู้อื่นได้ (เช่น โรคอีสุกอีใส โรคหัด โรคไข้หวัดใหญ่) โปรดปรึกษากับแพทย์ หากคุณเคยสัมผัสกับการติดเชื้อ หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม

ยาบูเดโซไนด์อาจทำให้วัคซีนทำงานได้ไม่ดีตามปกติ ดังนั้น จึงไม่ควรกระตุ้นภูมิคุ้มกัน (immunizations) หรือฉีดวัคซีนขณะที่ใช้ยานี้ โดยไม่ปรึกษากับแพทย์ก่อน หลีกเลี่ยงการติดต่อกับผู้ที่พึ่งผ่านการรับวัคซีนเชื้อเป็น (live vaccines) เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่สูดดมทางจมูก

ยานี้อาจชะลอการเจริญเติบโตของเด็กได้ หากใช้เป็นเวลานาน สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร ควรไปรับการตรวจกับแพทย์เป็นประจำ เพื่อวัดระดับส่วนสูงและการเจริญเติบโต

ในช่วงขณะการตั้งครรภ์ ยานี้ควรใช้ต่อเมื่อจำเป็นเท่านั้น ควรปรึกษากับแพทย์เรื่องความเสี่ยงและประโยชน์ของการใช้ยา เด็กที่เกิดจากแม่ที่ใช้คอร์ติโคสเตียรอยด์เป็นเวลานาน อาจมีปัญหาเกี่ยวกับฮอร์โมน แจ้งให้แพทย์ทราบในทันทีหากคุณสังเกตเห็นอาการ เช่น คลื่นไส้อาเจียนบ่อยๆ ท่วงร่วงอย่างรุนแรง หรือมีอาการอ่อนแรงในทารกแรกเกิด

ยานี้อาจส่งต่อผ่านทางน้ำนมแม่ได้ โปรดปรึกษาแพทย์ก่อนการให้นมบุตร

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อชั่งน้ำหนักประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยานี้ ยาบูเดโซไนด์จัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์ หมวด B (ยาสูดพ่น) หมวด C (ยาเม็ดรับประทาน) โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

  • A= ไม่มีความเสี่ยง
  • B= ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C= อาจจะมีความเสี่ยง
  • D= มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X= ห้ามใช้
  • N= ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยาบูเดโซไนด์

เนื่องจากยานี้จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายคุณอ่อนแอลง และอาจลดความสามารถของร่างกายในการต่อสู้กับการติดเชื้อ ทำให้คุณมีโอกาสที่จะติดเชื้อที่รุนแรง (อาจถึงแก่ชีวิต) หรือทำให้อาการติดเชื้อที่คุณเป็นอยู่แย่ลงได้ แจ้งให้แพทย์ทราบในทันที หากคุณสังเกตเห็นอาการติดเชื้อ (เช่น ไอ เจ็บคอ เป็นไข้ หนาวสั่น) การใช้ยานี้เป็นเวลานานหรือใช้ซ้ำๆ อาจทำให้คุณติดเชื้อรา หรือยีสต์ในช่องปากได้ ติดต่อแพทย์ในทันทีหากคุณสังเกตเห็นคราบขาวในช่องปาก หรือสารคัดหลั่งจากช่องคลอดมีการเปลี่ยนแปลง

แจ้งให้แพทย์ทราบในทันที หากคุณสังเกตเห็นอาการที่หายากแต่รุนแรงดังนี้ อาการเหนื่อยล้าผิดปกติ ปัญหาในการมองเห็น มีรอยช้ำหรือมีเลือดออกได้ง่าย หน้าบวม การเจริญเติบโตของเส้นขนผิดปกติ มีความเปลี่ยนแปลงทางจิตใจหรืออารมณ์ เช่น โรคซึมเศร้า อารมณ์แปรปรวน ภาวะกระสับกระส่าย กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือปวดกล้ามเนื้อ ผิวบางขึ้น แผลหายได้ช้า

อาการแพ้ที่รุนแรงของยานี้ไม่ค่อยเกิดขึ้น แต่ควรรับการรักษาในทันทีหากเกิดอาการแพ้ที่รุนแรง ได้แก่ ผดผื่น คัน/บวม (โดยเฉพาะใบหน้า ลิ้น ลำคอ) เวียนหัวอย่างรุนแรง หายใจติดขัด

ไม่ใช่ทุกคนจะเจอกับผลข้างเคียงเหล่านี้ และอาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใดๆ โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยาที่อาจมีปฏิกิริยากับยานี้ได้แก่ ยาอัลเดสลูคิน (aldesleukin) ยามิฟีพริสโตน (mifepristone) ยาที่สามารถทำให้เกิดการเลือดออกหรือรอยช้ำ รวมทั้งยาต้านเกล็ดเลือด เช่นยาโคลพิโดเกรล (clopidogrel) ยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น ยาดาบิกาแทรน (dabigatran) หรือยาวาฟาริน (warfarin) ยาบรรเทาอาการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAID) เช่นแอสไพริน เซเลโคซิบ (celecoxib) หรือไอบูโพรเฟน (ibuprofen)

หากแพทย์สั่งให้คุณใช้ยาแอสไพรินในขนาดยาต่ำ เพื่อป้องกันโรคหัวใจขาดเลือดฉับพลัน หรือโรคหลอดเลือดสมอง (โดยปกติจะใช้ยาในขนาด 81-325 มก. ต่อวัน) ควรใช้ยาอย่างต่อเนื่อง เว้นแต่แพทย์จะสั่งอย่างอื่น สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดสอบถามกับแพทย์หรือเภสัชกร

ยานี้อาจส่งผลกระทบกับผลการตรวจสอบในห้องแล็บบางอย่าง เช่น การทดสอบทางผิวหนัง (skin tests) อย่าลืมแจ้งบุคคลากรในห้องแล็บและแพทย์ทั้งหมดให้ทราบว่า คุณกำลังใช้ยานี้อยู่

ยาบูเดโซไนด์อาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรจะบอกแพทย์หรือเภสัชกรของคุณว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง (ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ) เพื่อความปลอดภัย โปรดอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยา โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาบูเดโซไนด์อาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาบูเดโซไนด์อาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งเพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาบูเดโซไนด์สำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคหอบหืด – ประคับประคองการรักษา

เฟล็กแฮเลอร์ [FLEXHALER (R)]

  • ขนาดยาเริ่มต้น: 360 ไมโครกรัม สูดดมเข้าทางปากวันละสองครั้ง ผู้ป่วยบางรายอาจใช้ขนาดยาเริ่มต้นที่ 180 ไมโครกรัม วันละสองครั้ง
  • ขนาดยาประคับประคองการรักษา: อาจเพิ่มขนาดยาใน 1 ถึง 2 สัปดาห์ หากไม่มีการตอบสนองที่เพียงพอ หลังจากโรคหอบหืดนั้นอยู่ตัวแล้ว ให้ปรับขนาดยาไปที่ขนาดยาต่ำสุดที่มีประสิทธิภาพเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง
  • ขนาดยาสูงสุด: 720 ไมโครกรัมวันละสองครั้ง

เทอร์บูแฮเลอร์ [TURBUHALER(R)]

  • ขนาดยาเริ่มต้น: 400 ถึง 2400 ไมโครกรัม แบ่งสูดดมเข้าทางปากทุกวัน
  • ขนาดยาประคับประคองการรักษา: 200 ถึง 400 ไมโครกรัม สูดดมเข้าทางปากวันละสองครั้ง ผู้ป่วยบางรายอาจจำเป็นต้องใช้ยาในขนาดที่สูงกว่าเป็นเวลานานกว่าหรือสั้นกว่า หลังจากโรคหอบหืดนั้นอยู่ตัวแล้ว ให้ปรับขนาดยาไปที่ขนาดยาต่ำสุดที่มีประสิทธิภาพเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง
  • อาจมีการพิจารณาการให้ยาวันละครั้งสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาในขนาด 400 ไมโครกรัมต่อวัน ควรให้ยาในตอนเย็น

คำแนะนำ

  • การควบคุมโรคหอบหืดให้ดีขึ้น อาจเกิดขึ้นภายใน 24 ชั่วโมง ประโยชน์สูงสุดมักจะเกิดขึ้นภายใน 1 ถึง 2 สัปดาห์ ผู้ป่วยแต่ละรายอาจเจอกับระยะเวลาเริ่มต้นที่ยาให้ผลการรักษา และระดับการบรรเทาอาการที่แตกต่างกัน
  • หากเกิดอาการหอบหืดขึ้น ควรใช้การใช้ยาพ่นขยายหลอดลม (Bronchodilators) แบบออกฤทธิ์เร็ว เพื่อบรรเทาอาการในทันที ไม่ควรใช้ยานี้เพื่อบรรเทาภาวะหลอดลมหดเกร็งฉับพลัน (acute bronchospasm)

การใช้งาน

สำหรับการรักษาแบบประคับประคองสภาวะของโรคหอบหืด เป็นการรักษาเพื่อป้องกัน (prophylactic therapy)

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคโครห์น (Crohn’s Disease) – ฉับพลัน

ยาแคปซูลเคลือบชนิดแตกตัวในลำไส้ (Enteric coated capsules)

  • ขนาดยาเริ่มต้น: 9 มก. รับประทานวันละครั้งในตอนเช้า เป็นเวลา 8 สัปดาห์
  • อาจให้ซ้ำได้หากอาการกำเริบอีก

คำแนะนำ

  • ผู้ป่วยที่เป็นโรคโครห์นในระดับไม่รุนแรงถึงปานกลาง ที่เกี่ยวข้องกับลำไส้เล็กส่วนปลาย (Ileum) และ/หรือลามไปถึงลำไส้ใหญ่ อาจมีการสลับเปลี่ยนจากยาเพรดนิโซโลน (prednisolone) แบบรับประทานมาเป็นยานี้ โดยไม่มีรายงานภาวะต่อมหมวกไตทำงานไม่เพียงพอ (adrenal insufficiency) ควรค่อยๆลดขนาดยาเพรดนิโซโลนลงในขณะที่เริ่มต้นการรักษาด้วยยานี้
  • ควรกลืนยาแคปซูลลงไปทั้งเม็ด หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำเกรฟฟรุตตลอดช่วงการรักษาด้วยยานี้
  • เมื่ออาการของผู้ป่วยสามารถควบคุมได้แล้ว (ค่าดัชนีกิจกรรมของโรคโครห์น [CDAI] ต่ำกว่า 150) ควรเริ่มใช้ยาในขนาดประคับประคองการรักษา

การใช้งาน

สำหรับการรักษาโรคโครห์นในระดับไม่รุนแรงหรือปานกลางที่เกี่ยวข้องกับลำไส้เล็กส่วนปลาย (Ileum) และ/หรือลามไปถึงลำไส้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคโครห์น – ประคับประคองการรักษา

ยาแคปซูลเคลือบชนิดแตกตัวในลำไส้ (Enteric coated capsules)

  • 6 มก. รับประทานวันละครั้งในตอนเช้า เป็นเวลา 3 เดือน
  • หากสามารถควบคุมอาการได้นาน 3 เดือน ควรค่อยๆ ลดขนาดยาเพื่อการหยุดยาอย่างสมบูรณ์

คำแนะนำ

  • ควรเริ่มการรักษาแบบประคับประคอง เมื่ออาการของผู้ป่วยสามารถควบคุมได้แล้ว (ค่าดัชนีกิจกรรมของโรคโครห์น [CDAI] ต่ำกว่า 150)
  • ควรกลืนยาแคปซูลลงไปทั้งเม็ด หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำเกรฟฟรุตตลอดช่วงการรักษาด้วยยานี้
  • ยังไม่มีการพิสูจน์ที่แสดงให้ถึงประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมของการรักษาแบบประคับประคอง ที่ยาวนานกว่าเกินกว่า 3 เดือน

การใช้งาน

เพื่อคงสภาพช่วงที่อาการบรรเทาลง ของโรคโครห์นในระดับไม่รุนแรงถึงปานกลางที่เกี่ยวข้องกับลำไส้เล็กส่วนปลาย (Ileum) และ/หรือลามไปถึงลำไส้ใหญ่ เป็นเวลา 3 เดือน

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคลำไส้ใหญ่อักเสบชนิดเป็นแผล (Ulcerative Colitis)

ยาเม็ดออกฤทธิ์นาน (Extended-release tablets)

  • ขนาดยาเริ่มต้น: 9 มก. รับประทานวันละครั้ง ในตอนเช้า
  • ระยะเวลาในการรักษา: นานถึง 8 สัปดาห์

โฟมฉีดสวนทางทวารหนัก (Rectal Foam)

สำหรับโรคลำไส้ใหญ่ส่วนปลายอักเสบชนิดเป็นแผลระดับไม่รุนแรงถึงปานกลางที่ขยายไปถึง 40 ซม. จากปากทวารหนัก (anal verge):

ฉีดพ่นยา 1 ครั้งทางทวารหนัก วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 2 สัปดาห์ แล้วตามด้วยฉีดพ่นยา 1 ครั้งทางทวารหนัก วันละคร้ง เป็นเวลา 4 สัปดาห์

คำแนะนำ

หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำเกรฟฟรุตตลอดช่วงการรักษาด้วยยานี้

การใช้งาน

สำหรับการรักษาเริ่มต้น ในช่วงที่อาการบรรเทาลง ของโรคลำไส้ใหญ่อักเสบชนิดเป็นแผลระดับไม่รุนแรงถึงปานกลาง

การปรับขนาดยาสำหรับไต

ไม่มีคำแนะนำในการปรับขนาดยา

การปรับขนาดยาสำหรับตับ

ความบกพร่องของตับระดับปานกลางถึงรุนแรง

เนื่องจากผลที่เกิดขึ้นทั่วร่างกาย (systemic exposure) เพิ่มขึ้น พร้อมกับระดับความบกพร่องของตับที่เพิ่มมากขึ้น ผู้ป่วยที่มีภาวะตับบกพร่องในระดับปานกลางถึงรุนแรงควรมีการเฝ้าระวังติดตามสัญญาณและ/หรืออาการที่เพิ่มขึ้นของภาวะคอร์ติซอลมากเกินไป (hypercorticism) ควรพิจารณาการหยุดใช้ยาหากมีสัญญาณและ/หรืออาการของภาวะคอร์ติซอลมากเกินไป

ยาแคปซูลเคลือบชนิดแตกตัวในลำไส้ (Enteric Coated Capsules):

ความบกพร่องของตับระดับรุนแรง (ไชด์พิว [Child-Pugh] กลุ่มซี)

หลีกเลี่ยงการใช้

ความบกพร่องของตับระดับปานกลาง (ไชด์พิว [Child-Pugh] กลุ่มบี)

ผู้ใหญ่: ควรพิจารณาลดขนาดยาไปที่ 3 มก. รับประทานวันละครั้ง

เด็ก: อาจต้องมีการปรับขนาดยา แต่ยังไม่มีคำแนะนำอย่างเฉพาะเจาะจง ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง

การปรับขนาดยา

ผู้สูงอายุ: ควรระมัดระวังการเลือกขนาดยา โดยปกติแล้วควรเริ่มที่ยาในขนาดต่ำ

ขนาดยาบูเดโซไนด์สำหรับเด็ก

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาโรคหอบหืด – ประคับประคองการรักษา

ยาแขวนตะกอนสำหรับสูดดม (Inhalation Suspension) (ให้ผ่านเครื่องพ่นยา)

  • อายุ: 1 ถึง 8 ปี: ขนาดยาเริ่มต้นและขนาดยาสูงสุดนั้นขึ้นอยู่กับการรักษาโรคหอบหืดก่อนหน้านี้
  • การรักษาครั้งก่อนได้ใช้ยาขยายหลอดลมเพียงอย่างเดียว: 0.5 มก. สูดดมเข้าทางปากวันละครั้ง หรือ 0.25 มก. สูดดมเข้าทางปากวันละสองครั้ง ขนาดยาสูงสุด: 0.5 มก.
  • การรักษาครั้งก่อนได้ใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์แบบสูดดม: 0.5 มก. วันละครั้ง หรือ 0.25 วันละสองครั้ง อาจเพิ่มได้สูงถึง 0.5 มก. วันละสองครั้ง ขนาดยาสูงสุดต่อวัน: 1 มก.
  • การรักษาครั้งก่อนดได้ใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์แบบรับประทาน: 1 มก. วันละครั้ง หรือ 0.5 มก. วันละสองครั้ง ขนาดยาสูงสุดต่อวัน: 1 มก.
  • คำแนะนำ: สำหรับผู้ป่วยมีอาการที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาที่ไม่มีสเตียรอยด์ อาจพิจารณาขนาดยาแขวนตะกอนสำหรับสูดดมเริ่มต้นคือ 0.25 มก. วันละครั้ง

เฟล็กแฮเลอร์ [FLEXHALER(R)] ยาผงสำหรับสูดพ่นทางปาก (oral inhaler)

อายุ: 6 ถึง 12 ปี

  • ขนาดยาเริ่มต้น: 180 ไมโครกรัม สูดพ่นเข้าทางปากวันละสองครั้ง ผู้ป่วยบางรายอาจต้องการขนาดยาเริ่มต้นที่ 360 ไมโครกรัม วันละสองครั้ง
  • ขนาดยาประคับประคองการรักษา : อาจเพิ่มขนาดยาได้หลังจาก 1 ถึง 2 สัปดาห์ หากการตอบสนองไม่เพียงพอ หลังจากโรคหอบหืดนั้นอยู่ตัวแล้ว ให้ปรับขนาดยาไปที่ขนาดยาต่ำสุดที่มีประสิทธิภาพเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง
  • ขนาดยาสูงสุด: 360 ไมโครกรัม วันละสองครั้ง

เทอร์บูแฮเลอร์ [TURBUHALER(R)] ยาผงสำหรับสูดพ่นทางปาก (oral inhaler)

อายุ 6 ถึง 12 ปี

  • ขนาดยาเริ่มต้น: 100 ถึง 200 ไมโครกรัม สูดพ่นเข้าทางปากวันละสองครั้ง
  • ขนาดยาประคับประคองการรักษา: ขนาดยาที่ต่ำที่สุดที่สามารถทำให้ผู้ป่วยไม่มีอาการได้

เทอร์บูแฮเลอร์ [TURBUHALER(R)] ยาผงสำหรับสูดพ่นทางปาก (oral inhaler)

อายุ: มากกว่า 12 ปี

  • ขนาดยาเริ่มต้น: 400 ถึง 2400 ไมโครกรัม แบ่งสูดพ่นเข้าทางปากทุกวัน
  • ขนาดยาปกติ: 200 ถึง 400 ไมโครกรัม สูดพ่นเข้าทางปากวันละสองครั้ง ผู้ป่วยบางรายอาจจำเป็นต้องใช้ยาในขนาดที่สูงกว่า เป็นเวลานานกว่าหรือสั้นกว่า หลังจากโรคหอบหืดนั้นอยู่ตัวแล้ว ให้ปรับขนาดยาไปที่ขนาดยาต่ำสุดเท่าที่ยังมีประสิทธิภาพ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง
  • อาจมีการพิจารณาการให้ยาวันละครั้งสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาในขนาด 400 ไมโครกรัมต่อวัน ควรให้ยาในตอนเย็น

คำแนะนำ

  • การควบคุมโรคหอบหืดทีดีขึ้น อาจเกิดขึ้นภายใน 24 ชั่วโมง มักจะได้ประโยชน์สูงสุดภายใน 1 ถึง 2 สัปดาห์ ผู้ป่วยแต่ละรายอาจเจอกับระยะเวลาเริ่มต้นที่ยาให้ผลการรักษา และระดับการบรรเทาอาการที่แตกต่างกัน
  • หากเกิดอาการของโรคหอบหืดขึ้นระหว่างมื้อยา ควรใช้การใช้ยาพ่นขยายหลอดลม (Bronchodilators) แบบออกฤทธิ์เร็ว เพื่อบรรเทาอาการในทันที ไม่ควรใช้ยานี้เพื่อบรรเทาภาวะหลอดลมหดเกร็งฉับพลัน
  • อาจให้ยาวันละครั้งเว้นแต่ว่าจะไม่เพียงพอในการควบคุมโรค หากเป็นเช่นนั้นควรแบ่งให้ยาหลายมื้อ การปรับขนาดยาควรทำเท่าที่จำเป็น
  • หลังจากโรคหอบหืดนั้นอยู่ตัวแล้ว ให้ปรับขนาดยาไปที่ขนาดยาต่ำสุดเท่าที่ยังมีประสิทธิภาพ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง

การใช้งาน

สำหรับการรักษาแบบประคับประคองโรคหอบหืด เป็นการรักษาเพื่อป้องกัน (prophylactic therapy)

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาโรคโครห์น (Crohn’s Disease) – ฉับพลัน

อายุ 8 ปีขึ้นไป น้ำหนักมากกว่า 25 กก.

ยาแคปซูลชนิดแตกตัวในลำไส้ (Enteric coated capsules)

9 มก. รับประทานวันละครั้งในตอนเช้า เป็นเวลา 8 สัปดาห์ แล้วตามด้วย 6 มก. รับประทานวันละครั้ง เป็นเวลา 2 สัปดาห์

คำแนะนำ

กลืนยาทั้งเม็ด หลีกเลี่ยงน้ำเกรฟฟรุตตลอดช่วงเวลาในการรักษา

การใช้งาน

สำหรับการรักษาโรคโครห์นในระดับไม่รุนแรงหรือปานกลางที่เกี่ยวข้องกับลำไส้เล็กส่วนปลาย (Ileum) และ/หรือลามไปถึงลำไส้ใหญ่

ข้อควรระวัง

  • ยังไม่มีการพิสูจน์ความความปลอดภัยและประสิทธิภาพของยาแคปซูลเคลือบชนิดแตกตัวในลำไส้ (enteric coated capsules) สำหรับผู่ป่วยที่อายุต่ำกว่า 8 ปี
  • ยังไม่มีการพิสูจน์ความความปลอดภัยและประสิทธิภาพของยาเม็ดแบบออกฤทธิ์นาน (extended-release tablets) สำหรับผู้ป่วยที่อายุต่ำกว่า 18 ปี
  • ยังไม่มีการพิสูจน์ความความปลอดภัยและประสิทธิภาพของผงยาสำหรับสูดพ่นเข้าทางปาก (oral inhaler) สำหรับผู้ป่วยที่อายุต่ำกว่า 6 ปี
  • ยังไม่มีการพิสูจน์ความความปลอดภัยและประสิทธิภาพของยาแขวนตะกอนสำหรับพ่นเป็นฝอยละอองสูดดมเข้าทางช่องปาก (oral nebulizer) สำหรับผู้ป่วยที่อายุ 12 เดือนจนถึง 8 ปี

รูปแบบของยา

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้

  • ยาแคปซูล
  • ยาแขวนตะกอนสำหรับสูดดม
  • ยาพ่นจมูก

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ในทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยาเป็นสองเท่า

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Review Date: กันยายน 3, 2018 | Last Modified: กันยายน 3, 2018

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย