บูโพรพิออน (Bupropion)

โดย ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์

ชื่อสามัญ: บูโพรพิออน (Bupropion) Brand Name(s): บูโพรพิออน (Bupropion.

ข้อบ่งใช้

ยาบูโพรพิออนใช้สำหรับ

ยาบูโพรพิออน (Bupropion) ใช้เพื่อรักษาโรคซึมเศร้า (depression) ยานี้สามารถช่วยพัฒนาอารมณ์ และความรู้สึกสุขสบาย ยานี้ทำงานโดยการช่วยฟื้นฟูความสมดุลของสารบางชนิดภายในสมอง อย่างสารสื่อประสาท (neurotransmitters) 

ยาบูโพรพิออนยังอาจใช้เพื่อรักษาโรคสมาธิสั้น (attention deficit hyperactivity disorder) หรือช่วยในการเลิกบุหรี่โดยการลด ความอยากสูบบุหรี่และผลจากอาการถอนนิโคติน (nicotine withdrawal effects) 

ยานี้อาจใช้เพื่อป้องกันโรคซึมเศร้าในฤดูใบไม้ร่วง-ฤดูหนาว อย่างภาวะซึมเศร้าจากการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล (seasonal affective disorder) และยังอาจใช้ยานี้ร่วมกับยาอื่น เพื่อรักษาโรคอารมณ์สองขั้ว ( bipolar disorder) ในระยะซึมเศร้า (depressive phase) 

วิธีการใช้ยาบูโพรพิออน

รับประทานยานี้พร้อมกับอาหารหรือรับประทานแยกต่างหาก ตามปกติคือวันละสามครั้ง คุณอาจจะรับประทานยาพร้อมกับอาหารได้หากเกิดอาการท้องไส้ปั่นป่วน ควรรับประทานยาแต่ละครั้ง ห่างกันอย่างน้อย 6 ชั่วโมง หรือตามที่แพทย์กำหนด เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอาการชัก

อย่ารับประทานยามากกว่า น้อยกว่า หรือบ่อยกว่าที่กำหนด การรับประทานยาบูโพรพิออนในขนาดที่มากกว่าที่แนะนำนั้น อาจจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอาการชัก อย่ารับประทานยามากกว่า 150 มก. ภายในหนึ่งครั้ง และอย่ารับประทานยาเกิน 450 มก. 

ขนาดยานั้นขึ้นอยู่กับสภาวะทางการแพทย์ และการตอบสนองต่อการรักษา แพทย์อาจจะค่อยๆ เพิ่มขนาดยา เพื่อจำกัดผลข้างเคียง เช่น อาการนอนไม่หลับ และเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอาการชัก เพื่อหลีกเลี่ยงอาการนอนไม่หลับ ไม่ควรใช้ยานี้ใกล้กับเวลานอนมากเกินไป โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบ หากอาการนอนไม่หลับของคุณนั้นเป็นปัญหา

ใช้ยานี้เป็นประจำเพื่อให้ได้ประโยชน์จากยาสูงสุด เพื่อให้ง่ายต่อการจำควรรับประทานยาในเวลาเดียวกันทุกวัน 

อย่าหยุดใช้ยานี้โดยไม่ปรึกษากับแพทย์ สภาวะบางอย่างอาจจะมีอาการรุนแรงขึ้นหากหยุดใช้ยากะทันหัน ควรค่อยๆ ลดขนาดยาของคุณลงมา

อาจต้องใช้เวลานานกว่า 4 สัปดาห์ขึ้นไป กว่าที่คุณจะสังเกตเห็นประโยชน์ของยาอย่างเต็มที่ ควรใช้ยาอย่างต่อเนื่องตามที่แพทย์กำหนดแม้ว่าคุณจะรู้สึกดีขึ้นแล้ว โปรดปรึกษาแพทย์หากอาการของคุณไม่ดีขึ้นหรือแย่ลง 

การเก็บรักษายาบูโพรพิออน

ยาบูโพรพิออนควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงแสงหรือความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเกิดความเสียหาย ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาบูโพรพิออนบางยี่ห้ออาจจะต้องเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากยาหรือสอบถามเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัย โปรดเก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง 

ไม่ควรทิ้งยาบูโพรพิออนลงในชักโครก หรือเทลงในท่อระบายน้ำ เว้นแต่ได้รับคำแนะนำให้ทำเช่นนั้น ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้องเมื่อยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน โปรดสอบถามเภสัชกรเพิ่มเติม เกี่ยวกับวิธีการกำจัดยาที่ถูกต้อง

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาบูโพรพิออน

ก่อนใช้ยานี้ แจ้งให้แพทย์ทราบหาก 

  • คุณกำลังตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร เนื่องจากในช่วงที่คุณตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร ควรใช้ยาตามที่แพทย์แนะนำเท่านั้น
  • หากคุณกำลังใช้ยาอื่นอยู่ รวมทั้งยาที่หาซื้อได้เอง เช่น สมุนไพรหรือยาทางเลือกอื่นๆ
  • หากคุณแพ้สารสำคัญออกฤทธิ์หรือไม่มีฤทธิ์ในการรักษาของยาบูโพรพิออน หรือยาอื่นๆ
  • หากคุณมีอาการป่วย มีความผิดปกติ หรือมีสภาวะทางการแพทย์อื่นๆ

โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบหากคุณกำลังใช้ยาในกลุ่ม MAOI (monoamine oxidase inhibitor) เช่น ยาไอโซคาร์โบซาซิด (isocarboxazid) อย่างมาร์แพลน (Marplan) ยาลีเนโซลิด (linezolid) อย่างไซวอกซ์ (Zyvox) ยาเมทิลีน บลู (methylene blue) ยาเฟเนลซีน (phenelzine) อย่างนาร์ดิล (Nardil) ยาเซเลจิลีน (selegiline) อย่างเอลเดพริล (Eldepryl) เอ็มแซม (Emsam) หรือเซลาพาร์ (Zelapar) และยาทรานิลซัยโปรมีน (tranylcypromine) อย่างพาร์เนต (Parnate) หรือหากคุณเพิ่งจะหยุดใช้ยาในกลุ่ม MAOI ภายใน 14 วันที่ผ่านมา แพทย์อาจจะไม่ให้คุณใช้ยาบูโพรพิออน

อย่าใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของยาบูโพรพิออน มากกว่าหนึ่งชนิดภายในคราวเดียว คุณอาจจะได้รับยามากเกินไป และมีผลข้างเคียงที่รุนแรง 

โรคแจ้งให้แพทย์ทราบ หากคุณมีหรือเคยมีอาการชัก โรคอะนอเร็กเซียเนอร์โวซา (anorexia nervosa) หรือโรคบูลิเมีย (bulimia) ซึ่งเป็นความผิดปกติเกี่ยวกับการรับประทานอาหาร และควรแจ้งให้แพทย์ทราบหากคุณดื่มสุราในปริมาณมาก แต่คาดว่าจะหยุดดื่มกะทันหัน หรือกำลังใช้ยาระงับประสาท (sedatives) แต่คาดว่าจะหยุดใช้ยาอย่างกะทันหัน แพทย์อาจจะไม่ให้คุณใช้ยาบูโพรพิออน 

โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบ หากคุณดื่มสุราในปริมาณมาก ใช้ยาเสพติด หรือใช้ยาในทางที่ผิด และหากคุณเคยเป็นโรคหัวใจวาย มีการบาดเจ็บที่หัว เนื้องอกในสมองหรือกระดูกสันหลัง ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน หรือโรคตับ โรคไต หรือโรคหัวใจ 

คุณควรจะทราบว่ายาบูโพรพิออนนั้น อาจทำให้คุณมีอาการง่วงซึม อย่าขับรถหรือใช้เครื่องจักร จนกว่าคุณจะทราบว่ายาส่งผลต่อคุณอย่างไร 

โปรดปรึกษากับแพทย์ถึงความปลอดภัยในการดื่มสุรา ขณะที่กำลังใช้ยาบูโพรพิออน แอลกอฮอล์นั้นสามารถทำให้ผลข้างเคียงของยาบูโพรพิออนรุนแรงขึ้นได้ 

คุณควรจะทราบว่า ยาบูโพรพิออนอาจเพิ่มระดับของความดันโลหิตได้ แพทย์อาจจะต้องทำการตรวจวัดระดับความดันโลหิต ก่อนเริ่มต้นการรักษา และทำการตรวจเป็นประจำในช่วงที่กำลังใช้ยานี้ โดยเฉพาะหากคุณกำลังทำการบำบัดนิโคตินทดแทน (nicotine replacement therapy) 

คุณควรจะทราบว่า ยาบูโพรพิออนนั้นอาจจะทำให้เกิดโรคต้อหินมุมปิด (angle-closure glaucoma) ซึ่งเป็นโรคที่น้ำภายในดวงตาการอุดตันอย่างกะทันหัน หรือน้ำไม่สามารถไหลออกจากดวงตาได้ ทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของความดันภายในดวงตาอย่างรวดเร็วและรุนแรง ซึ่งอาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็น โปรดปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการรับการตรวจดวงตาก่อนเริ่มต้นใช้ยานี้ หากคุณมีอาการคลื่นไส้ ปวดตา การมองเห็นเปลี่ยนแปลง เช่น มองเห็นรัศมีที่มีสีรอบๆ กับแสง และอาการบวมหรือแดงภายในดวงตาหรือบริเวณโดยรอบ โปรดติดต่อแพทย์ หรือรับการรักษาพยาบาลฉุกเฉินในทันที 

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อหาประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยานี้

ยาบูโพรพิออนจัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์ ประเภท C โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

  • A= ไม่มีความเสี่ยง
  • B= ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C= อาจจะมีความเสี่ยง
  • D= มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X= ห้ามใช้
  • N= ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยาบูโพรพิออน

ผลข้างเคียงที่พบได้ทั่วไปมีดังนี้ ปากแห้ง เจ็บคอ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง หน้าแดง ปวดหัว เบื่ออาหาร ท้องผูก นอนไม่หลับ เหงื่อออกมากขึ้น มีรสชาติแปลกๆ ภายในปาก ปวดข้อต่อ วิงเวียน หรือมองเห็นไม่ชัด ยาต้านซึมเศร้า (Antidepressants) นั้นอาจจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดความคิดและพฤติกรรมที่จะฆ่าตัวตายในเด็ก วัยรุ่น และผู้ที่อยู่ในวัยหนุ่มสาว โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบหากเกิดอาการเหล่านี้ 

ผลข้างเคียงที่รุนแรงน้อยกว่าอาจมีดังต่อไปนี้

  • ปวดหัว
  • วิงเวียน
  • มีเสียงอื้อในหู
  • หมดความสนใจในเรื่องทางเพศ
  • เจ็บคอ
  • ปวดกล้ามเนื้อ
  • มีอาการคันหรือผื่นผิวหนังในระดับเบา 
  • เหงื่อออกเพิ่มขึ้น
  • ปัสสาวะเพิ่มขึ้น
  • ความอยากอาหารมีการเปลี่ยนแปลง
  • น้ำหนักลดหรือน้ำหนักเพิ่ม

โปรดติดต่อแพทย์ในทันทีหากคุณมีอาการดังต่อไปนี้

  • อาการชัก
  • หัวใจเต้นเร็ว
  • เป็นไข้ ต่อมบวม ผดผื่น หรือคัน ปวดข้อต่อ หรือรู้สึกไม่สบายทั่วไป 
  • สับสน รวบรวมสมาธิได้ลำบาก มองเห็นภาพหลอน มีความคิดหรือพฤติกรรมที่ผิดปกติ 
  • ปฏิกิริยาผิวหนังที่รุนแรง — เป็นไข้ เจ็บคอ มีอาการบวมที่ใบหน้าหรือลิ้น แสบร้อนที่ดวงตา ปวดผิว ตามด้วยผดผื่นผิวหนังสีแดงหรือสีม่วงที่แพร่กระจาย (โดยเฉพาะใบหน้าหรือร่างกายส่วนบน) และทำให้เกิดแผลพุพองและผิวลอก

รับการรักษาพยาบาลฉุกเฉินทันที หากคุณมีสัญญาณของอาการแพ้ ได้แก่ ลมพิษ หายใจติดขัด บวมที่ใบหน้า ริมฝีปาก ลิ้น หรือลำคอ

โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบ หากมีอาการใหม่หรืออาการที่รุนแรงขึ้น เช่น มีความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์หรือพฤติกรรม วิตกกังวล อาการแพนิคกำเริบ (panic attacks) นอนไม่หลับ หรือหากคุณรู้สึกหุนหันพลันแล่น หงุดหงิด กระวนกระวายใจ ไม่เป็นมิตร ก้าวร้าว ร้อนรน อยู่ไม่สุข (ทั้งทางอารมณ์หรือจิตใจ) ซึมเศร้ามากขึ้น หรือมีความคิดที่จะฆ่าตัวตายหรือทำร้ายตัวเอง

ไม่ใช่ทุกคนจะเจอกับผลข้างเคียงเหล่านี้ หรืออาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น 

ยาบูโพรพิออนอาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรของคุณว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง (ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ) เพื่อความปลอดภัย โปรดอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาใดๆ โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาบูโพรพิออนอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาบูโพรพิออนอาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

โรคที่อาจมีปฏิกิริยากับยานี้ได้แก่

  • ดื่มสุรา
  • โรคหลอดเลือดสมองผิดปกติ (Arteriovenous malformation) 
  • เนื้องอกในสมองหรือการติดเชื้อในสมอง 
  • ความผิดปกติทางการรับประทานอาหาร (โรคอะนอเร็กเซียเนอร์โวซาหรือโรคบูลิเมีย) 
  • การบาดเจ็บที่ศีรษะ
  • โรคชัก
  • โรคหลอดเลือดสมอง
  • โรคอารมณ์สองขั้ว
  • โรคต้อหินมุมปิด (Glaucoma, angle closure) 
  • ภาวะความดันโลหิตสูง (Hypertension) 
  • จิตอารมณ์ฟุ้งพล่าน (Mania) หรือช่วงอาการเกือบฟุ้งพล่าน (hypomania) 
  • โรคจิต (Psychosis)  
  • โรคจิตเภท (Schizophrenia) 
  • โรคเบาหวาน
  • เคยใช้ยาหรือแอลกอฮอล์ในทางที่ผิด 
  • ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycemia)  
  • ภาวะโซเดียมในเลือดต่ำ (Hyponatremia) 
  • ภาวะออกซิเจนในเลือดต่ำ (Hypoxia) 
  • โรคตับ
  • โรคไต
  • โรคตับ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งเพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาบูโพรพิออนสำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคซึมเศร้า

ยารูปแบบออกฤทธิ์ทันที (Immediate release tablets)  

  • ขนาดยาเริ่มต้น 100 มก. รับประทานวันละสองครั้ง 
  • ขนาดยาปกติ อาจเพิ่มขนาดยา 75 ถึง 100 มก./วัน โดยไม่ถี่เกินกว่าทุกๆ 3 วัน สูงสุดที่ขนาดยาปกติที่ 100 มก. รับประทานวันละ 3 ครั้ง 
  • ขนาดยาสูงสุดคือ 450 มก./วัน แบ่งให้ 4 ครั้ง ควรหยุดใช้ยาบูโพรพิออนหากไม่มีการตอบสนองที่เพียงพอกับการใช้ยาในขนาดนี้ 
  • ขนาดต่อสำหรับหนึ่งครั้งไม่ควรเกิน 150 มก  

ยารูปแบบออกฤทธิ์นาน (Sustained release tablets)  

  • ขนาดยาเริ่มต้น 150 มก. รับประทานวันละครั้งในตอนเช้า 
  • ขนาดยาปกติ หลังจากผ่านไปอย่างน้อย 4 วัน อาจเพิ่มขนาดยาไปที่ 100 ถึง 150 มก. วันละสองครั้ง หากไม่มีอาการคืบหน้าที่เพียงพอหลังจากผ่านไปแล้วหลายสัปดาห์ ควรเพิ่มขนาดยาไปที่ขนาดยาสูงสุด 200 มก. วันละสองครั้ง 

ยารูปแบบออกฤทธิ์นาน (Extended release tablets) อย่างเวลบูทริน เอ็กซ์แอล (Wellbutrin XL)

  • ขนาดยาเริ่มต้น 150 มก. รับประทานวันละครั้งในตอนเช้า  
  • ขนาดยาปกติ หลังจากผ่านไปอย่างน้อย 4 วัน อาจเพิ่มขนาดยาไปที่ 300 มก. วันละครั้ง หากไม่มีอาการคืบหน้าที่เพียงพอหลังจากผ่านไปแล้วหลายสัปดาห์ ควรเพิ่มขนาดยาไปที่ขนาดยาสูงสุด 450 มก. วันละครั้งในตอนเช้า 

ยารูปแบบออกฤทธิ์นาน อย่างอะเพลนซิน (Aplenzin)  

  • ขนาดยาเริ่มต้น 174 มก. รับประทานวันละครั้งในตอนเช้า เทียบเท่ากับยาบูโพรพิออน เอชซีแอล (bupropion HCl) 150 มก. 
  • ขนาดยาปกติ หลังจากผ่านไปอย่างน้อย 4 วัน อาจเพิ่มขนาดยาไปที่ 348 มก. วันละครั้ง (เทียบเท่ากับยาบูโพรพิออน เอชซีแอล 300 มก.) หากไม่มีอาการคืบหน้าที่เพียงพอหลังจากผ่านไปแล้วหลายสัปดาห์ ควรเพิ่มขนาดยาไปที่ขนาดยาสูงสุด 522 มก. วันละครั้งในตอนเช้า (เทียบเท่ากับยาบูโพรพิออน เอชซีแอล 450 มก.) 

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาภาวะซึมเศร้าจากการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล

ควรเริ่มต้นการรักษาภาวะซึมเศร้าจากการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลในฤดูใบไม้ร่วงก่อนที่จะเริ่มมีอาการ

เวลบูทริน เอ็กซ์แอล 

  • ขนาดยาเริ่มต้น 150 มก. รับประทานวันละครั้งในตอนเช้า 
  • การปรับขนาดยา หากสามารถทนได้ หลังจากผ่านไป 7 วันอาจเพิ่มขนาดยาไปขนาดยาสูงสุดที่ 300 มก. วันละครั้งในตอนเช้า ผู้ป่วยที่ไม่สามารถทนกับขนาดยาที่เพิ่มขึ้นนี้ได้ควรลดขนาดยากลับไปที่ 150 มก. รับประทานวันละครั้ง 

อะเพลนซิน 

  • ขนาดยาเริ่มต้น 174 มก. วันละครั้งในตอนเช้า เทียบเท่ากับยาบูโพรพิออน เอชซีแอล 150 มก. 
  • การปรับขนาดยา หากสามารถทนได้ หลังจากผ่านไป 7 วันอาจเพิ่มขนาดยาไปที่ 348 มก. วันละครั้ง (เทียบเท่ากันยาบูโพรพิออน 300 มก.) ในตอนเช้าตลอดช่วงฤดูหนาว

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อการเลิกสูบบุหรี่

ขนาดยาเริ่มต้น 150 มก. รับประทานวันละครั้ง 

ขนาดยาปกติ ขึ้นอยู่กับการตอบสนองทางการแพทย์ อาจจะเพิ่มขนาดยาขึ้นไปถึง 300 มก./วัน แบ่งให้ครั้งละ 150 มก. วันละสองครั้ง ไม่เร็วกว่า 3 วันหลังจากเริ่มต้นการรักษา

ขนาดยาบูโพรพิออนสำหรับเด็ก

ยังไม่มีการพิสูจน์ความความปลอดภัยและประสิทธิภาพของขนาดยานี้สำหรับผู้ป่วยเด็ก ยานี้อาจเป็นอันตรายต่อเด็กได้ ดังนั้น จึงควรทำความเข้าใจกับความปลอดภัยของยาก่อนการใช้ยา สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดติดต่อกับแพทย์หรือเภสัชกร

รูปแบบของยา 

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้ 

  • ยาเม็ด

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที 

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ในทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group dไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Review Date: มกราคม 25, 2019 | Last Modified: มกราคม 25, 2019

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย